จากที่ฟังคุณพยาบาลพูดดูเหมือนว่าเขาจะตายไปได้ไม่นาน งานศพก็น่าจะจัดขึ้นภายในวันสองวันนี้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องหาทางกลับไปดูร่างตัวเองเป็ครั้งสุดท้าย! นอกจากนี้ ดวงจิตกับกายเนื้อของเขาก็อยู่คู่กันอย่างลึกซึ้งสนิทสนมมานานหลายปีหากได้กลับไปพบเห็น ไม่แน่ว่าอาจจะมีแรงดึงดูดอันแข็งแกร่งทรงพลังอย่างไม่ธรรมดาอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาประหลาดพิสดารเหนือหลักวิทยาศาสตร์บางอย่างอาจจะทำให้จิติญญาของเขากลับไปอยู่ที่เดิมก็เป็ได้ ใครจะรู้? แม้ปรากฏการณ์ศพฟื้นคืนชีพจะฟังดูน่ากลัวแต่เขาก็ผ่านพ้นประสบการณ์ฟื้นตื่นมาเป็ภรรยาของศัตรูหัวใจตัวฉกาจมาแล้วยังมีอะไรที่รับไม่ได้อีก?
หลังจากคิดไปคิดมาหลายตลบซูเจี๋ยนก็รู้สึกกระตือรือร้นอย่างมาก จึงเรียกคุณพยาบาลเข้ามาอีกครั้ง น่าเสียดายคุณพยาบาลกลับห้ามเขาไว้
“ไม่ได้ค่ะ คุณผู้หญิงอันขาของคุณเพิ่งผ่านการผ่าตัดรักษามาไม่นาน ยังใช้งานไม่ได้ในเร็วๆ นี้หรอกค่ะ”
“แค่ออกไปแปปเดียวเท่านั้น? ยังไงก็ไม่ได้ค่ะ คุณผู้ชายอันท่านคงจะ....”
พูดถึงคุณผู้ชายอัน คุณผู้ชายอันก็มาพอดี
“มีเื่อะไร” อันอี่เจ๋อขมวดคิ้วถาม
คุณพยาบาลรีบแจกแจงให้เขาฟังถึงเื่ที่ซูเจี๋ยนขอออกเดินทางไปข้างนอก อันอี่เจ๋อหันมามองซูเจี๋ยน : “ทำไมจู่ๆ เธอถึงอยากออกไปข้างนอก”
ซูเจี๋ยนสบสายตากับเขาตรงๆ : “ฉันอยากจะไปงานศพคุณผู้ชายที่ตายจากการประสบอุบัติเหตุรถชนพร้อมกับฉัน”
อันอี่เจ๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย : “เธอรู้จักเขารึไง”
“ฉัน—” ถ้อยคำ ‘รู้จักเขาแน่นอนอยู่แล้ว’ ที่จ่ออยู่ตรงริมฝีปากพลันหยุดชะงักไปซูเจี๋ยนตระหนักขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในสถานะสาวงามซูเจี๋ยนและในสถานะของซูเจี๋ยนคนนี้ เธอก็ควรจะความจำเสื่อมอยู่ เขาจึงเปลี่ยนคำพูดกลางคันด้วยอาการแข็งทื่อเล็กน้อย: “...ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักเขาแต่ได้ยินว่าเขาตายไปแล้วแบบนี้ ฉัน.... ฉันก็อยากจะไปดูเขา” ระหว่างที่กล่าวเขาก็หลุบตาลงต่ำ แสดงออกถึงความรู้สึกผิดและเศร้าสลดใจ
อันอี่เจ๋อไม่ส่งเสียงตอบรับแม้แต่คำเดียวซูเจี๋ยนเองก็ไม่รู้ว่าเขาเกิดระแวงสงสัยขึ้นมาแล้วหรือว่าแค่ลังเลไม่อาจตัดสินใจกันแน่
