ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 2
ระหว่างทางที่เดินกลับเรือนนอนอาหลิวพยายามไล่เรียงข้อมูลใหม่ๆที่ได้รับมาเมื่อกี้
-นี่ตัวเรามีวรยุทธ์ด้วยหรือนี่ อ่า...ท่านจอมยุทธ์หญิงเสี่ยวเล่งนึ่ง ชาตินี้จะได้มีโอกาสเจอเอี๊ยก้วยสุดหล่อมั้ยน้าแต่ตอนนี้ลุงหวังยังไม่ให้เดินลมปราณ? อะไรก็ไม่รู้ ช่างมันเถอะ
-ต้องเข้าวังไปดูแลพระสนมลี่หลิน
-มีการเอ่ยถึงพระสนมลู่เอินที่กำลังตั้งครรภ์ พระสนมลู่เอินนี่คงเป็พี่สาวของพระสนมลี่หลินที่เข้าวังไปก่อนสินะ
-คิดว่าพระสนมลี่หลินต้องเข้าวังด้วยเหตุผลบางอย่างเป็แน่สกุลเฉิงไม่ค่อยปลื้มกับสิ่งนี้เท่าไหร่แต่ในเมื่อฮ่องเต้สั่งมาแล้วก็คงจะขัดขืนไม่ได้ อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกหน่อย ถามใครได้บ้างเนี่ย
-ต้องอ่านตำราของพระสนมและของตัวเองให้จบ เฮ้อ...เรียนจบมาตั้งนานไม่คิดว่าต้องมาัักับบรรยากาศคล้ายๆกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้าอีกแล้ว
อาหลิวหอบหนังสือและห่อผ้ามาถึงเรือนนอนก็พบว่าที่นี่ยังมืดสนิทสงสัยว่าเยี่ยเอ๋อร์คงยังไม่เสร็จงานล่ะมั้ง เลยไปไล่จุดเทียนเพิ่มแสงสว่างจากนั้นก็ลงมือแกะห่อผ้าออก
ในห่อผ้านั้นมีหมวกสีดำทรงสูงหนึ่งใบชุดยาวสีแดงเืหมูปักลวดลายสีดำเล็กน้อยอยู่สามชุด มีสายคาดเอวสีแดงเช่นเดียวกันและรองเท้าสีดำอีกหนึ่งคู่
อาหลิวลองคลี่ชุดสีแดงออกมาดูอืม...หากใส่ทุกอย่างครบชุดแล้วล่ะก็ ภาพของจั่นเจาในเื่เปาบุ้นจิ้นก็ลอยขึ้นมาเลยต่างกันแค่เพียงส่วนที่เป็กระโปรงนั้นบานเป็จีบคล้ายกับกระโปรงพลีทของนักเรียนมัธยม
‘นี่คือชุดของนางกำนัลสาวใช้ของพระสนมหรือนี่’
อาหลิวรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยที่ชุดนี้ไม่ค่อยสวยเหมือนในหนังที่เคยดูนึกว่าพอเข้าไปอยู่ในวังหลวงแล้ว แม้จะเป็เพียงนางกำนัลก็น่าจะได้แต่งตัวสวยๆกับเขาบ้างนี่อะไร...อย่างกับชุดขันที
อาหลิวยกเสื้อผ้าทั้งหมดออกจากห่อผ้ามาวางไว้บนเตียงอย่างเซ็งๆที่ก้นของห่อผ้านั้นมีตำราอยู่เล่มหนึ่ง
‘นี่ใช่มั้ยคือคู่มือที่ลุงหวังบอกไว้’
อาหลิวคว้าตำราเล่มนั้นขึ้นมาดูที่หน้าปกมีรูปสัญลักษณ์หยินหยางปรากฏอยู่ เปิดเข้าไปหน้าแรกก็พบตัวอักษรเขียนไว้ว่า‘คู่มือการรับใช้ถวายงานในวังหลวงและการปฏิบัติตัวที่ดี :ฉบับขันที’
‘ฉบับขันทีเหรอ? ทำไมเป็ฉบับขันทีล่ะ? หรือว่ามีรายละเอียดเหมือนกันเอ๊ะ...หรือว่าเขาหยิบมาให้ผิดเล่มกันนะ’
อาหลิวกำลังจะเปิดดูเนื้อหาข้างในตำราเล่มนั้นก็พอดีที่เยี่ยเอ๋อร์มาเรียกเสียก่อน
“พี่หลิวได้เวลาประทินโฉมแล้ว วันนี้ข้าได้ของมาหลายอย่าง มาเถอะอย่าชักช้าเสียเวลาเลย”
ลืมไปเลยว่ายังต้องเข้าคอสสปาของเยี่ยเอ๋อร์ด้วยนี่หน่าแม้จะไม่ได้เป็สนมแล้ว แต่อย่างไรก็ขอหน้าใสไร้สิวไว้ก่อนก็ยังดี
วันนี้เยี่ยเอ๋อร์พาเดินลัดเลาะไปที่ริมลำธารแห่งหนึ่งที่มีน้ำตกเล็กๆนางว่าจะอาบน้ำกันที่นี่ อิดออดอยู่นานสองนานกว่าอาหลิวจะยอมเปลื้องผ้าแหม...ที่ออกจะโล่งโจ้งใครกล้าแก้ผ้ากันล่ะ
เยี่ยเอ๋อร์ค่อนข้างจะแปลกใจเพราะแต่ไหนแต่ไรมา เป็อาหลิวเสียอีกที่ชอบชวนเยี่ยเอ๋อร์มาเล่นน้ำตกอาบน้ำกันที่นี่นางคิดว่าสติสตางค์ของอาหลิวคงยังกลับมาไม่ครบก็เลยบอกว่าบริเวณแห่งนี้ห้ามบุรุษเข้ามามีเพียงนาง อาหลิว และป้าฮุ่ยที่จะมาอาบน้ำและซักผ้ากันที่นี่เท่านั้น
วันนี้เยี่ยเอ๋อร์ลงมือขัดสีฉวีวรรณให้อาหลิวทั้งตัวนางหาดอกไม้กลิ่นหอมๆมาผสมกับแป้งอะไรสักอย่างทั้งพอกทั้งขัดส่วนผมก็หมักไว้ด้วยโคลนหอมๆเย็นๆ ล้างตัวแล้วก็เอาน้ำมันมานวดทาตัวให้อีกสบายสุดๆไปเลย
“วันๆข้าเห็นเ้าทำงานอยู่กับแต่ป้าฮุ่ยทำไมถึงได้มีความรู้เื่การประทินโฉมได้ขนาดนี้ล่ะข้าว่าถ้าเ้าเปิดร้านให้พวกเหล่าฮูหยินมาเสริมความงามคงได้รวยไม่รู้เื่เป็แน่”
อาหลิวชวนเยี่ยเอ๋อร์คุยระหว่างทางกลับเรือนนอนซึ่งอาหลิวก็คิดอย่างที่พูดจริงๆ เยี่ยเอ๋อร์มีความรู้เื่ความงามเป็อย่างดีแล้วนางก็ออกจะชอบใจไม่น้อยเวลาได้ประทินโฉมให้อาหลิว
แต่เยี่ยเอ๋อร์ไม่ยอมตอบและไม่เพียงแค่นั้น นางกลับหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาอีกด้วย หืม?
“เป็อะไรไปเยี่ยเอ๋อร์ไม่สบายหรือ”
“ปะ...เปล่าข้ามิได้เป็อะไร”
อาหลิวรู้สึกผิดสังเกตเยี่ยเอ๋อร์ที่ปกติพูดจาฉะฉานทะมัดทะแมง ใยจู่ๆถึงมีท่าทีเขินอายพูดติดอ่างไปได้
“เ้ามีเื่อะไรรึเปล่าบอกข้าได้นะ ข้าไม่บอกใครหรอก”
“มะ...ไม่บอกใครจริงๆนะ”
“อืม”
เยี่ยเอ๋อร์มีท่าทีลังเลแต่คงเพราะมีเื่ที่เก็บเอาไว้ในใจ อยากพูดให้ใครสักคนได้ฟังบ้างนานเนิ่นกว่านางจะเอ่ยออกมา
“ที่จริงแล้วข้าเพิ่งจะมีความรู้เื่การประทินโฉมเมื่อไม่นานมานี้ก็แบบว่าข้าน่ะอายุสิบสี่ย่างสิบห้าแล้วนะ”
อ่อ...รักสวยรักงามตามวัยนี่เอง
“คือ...คือ...ข้าเห็นลูกสาวบ้านอื่นเริ่มมีคู่หมั้นคู่หมายหรือถ้าอายุมากกว่าข้าสักปีสองปีพวกนางก็ออกเรือนกันแล้ว ข้าก็เลยคิดว่า...”
“ว่า...”
“ข้าเองก็อยากมีคุณชายฐานะดีสักคนมาสู่ขอบ้างน่ะสิ”
พอพูดมาถึงตรงนี้เสียงเยี่ยเอ๋อร์ก็เบาลงจนแทบจะเป็เสียงกระซิบและหน้าของนางก็แดงยิ่งกว่าแตงโมฉ่ำๆเสียอีก
“ที่ข้าเคยพูดกับท่านว่าการมีสามีนั้นไม่ดีต้องคอยรับใช้สามี รับใช้แม่สามี แท้จริงแล้วข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นหรอกข้าเกรงว่าท่านจะคิดมากที่อายุป่านนี้แล้วแต่ยังไม่ได้ออกเรือนเลยพูดออกไปเช่นนั้น”
“อ่อ...ข้าเข้าใจ”
“แต่พี่หลิว!จริงอยู่ที่คนสกุลเฉิงนั้นเมตตาต่อข้า แต่ข้าน่ะ...ข้าไม่อยากทำงานอยู่ก้นครัวแบบนี้ตลอดไปหรอกนะ!”
ก็พอจะเข้าใจเยี่ยเอ๋อร์อยู่หรอกนะวัยรุ่นเริ่มเป็สาวก็คงอยากจะมีแฟนกับเขาบ้างแล้วก็คงอยากจะแต่งงานเป็แม่บ้านปรนนิบัติสามีมากกว่ามาอุดอู้อยู่ที่นี่
“ข้าเห็นว่าที่นี่มีผู้ชายตั้งมากเ้าไม่สนใจผู้ใดเลยหรือ”
เยี่ยเอ๋อร์แบะปากทำหน้าเหมือนกับอาหลิวพูดอะไรไม่เข้าท่าอย่างมากออกมา
“ไม่ไหวล่ะพวกเขาหลายคนมีครอบครัวไปแล้ว พวกคนที่ยังโสดกินอยู่อาศัยที่เรือนนอนข้าต้องทำงานคอยซ่อมแซมเสื้อผ้า หาอาหารให้พวกเขา เห็นเกือบทุกการกระทำ ช่างกักขฬะทั้งเสียงดัง ทั้งซกมก ทั้งขี้โวยวาย น่ารำคาญเป็ที่สุด
ข้าน่ะ...ตอนไปจ่ายตลาดเห็นคุณชายร้านขายผ้ากิริยามารยาทช่างอ่อนโยนนักการพูดการจาก็น่าฟังจับใจ หรือไม่ก็พี่ชายร้านข้าวสารแม้จะเป็ลูกคนรองแต่ก็แข็งแรงบึกบึนดูพึ่งพาได้แล้วก็ยังมีใต้เท้าที่เป็เสมียนอยู่ที่ว่าการอำเภอ เวลาแต่งเครื่องแบบขุนนางแล้วดูภูมิฐานอย่างที่สุดที่สำคัญ...ข้าสืบมาหมดแล้ว พวกเขายังไม่มีฮูหยินเลยสักคน”
อือหือ...เยี่ยเอ๋อร์เล็งเอาไว้หลายคนเลยนี่สีหน้าแววตาตอนพูดถึงผู้ชายในฝันของนางก็ช่างเปล่งประกายวิบวับวิบวับเสีย
“เ้ารู้จักกับพวกเขาแล้วอย่างนั้นหรือ”
“ยังหรอกพี่หลิวหญิงสาวเช่นข้าจะไปชวนบุรุษพูดคุยก่อนได้อย่างไร จะถูกหาว่าไม่รู้จักสำรวมกิริยาต้องให้เขาเข้ามาคุยก่อนสิถึงจะถูก”
“อ้าว...แล้วเช่นนี้เมื่อไหร่จะได้ทำความรู้จักกันสักทีล่ะ”
“ก็เพราะเหตุนี้ข้าจึงต้องทำตัวให้งดงามน่าสนใจเข้าไว้อย่างไรล่ะ”
อ่อๆแผนการช่างแยบยล พูดง่ายๆคือต้องพยายามออยอ่อยอ้อยให้เขาเข้ามาคุยกับเราให้ได้นั่นเอง
“ข้าน่ะนะมีเพื่อนคนหนึ่งบังเอิญรู้จักกันตอนไปจ่ายตลาดข้าเคยช่วยนางไม่ให้ถูกพ่อค้าโกงตาชั่งมารู้ที่หลังว่านางเป็สาวรับใช้ของเหล่าคณิกาในสำนักหอแดง
เหล่าหญิงคณิกาน่ะต้องดูแลตัวเองให้สวยงามตลอดเวลาด้วยเหตุนี้นางจึงมีความรู้เกี่ยวกับความงามไม่น้อยเลยข้าก็เลยได้ความรู้เื่การประทินโฉมมาจากนาง แล้วก็เอามาใช้กับตัวเองกับท่านอย่างไรเล่าซึ่งก็ได้ผลอยู่นะ
วันก่อนตอนที่กำลังซื้อผักเห็นพี่ชายร้านข้าวสารแอบมองมาที่ข้าด้วยน้า ข้าเลยแกล้งทำของตกไว้แถวๆหน้าร้านของเขาท่านเชื่อหรือไม่ เขาเก็บขึ้นมาแล้วเดินตามมาคืนให้ข้าด้วย”
ถึงตอนนี้สาวน้อยเยี่ยเอ๋อร์มีสีหน้าชมพูระเรื่อดูแล้วก็น่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย
“แต่ว่านะพี่หลิว...ถ้าป้าฮุ่ยรู้ว่าข้ามีความคิดที่อยากจะออกเรือนอีกทั้งยังข้องแวะกับคนของสำนักหอแดง ข้าต้องถูกนางตีตายอย่างแน่นอนดังนั้นท่านจะต้องเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับนะ ข้าขอร้อง”
เป็ไปได้ว่าความรู้ที่ได้จากสาวใช้สำนักหอแดงคงไม่ได้มีแค่เื่ประทินโฉมกระมังไม่แน่ว่าอาจแถมมาด้วยวิชาการมัดใจบุรุษด้วยรึเปล่า
ในใจของอาหลิวแอบรู้สึกเป็ห่วงเยี่ยเอ๋อร์เล็กน้อยนางยังอายุน้อย หากมีสติและทันคนก็คงจะไม่เป็อะไร กลัวแต่จะไปเจอกับคนไม่ดีน่ะสิหากเกิดความผิดพลาดใจเร็วด่วนได้ ความฝันที่จะได้ออกเรือนกับผู้ชายดีๆสักคน ก็อาจจะไม่เป็อย่างที่คิด
