บทที่ 2 เบาะแสทายาทั พาร์ท 1
หลังจากที่คู่ศิษย์อาจารย์ออกมาจากร้านขายอุปกรเวทย์มนตร์อาคอนก็นำศิษย์ตัวน้อยมาที่บ้านของเขา ซึ่งอยู่ห่างจากสมาคมนักล่าเกือบ 3 กิโลเมตร และจัดที่พักให้เธอบ้านของอาคอนค่อนข้างอยู่ในแถบชานเมืองใกล้กับประตูทางฝั่งตะวันออก
ทางตะวันออกของเมืองนั้นเป็พื้นที่ที่ค่อนข้างเงียบสงบ เนื่องจากทางด้านตะวันออกของทวีปมาโทรเดียนั้นมีเพียงเส้นทางติดต่อกับทวีปมืดซึ่งมีเหล่าคนเถื่อนอาศัยอยู่จำนวนมาก พวกเขาเ่าั้มักใช้ชีวิตอยู่ในเผ่าของตนไม่ได้ติดต่อกับผู้คนในมหาทวีปเท่าใดนัก อย่างไรก็ตามเป็ที่ทราบกันดีว่าผู้คนในทวีปมืดนั้นแข็งแกร่งอย่างมาก
เหตุผลที่พวกเขาไม่มีอันตรายเพราะจำนวนของพวกเขานั้นน้อย และยังแยกเป็เผ่าต่างๆซึ่งคานอำนาจกันเองอีกมากมาย ทำให้พวกเขาไม่มีเวลามายุ่งกับมหาทวีป
แต่แค่ไม่กี่คนที่เข้ามาในมหาทวีปก็สร้างความสั่นะเืให้กับมหาทวีปทั้งเก้ามากพอแล้ว ยกตัวเช่น นักบุญดับตะวันที่มาจากเผ่าอสูร.ชายชราที่สังหารจักรพรรดิั หรืออีกหนึ่งคนคือเทวทูตแห่งฟ้าตะวันออก ซึ่งคาดกันว่าความแข็งแกร่งในซินเดรียนั้นเป็รองเพียงจักรพรรดิฟ้าปีกดำเพียงเท่านั้น
“ที่นี่เงียบผิดคาดเลยนะคะ” อาเรียกล่าวหลังจากที่เธอจัดห้องนอนของเธอเสร็จแล้ว
ในจินตนาการของเธอนั้นเมืองใหญ่ต้องมีผู้คนมากมาย มีแสงไฟส่องสว่างไปทั่วแม้ในเวลากลางคืน อย่างไรก็ตาม บ้านของอาคอนนั้นเงียบสงบไม่ต่างจากหมู่บ้านของเธอมากนัก มีเพียงขนาดของบ้านและข้าวของอำนวยความสะดวกเท่านั้นที่มีมากกว่า
“ข้าไม่ค่อยชอบเสียงดังน่ารำคาญ แล้วก็อีกอย่าง พวกตัวอันตรายของสมาคมนักล่าจะถูกส่งไปประจำประตูแต่ละทิศเพื่อทำตัวเป็ยามของเมืองในประตูด้านต่างๆ บ้านนี้ก็ของฟรี”
“เอ๋ บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้เป็ของฟรี??”
“เมื่อเ้ามีพลังมากพอ ของฟรีจะถูกเตรียมไว้ให้เ้าเสมอ ยกตัวอย่างเช่นคทาของเ้า”
“.........." อาเรียไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรหลังจากที่ถูกบอกว่าคทาของเธอได้มาจากความแข็งแกร่ง
“เอาละ ตอนนี้เรามาลองตรวจสอบร่างกายที่แปลกๆ ของเ้ากัน หวังว่าอุปกรณ์ที่มีอยู่ที่นี่จะมากพอให้ระบุได้ว่าร่างกายของเ้าถูกทำให้กลายเป็แบบไหน”
“ลุงที่ขายหนังสือเล่มนี้ให้ข้าเขาเป็ใครเหรอคะ” อาเรียถามพร้อมกับมองไปที่หนังสือของตน
“mad alchemist อาชญากรเบอร์ต้นๆที่ทางสมาคมนักล่า้าตัว”
“เอ๋!!! แล้วแบบนี้ข้าจะเป็อะไรมั้ยคะTT”
“ไม่หรอก ข้าไม่คิดว่าเขาเป็คนไม่ดี อย่างน้อยก็ไม่ใช่กับเด็กหญิงตัวเล็กๆแบบเธอ” อาคอนตอบเธออย่างไม่ใส่ใจนัก
“แล้วท่านอาจารย์มองว่าตัวเองเป็คนดีรึเปล่าคะ?”
“แน่อยู่แล้ว ข้าต้องเป็คนดีสิ”
“ข้าคงอายุไม่ยืนแน่ๆ แงงงง!!”
“เธอหมายความว่าไงยัยหนู!!”
“แงงงงงงงงงงงง!!!..............”
.......หลังจากที่ทำให้อาเรียหยุดส่งเสียงได้แล้วอาคอนก็นำเครื่องมือต่างๆเพื่อมาตรวจสอบร่างกายของเธอเริ่มต้นด้วยลูกแก้ววัดพลังเวทย์มนตร์ มันเป็ลูกกลมสีขุ่นขนาดเท่าฝ่ามือของเด็ก มันมีประโยชน์หลากกหลายทั้งช่วยวัดและตรวจสอบความเข้มข้นและปริมาณของพลังเวทย์มนตร์ในร่างได้
วิธีใช้อีกแบบคือใช้เพื่อฝึกฝนพลังเวทย์เนื่องจากเวลาที่มันทำงานมันจะดูดพลังเวทย์จากผู้ใช้ออกมา และผู้ฝึกใช้เวทย์มนตร์ในระดับเริ่มต้นจะใช้มันในการจดจำความรู้สึกที่พลังเวทย์ไหลออกมาจากร่างกาย เป็การฝึกขั้นพื้นฐานของการใช้เวทย์มนตร์ เริ่มต้นััถึงมันและควบคุมตามลำดับ
อาคอนนำลูกแก้วไปให้กับอาเรียถือและรอปฏิกิริยาตอบรับของลูกแก้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างไรก็ตามไม่มีปฏิกิริยาใดๆจากลูกแก้ว ไม่เพียงแต่จะไม่มีสีซึ่งบอกถึงความเข้มข้นของพลังเวทย์ แต่ไม่มีแม้แต่แสงที่บอกปริมาณของพลังเวทย์ด้วย
“ยังไงต่อเหรอคะ..”
“ใช่...ยังไงต่อละทีนี้..” เหมือนว่าการที่เขา้าทราบว่าร่างกายของลูกศิษย์ของตนมีปัญหาแบบไหนมันจะทำให้เขาได้ปัญหาใหม่มาแทนปัญหาหลักที่นักเวทย์เริ่มต้นไม่ควรจะเจอ เธอจะเริ่มฝึกเวทย์มนตร์ได้ยังไงถ้าลูกแก้ววัดพลังเวทย์ไม่ทำปฏิกิริยาใดๆกับเธอเลย
ตอนนี้เขาพอเดาได้ว่าร่างกายของเธอนั้นเป็แบบไหน จากการคาดเดามีสองกรณีที่เป็ไปได้ คือ เธอไม่มีพลังเวทย์สะสมอยู่ในร่างกาย หรือในอีกกรณีคือพลังเวทย์ในร่างกายของเธอถูกปิดกั้นด้วยบางอย่างทำให้ไม่สามารถออกมานอกร่างกายได้
จากหนังสือที่ mad alchemist ขายให้กับเธอซึ่งอาคอนได้เคยเปิดอ่าน มันระบุอย่างชัดเจนว่าพลังเวทย์จากทุกส่วนในร่างกายของเธอนั้นจะถูกสะกดไปไว้ในจุดเดียว ไม่กระจายออกไปทั่วร่างกายแบบนักเวทย์ทั่วไป หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายเธอพัฒนาแกนเวทย์ในร่างกายเช่นเดียวกับสัตว์อสูร
นั่นทำให้เมื่อมีพลังเวทย์ที่มีความเข้มข้นสูงกว่ารอบๆร่างกายของเธอ ร่างกายของเธอจะดูดซับมัน แทนที่พลังเวทย์ที่ถูกดูดซับมาเ่าั้จะอยู่ในร่างกายส่วนอื่นๆของเธอเพื่อให้ร่างกายของเธอเกิดสมดุลและหยุดดูดซับพลังเวทย์ มันกลับกลายเป็ว่าแกนพลังเวทย์ที่ถูกสร้างขึ้นกลับดูดพลังเวทย์เ่าั้เข้าไป ทำให้ร่างกายของเธอมีความเข้มข้นของพลังเวทย์ต่ำอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นตรงส่วนที่แกนเวทย์อยู่
และเมื่อตอนที่เธอเจออาคอนครั้งแรกเธอบอกกับอาคอนว่าเธอกินแมนเดรกเป็จำนวนมาก ซึ่งในหนังสือที่ mad alchemist เขียนนั้นมันบอกว่าการกินแมนเดรกช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแกนเวทย์มนตร์ของเธอ เพราะร่างกายของเธอจะดูดซับพลังเวทย์จากภายนอกไปเก็บในแกนเวทย์ตลอดเวลาจนอาจเกิด overload ได้หากปริมาณที่ดูดซับมามากเกินไป
ตามหนังสือแมนเดรกจะถูกผ่านกรรมวิธีมากมายก่อนที่เธอจะกินมัน กระบวนการเหล่านี้สลายขนาดอณูพลังเวทย์ที่มีขนาดใหญ่นั่นทำเหลือแต่พลังเวทย์ที่มีอณูขนาดเล็กอยู่ในแมนเดรก เมื่อเธอกินมันเข้าไปจึงเป็เหตุให้แกนเวทย์ของเธอจับตัวกันได้หนาแน่นยิ่งขึ้นเพราะที่ว่างของอณูพลังเวทย์น้อยลง อย่างไรก็ตาม อณูเวทย์ขนาดใหญ่เดิมที่มีอยู่ในแกนเวทย์ของเธอบางส่วนจะถูกผลักออกมาด้านนอก นั่นทำให้เธอระบายพลังเวทย์ภายในแกนเวทย์มนตร์ของเธอได้
ด้วยกรรมวิธีดังกล่าวเธอจึงยังคงไม่ตายหลังจากที่มีแกนเวทย์ในร่างกาย
เมื่ออาคอนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขาจึงตัดสินใจที่จะรับเธอเป็ลูกศิษย์เพราะวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เธอรอดตายได้คือการที่เธอรู้วิธีปลดปล่อยพลังเวทย์ออกจากร่างกายตัวเอง เพราะเขาไม่แน่ใจว่าเธอจะยังคงสามารถหาแมนเดรกได้เพียงพอตลอด
แต่เหมือนว่าความคิดของเขาจะมีปัญหาเสียแล้วในตอนนี้ เขาต้องหาวิธีใหม่ที่จะสอนวิธีใช้พลังเวทย์ให้เธอ อาคอนตัดสินใจที่จะวางเื่อื่นๆก่อนในตอนนี้เพื่อหาวิธีการช่วยให้เธอฝึกฝนพลังเวทย์ และในตอนนี้เขาสามารถคิดได้เพียงวิธีการเดียวหากข้อมูลในหนังสือทีเขียนนั้นเชื่อถือได้
ในความเป็จริงแล้ว อาคอนนั้นเชื่อมั่นว่าข้อมูลจาก mad alchemist นั้นเชื่อถือได้ ปัญหาคือเขาไม่มันใจว่าชายคนนั้นเป็คนเขียน แต่ในตอนนี้เขาทำได้แค่ภาวนาให้หนังสือเล่มนั้นเป็ผลงานของ mad alchemist จริงๆ
“เธอรู้วิธีเริ่มต้นของการฝึกฝนพลังเวทย์มนตร์หรือเปล่า”
“ควบคุมเวทย์มนตร์ในร่างกายใช่มั้ยคะ?”
“ถูกต้อง แล้วเธอรู้หรือเปล่าว่าคนปกติเขาเรียนรู้วิธีการควบคุมเวทย์มนตร์ยังไง”
“ไม่เลยค่ะ.”
“เขาใช้ไอ้ของที่เธอถืออยู่นั่นแหละ”
“...........??”
“มันจะดึงพลังเวทย์ออกมาจากผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้ััได้ถึงพลังเวทย์ของตัวเอง และเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน”
“แต่.......หนู..ไม่มีพลังเวทย์เหรอคะ?..”
“ฉันคิดว่าเธอมีและพลังเวทย์พวกนั้นกำลังไล่ฆ่าเธออยู่ด้วย ถ้าเธอยังควบคุมมันไม่ได้ ฉันคิดว่าเธอคงยังไม่ปลอดภัย”
“...........” อาเรียเพียงแค่ก้มหน้าฟังเพียงเท่านั้น
“ไม่ต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้นฉันพอจะนึกวิธีดีๆออกอยู่ยัยหนู”ก่อนที่ลูกศิษย์ตัวน้อยจะหวาดกลัวจนร้องไห้อีกครั้ง เขาก็บอกออกไปว่ามันพอจะมีวิธีอยู่ เขาสับสนเล็กน้อยในเมื่อเธอกลัวตายเช่นนั้นทำไมเธอถึงได้กล้าที่จะกินของแปลกๆที่เขียนไว้ในหนังสือที่ชายแปลกๆขายให้
“ข้าก็เป็แบบเดียวกับยัยหนูนี่ละนะ เอาละมานั่งตรงนี้”หลังจากที่ลูกศิษย์ตัวน้อยของเขามานั่งอยู่ตรงหน้า อาคอนก็เริ่มที่จะพยายามควบคุมพลังเวทย์ในร่างกายของเธอ
เขาหวังว่าจะดึงพลังเวทย์บางส่วนออกจากตัวเธอเพื่อที่จะสามารถให้เธอรับรู้ถึงพลังเวทย์ของตัวเองและเรียนรู้ที่จะควบคุมมันได้อย่างไรก็ตามอาคอนไม่มั่นใจนักว่าเขาจะมีพลังมากพอที่จะควบคุมพลังเวทย์ในร่างกายเธอเพราะเธอสะสมพลังพลังเวทย์มาอย่างยาวนาน
เขาเริ่มพยายามที่จะรู้สึกถึงพลังเวทย์ของเธอ เพื่อที่จะควบคุมมันเขาต้องใช้พลังเวทย์ของตัวเองบังคับพลังเวทย์ของเธอให้ไหลออกมา
ใน่เริ่มต้น เขาปลดปล่อยพังเวทย์กว่าครึ่งเพื่อควบคุมพลังเวทย์ของเธอ อย่างไรก็ตาม พลังเวทย์ของเธอนั้นไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ไม่เพียงเท่านั้นแต่พลังเวทย์ของเขายังถูกดูดเข้าไปอีก
เขาเพิ่มพลังของเขาอีกครั้ง เขาไม่ลังเลที่จะปลดปล่อยพลังสูงสุดของตนเพื่อที่จะต่อต้านพลังเวทย์ของเธอ แม้เป็เช่นนั้นมันก็เกือบจะไม่มีเพียงพอที่จะต่อต้านพลังเวทย์ของเธอ พลังเวทย์ของเธอเริ่มที่ไหลออกจากแกนเวทย์มนที่อยู่ในร่างกาย
“ลองพยายามควบคุมมันด้วยตัวเ้าเอง ข้าจะคอยช่วยเ้าจนกว่าข้าจะไม่ไหว”
อาเรียในตอนนี้เริ่มรู้สึกถึงพลังเวทย์ของเธอ ในความเป็จริงมีพลังเวทย์ของทั้งอาคอนและของเธอปะปนกันอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามความบ้าคลั่งของพลังเวทย์ของเธอทำให้มันไม่ยากนักที่เธอจะแยกแยะ
เธอพยายามควบคุมมันซ้ำแล้วซ้ำอีก เหงื่อเม็ดใหญ่เริ่มปรากฏบนขมับของเธอ เธอเพ่งสมาธิกับมันมากขึ้นจนในที่สุดเธอเริ่มที่จะควบคุมมันได้
ในตอนนี้อาคอนหยุดช่วยเหลือเธอในการควบคุมพลังเวทย์และ เวลานี้พลังเวทย์ที่บ้าคลั่งที่เธอคิดว่าตนควบคุมได้ก็ไปไหลรวมกันอยู่ที่เดียว เธอยังคงพยายามที่จะบังคับ แต่มันก็เพียงสั่นไหวเล็กน้อยเท่านั้น
“ฝึกต่อไปจนกว่าจะควบคุมมันให้ออกมาได้” อาคอนกล่าวกับศิษย์ตัวน้อยของตน เขาหอบหายใจหนักอย่างเห็นได้ชัด เขาสูญเสียพลังจำนวนมาก และคาดว่าคงอีกเกือบสามอาทิตย์ที่พลังเวทย์ของเขาจะฟื้นคืน
‘พลังเวทย์ของเด็กนี่เป็ดั่งสัตว์ร้าย’ อาคอนคิดในใจหลังจากนั้นเขาก็ไปพักผ่อนเพื่อฟื้นคืนพลังของตนและทิ้งให้อาเรียฝึกควบคุมพลังเวทย์ของเธอตามลำพัง
หลังจากที่อาจารย์ของเธอจากไปอาเรียก็ยังคงฝึกฝนต่อ เธอจริงจังกับทุกคำพูดของอาจารย์เธอแม้ว่ามันจะเป็เพียงเื่ไร้สาระเธอก็จะยังคงจดจำมัน
เธอทึ่งหลังจากที่รู้สึกพลังเวทย์ของอาคอน เพราะแม้ว่ามันสงบนิ่งไม่บ้าคลั่งเช่นของเธอ แต่มันก็ทรงพลังมากพอที่จะควบคุมพลังเวทย์ของเธอได้
เมื่ออ้างอิงจากพลังเวทย์ของอาจารย์ของเธอเธอคิดว่าอย่างแรกที่เธอควรทำคือทำให้พลังเวทย์ของเธอสงบลง อย่างน้อยเธอคิดว่ามันจะควบคุมได้ง่ายกว่า
เธอฝึกควบคุมอยู่ตลอดคืน และถึงแม้อาจารย์ของเธอจะตื่นจากการนอนในระยะแรก เธอก็ยังคงฝึกฝนอยู่และไม่ได้นอนแม้แต่น้อยเพราะเขาบอกกับเธอว่าให้ฝึกจนกว่าจะทำมันได้ แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ยังไม่สามารถทำได้ และดูเหมือนว่าพลังเวทย์ของเธอจะคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“พลังเวทย์นั้นสื่อถึงตัวบุคล มันมีบุคลิกเป็ของตัวเอง และมันก็มีความยากของการควบคุมในแบบตัวเอง พลังเวทย์ของฉันสงบนิ่งและหยิ่งยโสฉันต้องปฏิบัติกับมันอย่างนอบน้อมเพื่อที่จะควบคุมมัน ผู้สร้างของเ้าเองมีพลังเวทย์ที่อ่อนแอและแ่บาง อย่างไรก็ตามเขาเพียงต้องเชื่อมั่นกับมันให้มากพอเพื่อที่จะควบคุมมัน” เสียงอาจารย์ของเธอที่แนะนำดังผ่านเข้ามาในโสตประสาทของเธอขณะที่เธอนั้นกำลังทุ่มความตั้งใจทั้งหมดเพื่อทำให้มันสงบนิ่ง
“แฮ่กๆ แล้ว..ข้าจะควบคุม..พลังเวทย์ที่บ้าคลั่งได้ยังไง”
“นั่นคือสิ่งที่เ้าต้องหาทางด้วยตัวเอง”
“ไหนว่าลุง...ที่ขายหนังสือให้ข้า..เป็อาชญากรแล้วทำไมท่านถึงได้รู้จักเขาดีนัก..”
“ข้าถึงได้กล้าบอกไงว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้าย มันก็แค่...ปัญหาการเมือง”
หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เธอก็คิดหาวิธีที่ควบคุมสัตว์ร้ายที่บ้าคลั่งแทนที่จะทำให้มันสงบอย่างที่เคย แต่ทว่าเธอไม่สามารถนึกวิธีอื่นนอกจากควบคุมมันแบบทื่อๆ
เธอคิดว่าสิ่งที่เธอยังขาดนั้นเป็เพียงสมาธิที่ไม่มากพอ เธอเพิ่มสมาธิที่จะควบคุมมันมากขึ้น และไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่า ใดในที่สุดเธอก็ไขปริศนาออก ความสงบนั้นเป็สิ่งที่ดีที่สุดที่จะใช้ควบคุมความบ้าคลั่งมีอยู่่ระยะเวลาหนึ่งที่เธอเริ่มที่จะควบคุมพลังเวทย์ของเธอได้ง่ายขึ้นและถึงกับทำให้มันไหลออกมาจากแกนเวทย์ของเธอได้ ่นั้นเป็่ที่เธอเผลอหลับไปเล็กน้อยโดยที่เธอยังคงจดจ่ออยู่กับการควบคุมพลังเวทย์อยู่
อย่างไรก็ตามแม้เธอจะรู้เช่นนี้แต่เธอก็ยังไม่สามารถควบคุมพลังเวทย์ของเธอได้ เธอเข้าใจถึงปัญหาดี เพราะมันยากที่จะสงบและเยือกเย็นได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะในยามที่ต้องต่อสู้การที่จะรักษาความสงบนั้นแทบจะเป็ไปไม่ได้
ในที่สุดอาจารย์ของเธอก็ตื่นจากการนอนในระยะที่สองซึ่งตอนนั้นเป็ตอนเช้าแล้ว เธอบอกกับอาจารย์ของเธอถึงวิธีที่เธอคิดขึ้นได้อย่างไรก็ตามมันยากที่จะทำให้เป็จริงเธอจึงขอคำแนะนำจากอาจารย์ของเธอ
“สงบแม้เวลาต่อสู้เหรอ...ฉันรู้จักสองคนที่ทำแบบนั้นได้ หนึ่งในนั้นเขาอยู่ในเมืองนี้ ถ้าเธอเจอจะลองถามเขาดูก็ได้”
*Knock knock*
เสียงเคาะประตูดังออกมาจากหน้าบ้าน มันเป็เื่ที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจสำหรับอาคอนเพราะนี่ยังเป็เวลาเช้าตรู่และทางตะวันออกนั้นไม่ค่อยจะมีผู้คนมาเท่าใดนักจึงเป็เื่แปลกที่จะมีคนมาเคาะประตู
อาคอนเดินไปเปิดประตูแล้วก็ได้พบกับโรบุสซึ่งถือเอกสารไว้ในมือของเขาเพื่อส่งมอบมันให้อาคอน
“นายต้องมาส่งเองเลยเหรอโรบุส”
“มันจะเป็การหยาบคายหากข้าไม่มาด้วยตัวเอง เอกสารดังกล่าวเป็เอกสารภารกิจ มันเป็ภารกิจด่วนที่ทางเราไม่สามารถละเลยได้”
อาคอนเปิดเอกสารอ่านสักพักก่อนหันไปหาโรบุส “แล้วดาลัสล่ะ”
“ท่านดาลัสติดอีกภารกิจหนึ่ง เราต้องของอภัยจริงๆที่ครั้งนี้ต้องรบกวนท่านแม้ว่าท่านจะเพิ่งรับลูกศิษย์มาและยังไม่มีเวลาดูแลเธอเท่าที่ควร”
“ช่างมันเถอะ ยังไงก็ตาม ฉันวานให้นายไปฝากยัยหนูนี่ไว้กับวิทยาลัยนักล่าให้ที แนะนำให้รู้จักกับคาลี่ย์ด้วยล่ะ เพราะว่าเธอ้าคำแนะนำบางอย่างจากหมอนั่น เ้านั่นติดหนี้ฉันกับดาลัสเยอะเลยนะ”
‘หนึ่งในสองคนที่ว่านี่คือคนที่ชื่อคาลี่ย์สินะ’ อาเรียพึมพำอยู่ในใจ