ซูเจี๋ยนรู้สึกกระวนกระวายอย่างอดไม่ได้อย่างอื่นยังพอต่อรองกันได้ แต่สำหรับกับการไปเยี่ยมร่างตัวเองครั้งสุดท้ายนี้ไม่ว่ายังไงเขาก็จะต้องคิดหาหนทางไปให้จงได้!เพียงแต่....ต่อให้เขาแอบหนีออกไปสำเร็จตอนนี้ขาของเขาก็อยู่ในสภาพกึ่งพิการไปแล้วข้างหนึ่งยังไม่นับเื่ที่ทั้งเงินทั้งรถก็คงเป็ของอันอี่เจ๋อทั้งหมดการจะหลบหนีนั้นช่างยากเย็นเกินไปจริงๆ อีกทั้งหากใช้เวลานานเกินไปเขากลัวว่าจะไปไม่ทันงานศพตัวเองด้วยซ้ำ! ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดก็คือพยายามโน้มน้าวให้อันอี่เจ๋อพาเขาไปที่นั่นให้ได้
ซูเจี๋ยนแอบหยิกเนื้อตัวเองใต้ผ้าห่มอย่างแรงรู้สึกว่าดวงตาแสบร้อนด้วยความเ็ปขึ้นมาทันที ขณะที่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นซูเจี๋ยนก็ขอร้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเบาหวิว : “ทั้งฉันและคนขับรถแท็กซี่ต่างก็รอดมาได้มีแต่เขาที่ต้องตายไป ฉันรู้สึกแย่มาก ได้ยินว่าเขายังอายุน้อยอยู่เลย....”
น้ำเสียงของร่างนี้ เดิมทีก็อ่อนหวานอยู่แล้วทั้งยังมีความนุ่มนวลซ่อนแฝงอยู่สายหนึ่งเมื่อซูเจี๋ยนจงใจเอ่ยออกมาอย่างสั่นเครือ เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยแบบนี้ ก็กลายเป็เหมือนเครื่องมือเข่นฆ่าถึงจุดตายขนาดซูเจี๋ยนเองก็ยังรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นวูบวาบจนขนลุกเกรียวไปทั้งร่างในใจก็ขบคิดอย่างเงียบงัน : ขืนเป็แบบนี้ต่อไปไม่ช้าทักษะการแสดงของป๊ะป๋าคนนี้จะต้องยอดเยี่ยมเปี่ยมล้นจนแทบะเิแน่! ยังจะต้องไปเป็ครูโรงเรียนมัธยมอยู่อีกทำไมกันไปเป็เทพด้านการแสดงแล้วคว้ารางวัลออสการ์มาซะให้มันสิ้นเื่สิ้นราวไปเลย!
เป็ไปตามคาดแม้แต่จักรพรรดิผู้สงบสุขุมอยู่เป็นิจอย่างอันอี่เจ๋อก็ยังไม่อาจทนทานรับไม้ตายนี้ได้หลังจากนิ่งขรึมอยู่ครู่หนึ่ง อันอี่เจ๋อก็ยอมเอ่ยปากออกมา : “ฉันจะไปส่งเธอเอง”
……………………………….
พอมีอันอี่เจ๋อ เื่ราวก็กลายเป็ง่ายดาย
เขาจำต้องยอมรับว่าอันอี่เจ๋อเป็คนที่จัดการเื่ราวต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากจริงๆ เพียงครึ่งชั่วโมงต่อมาซูเจี๋ยนก็ได้รับทราบถึงวันเวลาและสถานที่สำหรับจัดงานอำลาผู้ตายในงานศพของตัวเองเรียบร้อยแล้ว
กลายเป็ว่าหลังจากเสร็จงานอำลาผู้ตายเรียบร้อยแล้ว วันพรุ่งนี้ร่างของเขาก็จะถูกนำไปเผาทันทีซูเจี๋ยนรู้สึกยินดีขึ้นมาจากเบื้องลึกของจิตใจอย่างห้ามไม่ได้หากเขาล่าช้าไปอีกก้าวเดียว เขาก็คงไม่อาจได้เห็นร่างเดิมของตัวเองอีกแล้ว!
เช้าตรู่วันถัดมา อันอี่เจ๋อทำตามที่สัญญาไว้เขามาที่โรงพยาบาลและพาซูเจี๋ยนไปยังงานศพตามที่อีกฝ่าย้า
งานอำลาผู้ตายจัดขึ้นที่หอฌาปนกิจในเมืองที่เขาอยู่นี่เองพอนึกถึงว่ากำลังจะได้เจอพ่อแม่และน้องชายตัวเองอีกทั้งยังจะได้เห็นศพของตัวเองนอนนิ่งอยู่ในโลงก้นบึ้งในจิตใจของซูเจี๋ยนก็อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ไม่อาจบรรยายได้
เพื่อบรรเทาความอึดอัดตึงเครียดที่สุมแน่นอยู่ในใจซูเจี๋ยนจึงยอมเป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนากับอันอี่เจ๋อก่อน
“อันอี่เจ๋อ”
“……”
“อันอี่ เจ๋อ?”
อันอี่เจ๋อยังไม่ยอมกล่าวคำใดออกมา
ซูเจี๋ยนชักจะหงุดหงิดขึ้นมาแล้วเขาหันมามองอันอี่เจ๋ออย่างขุ่นเคืองทว่ากลับได้เห็นอันอี่เจ๋อที่กำลังปรายตามองตอบกลับมา ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเสียงเรียบน้ำเสียงไม่เร็วไม่ช้า : “อี่เจ๋อ”
“ห๊ะ?”
“หรือจะเรียกว่า ‘สามี’ก็ได้”
ความหงุดหงิดในใจซูเจี๋ยนแล่นพล่านจากช่องท้องขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอยจากนั้นก็ถูกกดกลับลงไปอย่างหักโหม พลางท่องประโยคเตือนใจตัวเอง : ‘ผู้ทำการใหญ่ไม่อาจขุ่นข้องรำคาญใจเพียงเพราะเื่เล็กน้อยจะสำเร็จการใหญ่ก็ต้องทนทานเ้าศัตรูหัวใจน่ารังเกียจคนนี้ให้ได้’ หลังจากสะกดข่มเพลิงพิโรธลงไปได้สำเร็จเสียงเบาหวิวราวกับยุงก็ถูกเปล่งลอดไรฟันออกมา : “อี่เจ๋อ”
“มีอะไร”
“ฉัน....ฉันลืมแล้ว!”
อันอี่เจ๋อหันหน้ามามองซูเจี๋ยน
ซูเจี๋ยนถูกแววตานี้ของเขาจ้องมองจนจากอับอายก็กลับกลายเป็โกรธไปแล้วพลันโพล่งขึ้นทันที : “อัน อี่ เจ๋อ!”
“อี่เจ๋อ”
“....เอาล่ะ คุณอี่เจ๋อเพื่อนรัก อย่างที่คุณรู้ตอนนี้ฉันเสียความทรงจำไปแล้ว เื่ราวก่อนหน้านี้ ฉันจำไม่ได้เลยซักอย่างเพราะงั้นเราก็มาคุยเื่ในอดีตกันเถอะ”
“ได้”
“คำถามแรกก่อนหน้านี้คุณชอบทำหน้าเหมือนคนอื่นติดหนี้คุณอยู่ตลอดแบบนี้รึเป— อะแค่กๆ เอิ่ม คุณคงได้ยินไม่ชัดใช่มั้ย? คือฉันแค่อยากจะถามว่าคุณเป็พวกพูดน้อยประหยัดถ้อยคำแบบนี้อยู่ก่อนแล้วสินะ”
“ก็พูดน้อยกว่าที่เธอเป็อยู่ตอนนี้”
“....งั้น ก่อนหน้านี้ ฉันเป็คนแบบไหน”
“ก็เป็คนที่พูดน้อยกว่าที่เธอเป็อยู่ตอนนี้”
“อ่า—เอ่อ งั้น—อี่เจ๋อ พวกเราสองคนรู้จักกันที่ไหนเหรอ”
“ที่บาร์”
ซูเจี๋ยนรู้สึกใขึ้นมาเล็กน้อยเดิมทีเขาคิดว่าเ้าของร่างหญิงงามซูเจี๋ยนคนนี้เป็กุลสตรีหัวโบราณประเภทที่ว่าไม่มีทางก้าวขาเข้าไปในบาร์มาก่อนแน่นอน
“แล้วก่อนหน้านี้ฉัน เอิ่ม แบบว่า ชอบคุณมากเลยเหรอ?” เ้าหนุ่มหน้าขาวอันอี่เจ๋อคนนี้ช่ำชองเื่ล่อลวงหญิงสาวเป็พิเศษการที่สาวน้อยซูเจี๋ยนคนนี้แต่งงานกับเขาก็เป็ที่คาดเดาได้ว่าคงจะหลงรักเขาหัวปักหัวปำชนิดฟ้าดินไม่อาจพรากจากเป็แน่
อันอี่เจ๋อหันมาชำเลืองมองเขาด้วยแววตาครุ่นคิดอีกครั้งแล้วก็กลับเงียบงันลงไปอย่างเหนือความคาดหมาย
สถานการณ์แบบนี้ ต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน!เพียงแวบแรก ความอยากรู้อยากเห็นในใจของซูเจี๋ยนก็ถูกจุดขึ้นทันทีเขาลอบชำเลืองมองอันอี่เจ๋อแล้วขณะที่กำลังทอดถอนใจกับการวางท่าเป็จักรพรรดิผู้สงบสุขุมเสียจนกล้ามเนื้อใบหน้าตายด้านของอันอี่เจ๋ออยู่นั่นเองเขาก็เผลอลดความระวังตัวไป ไม่คาดว่าจู่ๆ อันอี่เจ๋อจะหันมามองเข้าเต็มตาสายตาประสานสบกันเข้าอย่างจัง
หลังจากนั้นก็ได้ยินเ้าอันอะไรสักอย่างนั่นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบนาบไม่เร็วไม่ช้าอยู่เช่นเคย: “ชอบฉันมากแค่ไหน ในใจเธอรู้ดีที่สุดไม่ใช่รึไง”
ป๊ะป๋าคนนี้ไม่ได้ชอบแกเลยซักนิด! ซูเจี๋ยนสบถอย่างกราดเกรี้ยวอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ เขากลอกตารอบหนึ่งพูดออกมาด้วยท่าทางใสซื่อจริงใจ : “ไม่ว่าก่อนหน้านี้ฉันจะชอบคุณแค่ไหนตอนนี้ฉันก็จำไม่ได้แล้ว ถ้าหาก....จะให้ฉันพูดล่ะก็...ตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกชอบคุณอีกแล้วแล้วแบบนี้จะทำยังไงดี”
อันอี่เจ๋อขยับมือเลื่อนเกียร์รถไปข้างหน้าน้ำเสียงยังเรียบนิ่งไม่เปลี่ยน : “เธออยากหย่างั้นเหรอ”
มันก็สมควรจะเป็แบบนั้นแหละ!
แม้ว่าในใจกำลังพยักหน้ารับอย่างเอาเป็เอาตาย แต่ซูเจี๋ยนย่อมไม่ได้โง่งมขนาดจะบอกทุกอย่างกับอันอี่เจ๋อตอนนี้เพราะถึงอย่างไร ่เวลานี้ก็มีแต่อันอี่เจ๋อที่พอจะช่วยเหลือเขาได้ไม่ว่าจะเป็ของกินของใช้หรือที่พักอาศัยเขาก็ล้วนแต่ต้องพึ่งพานายท่านอันผู้ร่ำรวยและยิ่งใหญ่ผู้นี้ก่อนที่เขาจะคิดหาวิธีการที่เหมาะสมออกมาได้ไม่ว่ายังไงเขาก็ได้แต่ต้องค้อมหลังคล้อยตาม ‘สัมมี’ คนนี้เท่านั้น
ดังนั้น ซูเจี๋ยนจึงตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม :“จะเป็แบบนั้นได้ยังไงล่ะ”
อันอี่เจ๋อเงียบงันไปอีกครั้งขณะที่ซูเจี๋ยนคิดว่าอีกฝ่ายคงจะเงียบกริบสงบปากสงบคำแบบนี้ไปตลอดทางแล้วนั้น จู่ๆเขาก็ได้ยินอันอี่เจ๋อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย : “งั้นต่อไปก็พยายามให้หนักขึ้น”
ซูเจี๋ยนงงงันไป : “พยายามอะไรเหรอ?”
อันอี่เจ๋อตอบกลับด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก :“ชอบฉันไง”
ซูเจี๋ยน : “......”
---------------------------------------
แฟนเพจ‘Akanirawan’ https://bit.ly/3gBu94T
ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย