บทที่ 8บทสรุป
เมื่อเฮรัคเร้นกายย้อนกลับมายังจุดปะทะภาพการต่อสู้เบื้องหน้ายังคงดุเดือดเอมิลกำลังตกอยู่ในวงล้อมของมาร์โกและอัศวินหญิงเพียงลำพังสภาพของเอมิลและมาร์โกต่างดูยับเยินด้วยาแและคราบเืมีเพียงอัศวินหญิงคนเดียวที่ยังคงความสุขุมและร่างกายไร้รอยขีดข่วน
อัศวินทั้งสามเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่เหนือขีดจำกัดมนุษย์จนเห็นเพียงเงาพร่ามัวแม้จะมีพลธนูของศัตรูยืนล้อมอยู่รอบๆ แต่พวกเขาก็ได้แต่เฝ้ามองอย่างกระวนกระวาย
ไม่มีใครกล้าปล่อยลูกศรออกไปเพราะความเร็วในการพุ่งตัวของทั้งสามสูงเกินกว่าที่สายตาธรรมดาจะแยกแยะได้ หากโจมตีสุ่มสี่สุ่มห้าพุ่งเป้าไปที่เอมิลลูกศรนั้นอาจจะปักเข้ากลางหลังของมาร์โกแทน
เฮรัคอาศัยความเงียบกริบกวาดสายตาประเมินภูมิประเทศผ่านเชนหลาน ชิปพันธุกรรม เขาเลือกจุดซุ่มยิงที่อยู่เหนือลมและมีพุ่มไม้บังตาอย่างมิดชิดก่อนจะง้างคันธนูจนสุดสายและปล่อยลูกศรออกไปสังหารพลธนูคนแรกในพริบตา
“มีคนซุ่มยิง!”
เสียงร้องเตือนดังขึ้นพร้อมความแตกตื่นพลธนูที่เหลือรีบแยกย้ายกันหาที่หลบภัย แต่ในความมืดมิดเช่นนี้พวกเขาไม่อาจระบุตำแหน่งของเฮรัคได้เลยจึงทำได้เพียงยิงสุ่มเข้าไปในพงหญ้าอย่างไร้จุดหมาย
เฮรัคไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือเขาเคลื่อนที่ดุจเพชฌฆาตไร้เงา
ฟิ้ว!
ลูกศรอีกดอกพุ่งเจาะกะโหลกพลธนูที่ซ่อนอยู่หลังโขดหินใหญ่ทันทีที่เขาเปลี่ยนมุมยิง
ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินใจศัตรูที่เหลือไม่ว่าพวกเขาจะซ่อนตัวหลังต้นไม้หรือหมอบต่ำเพียงใดลูกศรเย็นเยียบจากเงามืดก็มักจะพุ่งมาจากทิศที่พวกเขาไม่ได้ระวังเสมอ
สิบนาทีผ่านไป
พลธนูทั้งแปดคนนอนจมกองเืไร้ลมหายใจด้วยฝีมือของเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว
หลังจัดการปลิดชีพสมุนปลายแถวหมดสิ้นเฮรัคยังคงซ่อนตัวอยู่อย่างอดทน เขาง้างธนูค้างไว้แต่ยังไม่ปล่อยสาย
‘เชนหลาน...คำนวณจังหวะที่เหมาะสมที่สุด’
เขาสั่งการ ชิปพันธุกรรม ในใจ
การต่อสู้เบื้องหน้ายืดเยื้อมานานกว่าหนึ่งชั่วโมงความเหนื่อยล้าเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนผ่านจังหวะการหายใจและพละกำลังที่ตกลงมาร์โกเริ่มตกอยู่ในสภาวะคลั่งเขาคำรามลั่นมุ่งหมายจะสังหารเอมิลให้ได้โดยไม่สนาแของตนเองซึ่งนั่นคือช่องว่างที่ ชิปพันธุกรรม ตรวจจับได้ในทันที
“มาร์โก เ้าอัศวินคนนี้ฝีมือใกล้ระดับอัศวินชั้นสูงแล้วนะเนี่ย งานนี้ข้าขาดทุนจริง ๆเห็นทีหลังจบเื่ต้องคิดค่าจ้างเพิ่มเสียหน่อย”
อัศวินหญิงเอ่ยเสียงเรียบพลางเหวี่ยงดาบอย่างรัดกุม
“หุบปาก! ถ้าเ้าเอาจริงป่านนี้มันตายไปนานแล้ว!”
มาร์โกเดือดดาล
“ถ้าข้าเอาจริง เขาคงสู้จนตัวตาย...ซึ่งข้าไม่เห็นความจำเป็ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง”
นางหัวเราะเบาๆ
จังหวะแห่งการตัดสินมาถึงมาร์โกสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ กล้ามเนื้อทั่วร่างปูดพองจนดูน่ากลัวเขาจับดาบั์ด้วยสองมือแล้วกระโจนขึ้นฟ้าฟันลงมาสุดแรงเกิดเพื่อบีบให้เอมิลต้องรับการโจมตีตรงๆซึ่งจะทำให้อัศวินหญิงที่รอจังหวะอยู่สามารถปลิดชีพเอมิลได้ทันที
ฟิ้ว!
ในเสี้ยววินาทีที่มาร์โกอยู่กลางอากาศและไม่อาจเบี่ยงตัวหลบได้ลูกศรจากมุมมืดของเฮรัคก็พุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำ
“อ๊าก!”
มาร์โกกรีดร้องเสียงหลงพร้อมกับมือกุมใบหน้าลูกศรปักทะลุดวงตาซ้ายของเขาไปจนมิดดอก เอมิลไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยเขาหมุนตัวตวัดดาบในแนวราบคมกริบศีรษะของมาร์โกกระเด็นหลุดจากบ่ากลิ้งไปกับพื้นดินในทันที
อัศวินหญิงที่กำลังจะพุ่งเข้าซ้ำเห็นดังนั้นก็ชะงักฝีเท้านางถอยหลังสองก้าวอย่างใจเย็นก่อนจะเก็บดาบเรียวเข้าฝัก
“หืม?”
เอมิลประหลาดใจเขาเตรียมใจจะสู้ตายกับนางต่อแล้ว
“ข้าถูกเขาจ้างมาในเมื่อผู้ว่าจ้างตายแล้วข้าก็ไม่มีเหตุผลต้องสู้ต่อ”
อัศวินหญิงกล่าวอย่างเ็า
“ข้าไม่ใช่พวกบ้าพลังอีกอย่างเขาจ้างให้ข้าลงมือ ไม่ได้จ้างให้เอาชีวิตมาทิ้งที่นี่”
นางหันหลังเดินหายไปในเงามืดโดยไม่แม้แต่จะมองศพของมาร์โก
“ท่านเอมิล!”
เฮรัครีบวิ่งเข้ามาหา
เอมิลผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเขาพยุงร่างที่สะบักสะบอมพลางยิ้มขมขื่น
“ข้านึกว่าคราวนี้จะกลายเป็ศพไปซะแล้ว...ลูกศรของเ้านี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ เอ้อ... แล้วเ้ารอดมาได้ยังไงกัน?นักลอบสังหารคนนั้นล่ะ?”
“ลูกศรของข้ามียาพิษครับ เขาโดนแค่ถากๆ ก็เริ่มออกฤทธิ์แล้ว”
เฮรัคยิ้มตอบ
เอมิลถอนใจ
“ต่อให้มียาพิษการรอดจากระดับอัศวินมาได้ก็แสดงว่าฝีมือเ้าไม่ใช่เล่นๆ เลย... ไปเถอะไปเช็กดูว่าม้าเหลือกี่ตัว เอาศพของฮาเกนกับคนอื่น ๆ ผูกไว้แล้วเราจะกลับปราสาทกัน”
สองวันต่อมา
ระหว่างทางกลับปราสาทพวกเขาได้พบกับบารอนบัคที่กำลังนำกำลังเสริมมาสมทบพอดีบารอนบัคเป็ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าอวบอิ่มแต่แววตาเฉียบคมสวมชุดเกราะที่เน้นความคล่องตัวดูน่าเกรงขาม
หลังฟังรายงานจากเอมิลบารอนบัคก็นิ่งไปครู่หนึ่ง
“เื่นี้ไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้วล่ะเอมิล...พวกมันไม่ได้เล็งแค่เ้าเพียงคนเดียว”
“ท่านลอร์ดหมายความว่ายังไงครับ?”
“มาร์โกทำงานให้ไซมอน จากดินแดนเบฮัดระหว่างที่พวกมันล้อมเ้า อีกทีมหนึ่งก็บุกปล้นเหมืองทางใต้ของเราด้วยพวกมันกะจะกำจัดผู้ช่วยคนสำคัญอย่างเ้าและตัดกำลังเศรษฐกิจของข้าไปพร้อมกัน”
บารอนบัคอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดถึงสถานการณ์ความอดอยากในดินแดนเบฮัดที่บีบให้ไซมอนต้องเริ่มทำตัวเป็โจรก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเอมิล
“เ้าชื่อ... เฮรัค ใช่ไหม? ทำได้ดีมากเด็กน้อย”
ข่าวเื่เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวสังหารโจรป่าไปยี่สิบคนและยังปลิดชีพนักลอบสังหารระดับอัศวินได้ แพร่สะพัดไปทั่วหน่วยยามอย่างรวดเร็วแม้จะมีคนกังขา แต่เมื่อยอดอัศวินอย่างเอมิลเป็ผู้ยืนยันทุกคนจึงได้แต่ยอมรับด้วยความนับถือ
แต่เฮรัคไม่ได้สนใจชื่อเสียงเ่าั้สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของเขาคือการเพิ่มพละกำลังให้เร็วที่สุดเพราะการเผชิญหน้าครั้งนี้ทำให้เขารู้ว่า ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวหมายถึงความตาย
‘เชนหลาน...ตรวจสอบข้อมูลร่างกายของบารอนบัคให้ข้าที’
เขาอยากรู้ว่าขีดจำกัดของ อัศวินชั้นสูงอยู่ตรงไหน
เชนหลาน ชิปพันธุกรรม แสดงค่าสถานะขึ้นมาในพริบตา
“บัคซาลารา
พละกำลัง: 3.8
ความว่องไว: 3.5
ความทนทาน: 4.1
พลังจิต: 1.3
หมายเหตุ:ตรวจพบพลังงานไม่ทราบชนิดแผ่ซ่านปกคลุมทั่วร่างกาย”
เฮรัคตะลึงกับตัวเลขที่เห็นหากเป็โลกเก่า ร่างกายนี้คงเหนือขอบเขตความเป็มนุษย์ไปแล้วสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือพลังงานลึกลับที่แผ่ออกมาปกคลุมร่างกายทั้งหมดต่างจากเอมิลหรือฌอนที่มีพลังงานอยู่เพียงแค่ภายใน
‘ถ้าพลังงานแผ่ซ่านออกมาข้างนอกได้ขนาดนี้หมายความว่าการโจมตีธรรมดาของบารอนบัคอาจจะรุนแรงยิ่งกว่าการะเิพลังสูงสุดของฌอนเสียอีก...’
เฮรัคครุ่นคิดเงียบ ๆภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ขณะที่ขบวนเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่ปราสาทดูร์วัลเลย์