บทที่ 10
“แซม ซินแคลร์” ผู้ชายร่างเล็กสูงอายุคนนั้นเดินตรงเข้ามาหามันเป็นเวลานานเต็มที่ที่ใครสักคนจะเรียกเขาด้วยชื่อนี้ดังนั้นจึงฟังแปลกหูอยู่ไม่น้อย“เฮลโล เฮนรี่”“เฮลโล...มันน่าแปลกใจจริงๆ ให้ตายสิ ผมไม่ได้เห็นคุณเลยนะ ตั้งแต่ก่อนหน้าคุณถูกส่งตัวไปอยู่ที่นั่นรู้สึกว่าคุณอ้วนขึ้นนะนี่ แต่ไอ้ชีวิตในคุกมันก็คงจะต้องตกระกำลำบากละคุณเป็นไงบ้างล่ะแซม”“ก็สบายดี เฮนรี่” โจยื่นมือออกไป และโคบาลเฒ่าจับมือเขาเขย่าด้วยความดีใจ“แต่ผมออกจะรู้สึกแปลกใจนะที่เห็นลุงมาอยู่ที่นี่”“ช่าย...ผมกับมาม่ามีปัญหานิดหน่อยเมื่อ 2-3 ปี ก่อนก็เลยออกมาอยู่ที่นี่” มาม่าคือสรรพนามที่เฮนรี่เรียกลิลลี่ จีเวล ภรรยาของเขาเอง“นั่นสิ ผมก็กำลังสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นกับลุง เห็นหัวหน้าคนงานคนใหม่เขาบอกว่า ไม่รู้ว่าลุงไปอยู่ที่ไหน”“คือไอ้ตัวผมกับเจ้าหนุ่มเดนนิสที่คุณจ้างมาให้ดูแลไร่ดับเบิ้ล เอส น่ะมันไม่ได้ถูกชะตากันเลย อีกประการหนึ่งมันก็ไม่มีทางหรอกที่ไอ้เด็กคนนั้นมันจะวัดรอยเท้าของคุณได้แซม...คุณน่ะเป็นนายจ้างที่ดีที่สุดที่พวกเราทุกคนเคยมีมาทีเดียวนะ เพราะฉะนั้น ตอนที่ผู้พิพากษาตัดสินออกมาอย่างนั้น ผมก็เลยรู้สึกไม่อยากอยู่ขึ้นมา” โคบาลเฒ่าสั่นศีรษะ ถ่มยาเส้นในปากลงบนพื้นดิน “ผมไม่เคยคิดว่าเขาจะส่งคุณขึ้นไปอยู่ที่นั่น คุณเป็นทั้งเจ้าของไร่ปศุสัตว์ ทั้งสัตวแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการรักษาพยาบาลม้า รวมทั้งสัตว์อื่นๆ ด้วยได้ยินเขาว่ากันว่าทุกวันนี้ไอ้พวกคนมีเงินมันออกกันมาได้ง่ายๆ ไม่ใช่หรือ”“ก็คงอย่างนั้นละมั้ง” โจล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงพยายามหาช่องทางที่จะเปลี่ยนเรื่องพูด “แล้วลุงล่ะเป็นไงบ้างเฮนรี่ ลิลลี่สบายดีหรือ”“โอ...ก็สบายดีนั่นแหละ มาม่ายังไม่ทอดทิ้งผมเสียทีเดียวหรอก อ้อ...แล้วก็นังเพรตตี้เกิร์ล” แผ่นอกของเขาสะท้านขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ “เวลานี้มันพบไอ้หนุ่มตัวหนึ่งที่สามารถจะวิ่งได้เร็วกว่ามันแล้ว และเมื่ออาทิตย์ก่อนมันก็ตกลูกออกมาตั้ง 7 ตัวแน่ะ”“อ้าว...ก็ผมบอกลุงแล้วไงล่ะว่าวันหนึ่งมันจะต้องออกลูกมาให้ลุง” โจนึกไปถึงสุนัขพันทางสีน้ำตาลแกมขาวตัวโปรดของเฮนรี่ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเฮนรี่จะรู้หรือเปล่า ว่ามันเป็นความยุ่งยากมากมายแค่ไหนที่จะต้องหาบ้านให้เจ้าลูกหมาเล็กๆ 7 ตัว นั่นอยู่ “สงสัยตอนนี้ลุงกับลิลลี่งานคงเต็มมือกันเลยนะสิ”“ช่าย” เฮนรีโน้มร่างเข้ามาใกล้ “เออ...แซมคุณคงไม่รังเกียจที่จะช่วยไปดูนังเพรตตี้ เกิร์ล ให้หน่อยไม่ใช่หรืออันที่จริงสัตวแพทย์ในเมืองเขาก็บอกว่ามันกับเจ้าพวกลูกๆ น่ะสุขภาพดีไม่มีอะไรหรอก แต่ผมคงรู้สึกสบายใจขึ้นอีกมาก ถ้าคุณจะช่วยไปดูให้ผมสักหน่อย”“ด้วยความยินดี เฮนรี่ เอาเป็นตอนค่ำๆ เป็นไง”“ผมจะทำให้คุณเสียเวลาหรือเปล่านี่”“ไม่มีปัญหาหรอกน่า เพื่อนมันก็ต้องช่วยเพื่อนจริงไหม ? ”“ถ้าเช่นนั้น ในฐานะของความเป็นเพื่อน คุณคงไม่รังเกียจหรอกนะถ้าผมจะถามอะไรคุณบางอย่าง อันที่จริงผมก็รู้หรอกว่ามันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผมนะ แซม แต่มันข้องอยู่ในใจจนทุกวันนี้ และผมก็จำเป็นจะต้องรู้ให้ได้” เขามองหน้าโจอย่างสำรวจตรวจตรา “ถามจริงๆ เถอะว่า ในคืนวันนั้น แทนที่คุณจะขับรถออกไป ทำไมคุณถึงไม่หยุดรถลงให้ความช่วยเหลือล่ะ ใครๆ ก็รู้ว่านั่นมันเป็นอุบัติเหตุก็เห็นชัดๆ อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด และไม่มีใครสามารถจะมากล่าวโทษคุณได้ด้วย ไอ้เจ้าโอทิส บราวน์ น่ะ ใครๆ เขาก็รู้ว่า มันเหมือนหมาตัวหนึ่ง ดี แต่กินเหล้า แล้วก็ทุบตีเมีย กระสุนนัดหนึ่งยังแพงกว่าราคาค่าชีวิตของมันเสียด้วยซ้ำ”เฮนรี่กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ถ่มยาเส้นสงบนพื้นอีกครั้ง“อย่ามองผมอย่างนั้นเลยน่า แซม ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะขุด...”“เปล่าหรอกเฮนรี่ ผมไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ผมไม่อยากติดข้องอยู่กับเรื่องราวในอดีตอีกเท่านั้น”“ผมรู้ว่าคุณจะต้องรู้สึกไม่สบายใจ เมื่อเราพูดกันถึงเรื่องนี้ เพราะคุณเองก็เป็นหมอ แล้วก็ยังเป็นอะไรต่อมิอะไรตั้งหลายอย่าง แต่ทุกสิ่งที่ผมพูดเกี่ยวกับโอทิสมันก็เป็นความจริงทั้งนั้นนะ ซึ่งคุณก็รู้นี่ แต่ที่คุณรู้สึกอย่างนั้นก็เพราะคุณคิดไปว่ามันคือผู้ดูแลวัด หรืออะไรบางอย่างที่เมียมันเที่ยวกระจายข่าวไปทั่ว เพื่อเรียกร้องความเห็นใจนั่นแหละ”“แต่ผู้หญิงคนนั้น เขามีสิทธิ์ที่จะแสดงความเสียใจนะเฮนนี่”“พุทโธเอ๊ย...มันก็ดัดจริตไปอย่างนั้นน่ะสิ มันไม่ได้เสียอกเสียใจอะไรนานนักหรอก มันเอาเงินที่คุณให้ไปใช้อย่างกับเทน้ำเทท่า แถมยังเลี้ยงผู้ชายไว้บำเรอความสุขให้มันอีกด้วย” เฮนรี่สั่นศีรษะอย่างหมั่นไส้ “ใครๆ ก็รู้ว่านังนั่นใช่เล่นเสียเมื่อไหร่กันล่ะ”“แต่ตอนที่ผมให้เงินเขา เราก็ไม่ได้มีสัญญาผูกมัดไว้นี่ ว่าจะต้องทำหรือไม่ทำในเรื่องอะไร” เพราะฉะนั้นเรื่องเงินและการที่แม่หม้ายบราวน์จะนำไปใช้จ่ายในทางไหน จึงไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับโจ แต่สิ่งที่สร้างความไม่สบายใจให้กันเขามาโดยตลอดก็คือ ความรู้สึกที่ว่าตัวเองประมาทเกินไปและเป็นผลให้เพื่อนบ้านซึ่งรู้จักกันมาต้องถึงแก่ความตายต่างหาก“แล้วคุณมาทำอะไรอยู่แถวนี้ล่ะแซม มาหาเฟอร์เรลล์ งั้นรึ“ใช่ ผมมีธุระจะต้องพูดกับเขา”“สงสัยว่าคุณจะโชคไม่ดีสักหน่อยละมั้ง เห็นว่ากำลังไปท่องเรือสำราญกันอยู่นี่ คงอีกหลายวันหรอกกว่าจะกลับมา”“ผมรู้แล้วล่ะ ผมมาที่นี่วันนี้ก็เพื่อ...จะมาขอรับม้าของเขานั่นแหละ”“ได้สิ...แซม...ได้” แต่แล้วโคบาลเฒ่าก็ขมวดคิ้วย่นยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีเทา “เอ...แต่ผมคิดว่าคุณกับภรรยาเลิกกันแล้วเสียอีก”โจเดินไปเปิดประตูท้ายรถพ่วง ก่อนที่จะหันมาตอบเฮนรี่“ใช่...เราเลิกกันแล้วน่ะซิ”“อ้าว...แล้วนั้นคุณทำอะไรอยู่ที่บาร์ เอฟล่ะ” เฮนรี่มองเขาด้วยสายตาที่บอกถึงความรู้เท่าทัน “อ๋อ... ผมรู้แล้ว...ผมเห็นผู้หญิงคนที่มาพักอยู่ที่บ้านหลังนั้นแล้วละ คุณกำลังสนใจเขาอยู่ใช่ไหมล่ะ กำลังตื้อเธอละสิท่า”โจชะงักมือที่กำลังสาละวนอยู่กับประตูรถทันที รู้สึกไม่พอใจกับคำพูดของเฮนรี่เลย อันที่จริงเราก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่มีอยู่ในคำพูดประโยคนั้นได้ เขายอมรับว่าเขาไม่เคยปรารถนาในหญิงใดเท่าอลิกซ์มาก่อน ในสายตาของคนบางคนอาจจะเห็นว่าเธอเป็นคนที่เอาแต่ใจตนเอง แต่โจคิดว่าเขาสามารถจะมองเห็นในสิ่งที่แตกต่างไปกว่านั้น และไม่ต้องการได้ยินใครมาพูดจาถึงเธอในทางลบด้วย“ผมคิดว่าคุณจะสนใจ แต่เฉพาะเรื่องของคุณดีกว่านะเฮนรี่”“อือม์...ผมก็ว่างั้นแหละ” โคบาลเฒ่าหัวเราะอยู่ในลำคอ ส่ายศีรษะอย่างเห็นเป็นเรื่องขบขัน“ฟังนะเฮนรี่” ถ้าเขาไม่ต้องการให้คำพูดเหล่านี้กลับไปเข้าหูอลิกซ์ เขารู้ว่าจะต้องพูดให้เฮนรี่เข้าใจเสียตั้งแต่บัดนี้เลย “ผู้หญิงคนที่มาช่วยดูแลบ้านของเฟอร์เรลล์อยู่ในตอนนี้ เขาไม่รู้ว่าผมเคยติดคุกมาแล้ว และไม่รู้ด้วยว่าผมกับแทมมี่เคยแต่งงานกัน ผมไม่ต้องการให้เขาได้ยินข่าวนี้จากปากของชาวบ้านที่ชอบซุบซิบเรื่องของคนอื่นเพราะฉะนั้น ผมเห็นจะต้องขอให้ลุงปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับจนกว่าผมจะมีโอกาสบอกให้เขารู้ด้วยตัวของผมเอง” โจเอื้อมมือไปบีบไหล่ที่เต็มไปด้วยกระดูกของโคบาลผู้นั้น “และขอให้ลุงช่วยบอกลิลลี่ด้วยว่าผมขอร้องเรื่องนี้มาได้ไหมล่ะ? ”“คุณวางใจในเราสองคนได้เลย แซม ผมจะพูดกับมาม่าวันนี้เลย”“ขอบใจมาก” โจระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขารู้ดีว่าเฮนรี่ คาสเทล เป็นบุคคลที่สามารถเชื่อถือในคำพูดได้อยู่แล้ว“ทำใจให้สบายเถอะน่า” เฮนรี่ควักมีดพับออกมาจากกระเป๋ากางเกงแคะเล็บหัวแม่มืออยู่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา โจรู้ดีว่านี่คือท่าทางที่เฮนรี่ใช้ในการเริ่มต้นก่อนที่จะให้คำแนะนำต่างๆ นานา ซึ่งโจอดที่จะอมยิ้มไม่ได้เมื่อรู้ว่าตนเองกำลังจะได้ฟังอะไรต่อไป “เมื่อไหร่คุณถึงจะฉลาดขึ้นสักทีนะทั้งคุณทั้งน้องชายนั่นแหละเหมือนกันไม่มีผิด ชอบยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับตัวเท่าไหร่นักตลอดเวลา”ทันทีที่ได้ยินเฮนรี่เอ่ยถึงน้องชาย โจก็ใจเต้นขึ้นมาลืมเรื่องอื่นๆ ไปหมดสิ้น