“เ้าไว้ใจเถอะข้าไม่บอกเื่นี้กับป้าฮุ่ยหรอก แต่อย่างไรเสียเ้าก็เป็หญิงสาวแม้คนในวัยใกล้เคียงจะออกเรือนกันไปหมดแล้วแต่เ้าหาได้จำเป็ต้องรีบร้อนเกินไปไม่หากอยากจะฝากชีวิตบั้นปลายไว้กับสามีดีๆสักคนเ้าต้องพิจารณาไตร่ตรองให้ดีว่าชายคนนั้นเหมาะสมกับเ้า และยินดีที่จะดูแลเ้าทั้งยังสุขยามทุกข์ยามสาวจนถึงยามชราหรือไม่”
อาหลิวรู้สึกเขินนิดหน่อยที่ทำตัวเป็กูรูเื่การหาคู่ทั้งที่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย เยี่ยเอ๋อร์ฟังแล้วกระพริบตาปริบๆ
“แต่ถ้าเลือกนานๆก็แก่กันพอดีน่ะสิข้าไม่อยากอยู่เป็สาวโสดขึ้นคานเพราะเื่มากหรือเอาแต่ทำงานเหมือนกับท่านป้าร้านขนมโก๋ที่ตลาดหรอกนะ วันๆเอาแต่ทำขนม ขายดีมีเงินใช้ก็จริงแต่นางไม่มีสามีกลายเป็สาวแก่ขึ้นคานจนถึงทุกวันนี้”
ฉึก!ฉึก! ฉึก!
รู้สึกเหมือนถูกเด็กหลอกด่า ก็ใช่นะซี้...ชีวิตก่อนของฉันน่ะแทบจะไม่ต่างอะไรกับท่านป้าที่ขายขนมโก๋เลยนี่วันๆเอาแต่ทำงานเก็บเงิน กว่าจะรู้ตัวก็ย่างเข้าสู่เลขสามไปแล้ว และที่สำคัญ...ยังไม่มีผัว!
โอย...เหมือนถูกพลังโจมตีจนเืลดไปครึ่งหลอดไม่รู้จะพูดอะไรต่อเลยเนี่ย
“เอาเถอะๆดูดีๆก็แล้วกัน แต่เ้าน่ะโชคดีกว่าข้านะ มีโอกาสได้ออกเรือนแต่ข้านี่สิ...เข้าวังหลวงไปแล้ว อย่าว่าแต่ออกเรือนเลย เว้นแต่ฮ่องเต้กับขันทีแล้วการจะได้เจอกับบุรุษสักคนก็คงยาก เป็เช่นนี้ก็คงได้แค่แก่ตายคาวังหลวงน่ะแหละ”
“โธ่...พี่หลิวข้าก็เห็นใจท่านเื่นี้ไม่น้อยเลยที่จริงป้าฮุ่ยเองก็เสียดายที่ก่อนหน้านี้มิหาคู่ให้ท่านได้ออกเรือนไปก่อนพอถึงตอนนี้ท่านต้องเข้าวัง หากได้เป็นางกำนัลก็พอจะมีโอกาสได้รับการประทานสมรสจากพระสนมบ้างแต่ท่านต้องไปเป็ขันทีเนี่ยสิ ก็เท่ากับว่าหนทางที่จะได้ออกเรือนนั้นสูญสิ้นไปเลยเฮ้อ...ชะตาชีวิตของพี่หลิว อดมีสามีเลย ช่างอาภัพเสียจริง”
อาหลิวคิดว่าตัวเองหูเพี้ยนหรือเยี่ยเอ๋อร์พูดอะไรผิดไปรึเปล่า
“เมื่อกี้...เ้าว่าอะไรนะ”
“ข้าว่าชะตาชีวิตของท่านที่มีสามีไม่ได้นั้นช่างอาภัพเสียจริง”
“ไม่ใช่ๆก่อนหน้านั้นน่ะ”
“อ๋อ...ข้าบอกว่าการที่ท่านต้องไปเป็ขันทีน่ะก็เท่ากับว่าตัดหนทางในการออกเรือนไปเลยน่ะสิ”
“ขันที?ข้าน่ะเหรอ? ข้าต้องไปเป็ขันที ไม่ใช่นางกำนัลหรอกเหรอ?”
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน