หลังจากที่ตัดสินใจเป้าหมายได้อย่างชัดเจน
เทียนจุนก็ยังคงควบม้าไปยังด้านหน้า ตามเส้นทางทอดยาวที่สองข้างทางเต็มไปด้วยผืนป่ากว้างใหญ่
เสียงกีบเท้าของม้ากระแทกพื้นดินเป็จังหวะมั่นคง ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านอย่างแ่เบา
ตอนนี้ชายหนุ่มได้ออกเดินทางมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว
บรรยากาศรอบกายค่อยๆเปลี่ยนไป แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนเป็สีส้มอมแดง
ก่อนที่ม่านรัตติกาลจะเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ หมู่เมฆเบื้องบนสะท้อนแสงจันทร์ที่เริ่มสาดส่องลงมา
“ให้ตายเถอะ เป็อะไรที่ยุ่งยากจริงๆ”
“สงสัยต้องพักข้างทางก่อนแล้วมั้ง?”
ถึงตอนนี้ตัวของเขาจะเป็ผู้บำเพ็ญเพียร แต่ร่างกายก็ยังคง้าสารอาหารเพื่อบำรุงให้อยู่ท้อง
ต่อให้สามารถใช้พลังเซียนเสริมสร้างความแข็งแกร่งได้ แต่ในตอนนี้ เขายังอยู่เพียงแค่ระดับหลอมกายาขั้นเจ็ดเท่านั้น
ยังห่างไกลจากระดับที่สามารถใช้ปราณเซียนในการหล่อเลี้ยงร่างกายแทนอาหารได้
“ถ้าข้าฝึกตนจนไปถึงระดับตำหนักิญญาได้เมื่อไหร่”
“ร่างกายจะสามารถดูดซับพลังฟ้าดินมาหล่อเลี้ยงตัวเอง ไม่จำเป็ต้องกินอาหารแบบปุถุชนอีกต่อไป..”
เขาบ่นพึมพำกับตัวเองพลางบังคับม้าให้ชะลอฝีเท้า ทว่าทันใดนั้นเอง
เคร้ง!
เสียงกระทบกันของปราณเซียน เสียงดาบฟาดฟัน และเสียงร้องคำรามของผู้คนดังขึ้นท่ามกลางป่ารกชัฏที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า
เทียนจุนหรี่ตาและจ้องมองไปยังที่มาของเสียง
ภายในความมืดสลัวนั้น เขาเห็นประกายแสงของปราณเซียนที่ถูกปลดปล่อยออกมา เสียงอึกทึกดังแว่วมาเป็ระยะ
“นั่นมัน..”
ภาพที่เห็นคือ ขบวนรถม้าเกวียนหลายสิบคันซึ่งจอดนิ่งอยู่กลางถนน
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความโกลาหล
ด้านหนึ่งของขบวนรถมีชายฉกรรจ์จำนวนมากในชุดเกราะเบา พวกเขาเป็ผู้บำเพ็ญเพียรในฐานะทหารรับจ้าง กำลังเข้าปะทะกับกลุ่มชายในชุดหนังสีดำหยาบ กลุ่มที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายสังหาร
“พวกโจรป่า..”
ใบหน้าของชายเ่าั้เต็มไปด้วยท่าทางยียวนกวนประสาท
สวมเสื้อคลุมหนังสัตว์อย่างหยาบกระด้าง ถือดาบสั้น ขวาน และอาวุธอื่นๆในมือ
พวกมันกำลังรุมเข้าต่อสู้กับกลุ่มทหารรับจ้างที่ปกป้องขบวนรถม้า แถมพวกมันยังแข็งแกร่งเป็อย่างมากอีกด้วย
ดวงตาของเทียนจุนหรี่ลง ท่าทางของเขาบ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์เป็อย่างมาก
“ไอ้พวกนี้อีกแล้วเรอะ..”
ความทรงจำเกี่ยวกับค่ายโจรที่เพิ่งทำลายไปก่อนหน้านี้ยังคงติดอยู่ในใจ
ความเกลียดชังที่มีต่อพวกโจรป่าทำให้เืในกายเดือดพล่าน
ความ้าจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก กำลังเกิดขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่อาจห้ามได้
ที่เบื้องหน้า ในอาณาเขตของการต่อสู้ ชายวัยกลางคนที่สวมใส่ผ้าโพกหัวชักกระบี่ออกมา
พลังปราณเซียนไหลเวียนทั่วทั้งร่าง ก่อนที่มันจะควบแน่นเข้าสู่คมกระบี่ของเขา
“วิชาระดับกลาง—กระบี่อินทรีโผบิน!”
เขาพุ่งเข้าใส่กลุ่มโจรด้วยความเร็วสูง กระบี่ในมือสั่นไหว ก่อนที่จะตวัดออกไปเบื้องหน้า ปราณเซียนที่ถูกควบแน่นแปรเปลี่ยนเป็เงาของ อินทรีสีทองขนาดหนึ่งจั้ง มันแผ่กลิ่นอายอันแหลมคมออกมา โบกสะบัดปีกและแผดร้องกึกก้อง
ฉัวะ!
อินทรีสีทองพุ่งทะลวงไปข้างหน้า มันตัดผ่านร่างของกลุ่มโจรนับสิบภายในพริบตา
เืสาดกระเซ็นทั่วบริเวณ เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ก่อนที่ร่างของพวกมันจะร่วงลงกับพื้นอย่างไร้ชีวิต
ทว่าทันใดนั้นเอง ร่างเงาหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นเื้ัชายผ้าโพกหัว มันเคลื่อนไหวอย่างไร้สุ้มเสียงและเต็มไปด้วยจิตสังหาร
อาวุธของมันคือ กรงเล็บที่ติดอยู่บริเวณข้อมือ
คมเล็บที่เปล่งประกายเยือกเย็นแฝงไว้ด้วยปราณเซียนอันแหลมคม ก่อนที่มันจะกระหน่ำแทงออกไปอย่างรวดเร็ว
เงาของกรงเล็บที่โจมตีออกมาปรากฏเป็ภาพซ้อนหลายสิบชั้น
การโจมตีของมันรวดเร็วและหนักหน่วงราวกับพายุที่กวาดผ่านทุกสิ่ง
ชายวัยกลางคนััได้ถึงอันตรายจากด้านหลัง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันที
เขารีบเบี่ยงตัวหลบฉับพลัน ก่อนที่จะวาดกระบี่ในมือแทงสวนกลับไปอย่างรวดเร็ว
เคร้ง! เคร้ง!
การปะทะเกิดขึ้นอย่างดุเดือด ตัวตนลึกลับที่ใช้อาวุธกรงเล็บสามารถปัดป้องกระบี่ของเขาได้อย่างสูสี
คมกระบี่และกรงเล็บเซียนฟาดฟันกันไปมา พลังปราณของทั้งสองฝ่ายะเิออกเป็ระลอกคลื่น ะเืไปทั่วบริเวณ
ขณะเดียวกัน บนรถม้าขบวนแรก
ชายวัยกลางคนร่างอ้วนท้วมที่สวมเสื้อผ้าหรูหรา แสดงให้เห็นถึงฐานะอันมั่งคั่งของตน กำลังกอดเด็กชายตัวเล็กๆเอาไว้แน่น
“ไม่ต้องกลัว ตงเอ๋อ..”
เสียงของเขาสั่นเครือ แต่ยังคงพยายามปลอบประโลมบุตรชายของตนอย่างตั้งใจ
“หัวหน้าอู่จ้านและพักพวกของพวกเขาจะต้องช่วยเหลือพวกเราได้แน่!”
เด็กชายที่อยู่ในอ้อมกอดยังคงสะอื้นฮัก ดวงตากลมโตของเขาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
ร่างเล็กสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
ภายในรถม้า แม้จะเป็พื้นที่ปิดล้อม แต่เสียงการต่อสู้อันดุเดือดที่เกิดขึ้นภายนอกกลับดังเข้ามาอย่างชัดเจน
“ข้างนอก.. มันน่ากลัวจังเลยท่านพ่อ..”
มือเล็กๆกำชายเสื้อของบิดาเอาไว้แน่น ขณะที่เด็กชายกำลังสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
การต่อสู้ระหว่าง กลุ่มทหารรับจ้างและกลุ่มโจรลึกลับยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด
“ไอ้พวกบ้า! กล้าดียังไงถึงได้มาดักปล้นขบวนสินค้าแบบนี้!?”
“พวกแกไม่รู้หรือไงว่าจะต้องโดนอะไร..”
“ถ้าทางการรู้เข้า กองกำลังของพวกแกจะต้องถูกกวาดล้างแน่!”
เสียงะโอย่างเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากชายที่สวมผ้าโพกหัว เขาเป็หัวหน้าของกลุ่มทหารรับจ้างที่ถูกว่าจ้างให้ปกป้องขบวนรถม้าแห่งนี้
เป้าหมายของเขาในตอนนี้คือชายผู้หนึ่ง ชายหน้าบากที่ใช้อาวุธเป็กรงเล็บคู่ติดข้อมือ
ชายหน้าบากหัวเราะเสียงเย้ยหยัน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลน
“เคี๊ยกๆ ไอ้พวกโง่! พวกแกคิดว่าเราคือโจรป่าอย่างนั้นเรอะ!?”
เขาเหยียดยิ้ม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นตั้งท่าเตรียมโจมตี
“ผิดมหันต์แล้วเว้ย! กลุ่มโจรที่ไหนกันจะมีกองกำลังที่แข็งแกร่งระดับทะเลิญญามากมายเช่นนี้!?”
“ถ้าแกคิดว่านี่เป็แค่การปล้นธรรมดาๆ บอกเลยว่าเ้ามันโง่เง่ายิ่งนัก!”
คำพูดของชายหน้าบากทำให้หัวหน้าทหารรับจ้างขมวดคิ้วเข้าหากัน ั์ตาของเขาฉายแววตื่นตระหนก
“ระดับทะเลิญญา..”
“หรือว่าพวกแกจะเป็คนที่พวกตระกูลฟ่านจ้างวานมา!!”
พลังของผู้บำเพ็ญเพียรแบ่งออกเป็หลายขั้น ระดับหลอมกายานั้นเป็เพียงแค่จุดเริ่มต้น
แต่ระดับทะเลิญญาขึ้นไปนั้น คือจุดที่ผู้ฝึกตนสามารถควบคุมปราณเซียนภายในร่างกายให้ไหลเวียนภายนอกได้อย่างสมบูรณ์ พลังของพวกเขาอยู่เหนือระดับหลอมกายาไปหลายขีดขั้น
หากกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้าคือผู้ฝึกตนระดับทะเลิญญามากมายจริงๆ เช่นนั้นโอกาสรอดของพวกเขาก็จะยิ่งน้อยลงไปทุกที
ชายหน้าบากยิ้มเ็า ขณะจ้องมองไปทางรถม้าคันแรก
“ถูกต้องแล้ว เป้าหมายของข้า ไม่ใช่พวกแกหรือปล้นชิง”
“แต่เป็ไอ้แก่หัวหน้าเศรษฐีอ้วน 'ตงจาง' ต่างหาก..”
“อุ้ยตาย.. ข้าพูดมากเกินไปแล้วสิ!”
เขายกมือขึ้นเกาศีรษะ ทำสีหน้าทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้
“แต่ก็ช่างมันเถอะ! ยังไงซะพวกแกก็ต้องตายด้วยฝีมือของพวกข้าอยู่ดี!”
จบคำพูด เขาพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วเหนืุ์ ร่างของเขาหมุนวนกลางอากาศ พุ่งทะยานประหนึ่งสายลม กรงเล็บในมือส่องประกายเยือกเย็น ก่อนจะฟาดฟันลงมาด้วยพลังที่หนักหน่วง
เคร้ง!!
หัวหน้าทหารรับจ้างยกกระบี่ขึ้นป้องกันได้ทันเวลา แต่แรงกระแทกที่มหาศาลทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้าน ร่างกายแทบถอยร่นไปด้านหลัง
“บัดซบ! พลังของมันแข็งแกร่งเกินไป!”
ชายหน้าบากแสยะยิ้ม ก่อนจะโจมตีซ้ำอย่างต่อเนื่อง กรงเล็บคู่ของเขาฟาดฟันออกมารวดเร็วราวกับพายุ
เสียงกระแทกของโลหะดังขึ้นเป็ระลอก การโจมตีที่ดุดันและรุนแรงทำให้หัวหน้าทหารรับจ้างแทบตั้งรับไม่ทัน
“นี่มัน.. แย่แล้ว!”
ขณะที่การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด
ในมุมหนึ่งของเส้นทางที่ถูกบดบัง บุคคลผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่บนหลังม้าที่วิ่งเข้ามา มองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบงัน
แววตาของเขาเ็า ใบหน้าของเขาไม่แสดงความรู้สึกใดๆ
“ไอ้พวกโจร.. ข้าชักจะรำคาญขึ้นมาแล้วสิ”
“ในเมื่อพวกเ้ากล้าก่อเื่ต่อหน้าข้า เช่นนั้นข้าก็จะกวาดล้างให้สิ้นซากเอง!”
สิ้นคำ เทียนจุนก็สะบัดแขนเสื้อและส่งให้ม้าวิ่งออกไปด้วยความเร็วทั้งหมด
ก่อนที่พลังปราณพุทธะเริ่มแผ่ซ่าน เปล่งประกายแสงสีทองล้อมรอบร่างของเขาอย่างน่าเกรงขาม
พร้อมกับที่เทียนจุนได้พุ่งกระโจนออกมาบนหลังม้า
และเข้าสู่สมรภูมิที่กำลังปะทุขึ้นมาอย่างดุเดือดทันที