บทที่4
อาหารเย็นมื้อแรก
หนิงหลงพาฉันเดินในบ้านโดยเริ่มจากหน้าประตูมีป้ายแขวนตัวอักษรมงคลซึ่งฉันจำไม่ได้ว่าแปลว่าอะไรพอเปิดประตูไม้บานใหญ่เข้ามาจะเจอห้องรับแขกมีชุดเก้าอี้รับแขกฝังเปลือกมุกอยู่ฝั่งหนึ่งอีกฝั่งเป็ตู้จัดแสดงของสะสมซึ่งประกอบไปด้วยชุดน้ำชาท่าทางราคาแพงหลายชุดผนังด้านเดียวกันแขวนภาพหมึกจีน
ในห้องมีประตูอีกบานที่นำไปยังห้องโถงมีทางเดินแยกไปยังส่วนอื่นๆ ของบ้าน ผ่านห้องโถงไปก็มีห้องยิบย่อยหลายห้องมีทางขึ้นไปชั้นสองซึ่งไม่มีใครใช้แต่ยังต้องขึ้นไปทำความสะอาด
ทุกส่วนเชื่อมไปยังลานกลางบ้านซึ่งปูกระเบื้องไว้อย่างดีมีบ่อน้ำและกระถางต้นไม้ตั้งเรียง ส่วนมากเป็ผักซึ่งให้ผลผลิต มีสองสามกระถางที่ปลูกดอกไม้ฝั่งหนึ่งเป็ทางเดินเปิดโล่ง ห้องตรงทางเดินนั้นมีหน้าต่างกระจกสี อีกฝั่งหนึ่งของลานเชื่อมไปยังครัว
ตอนมองสวนหน้าบ้านเมื่อครู่ฉันเห็นว่าที่นี่เลี้ยงบัวด้วย ใบบัวเขียวรกครึ้ม ดอกบัวชูเหนือผิวน้ำมีฝักบัวสีเขียวแซม ให้บรรยากาศเป็บ้านแบบจีน
ฉันต้องขอให้หนิงหลงอธิบายว่าห้องน้ำเข้ายังไงห้องอาบน้ำอยู่ไหน หิวไส้กิ่วแล้วหาข้าวที่ไหน ซึ่งเขาก็อธิบายให้แบบใจเย็นเขาไม่ขำตอนที่ฉันพยายามทำท่าปวดอึก็บุญแค่ไหนแล้ว...
“หนิงหลงซิงแซ ถิงถิงอยากเล่นกับเจเจ้แล้ว”
เด็กหญิงปรากฏกายขึ้นตรงหน้าขณะกำลังเดินกลับเธอโผล่มาจากซอกหลืบอย่างกับนินจา
“เจเจ้เพิ่งมาถึงรอนางทานข้าวก่อนได้ไหม?” หนิงหลงถามเสียงเรียบ
“แต่หลังจากนั้นเจเจ้ต้องมาเล่นกับถิงถิงนะ?”เด็กหญิงบิดตัวไปมา
ฉันพยักหน้าแรงๆสีหน้าของเด็กหญิงสดใสขึ้นทันตา เธอวิ่งไปยังทิศของห้องครัว
“...ไปทานอาหารกันไหม?”หนิงหลงถามฉันเสียงเบาเหมือนกระดาก ฉันพยักหน้ามาอาศัยบ้านคนอื่นอยู่แล้วจะปฏิเสธก็กระไร
หนิงหลงพาฉันไปยังห้องทานอาหารและผายมือเชิญให้ฉันเข้าไปก่อนพอก้าวเข้าไปก็ได้ยินเสียงซูเหลียงลอยมา
“ยินดีต้อนรับ เชิญนั่งตรงไหนก็ได้”เขายกกับข้าวมาตั้ง ที่โต๊ะมีถ้วยข้าวกับตะเกียบพร้อมอยู่แล้ว ข้าวตักพูนๆดูสวยงามจนฉันอดทึ่งไม่ได้ ดูอย่างกับของไหว้ตรุษจีน
หนิงหลงหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ที่ฉันสรุปเอาว่าคงเป็ที่ประจำซูเหลียงบุ้ยให้ฉันนั่งเก้าอี้ที่เขาเพิ่งยกมาเสริมถิงถิงวิ่งออกมาจากห้องครัวและะโขึ้นนั่งฝั่งตรงข้าม
ระหว่างถิงถิงอาสารินน้ำชาและห้ามไม่ให้หนิงหลงช่วยซูเหลียงยกกับข้าวจานสุดท้ายมา และมื้ออาหารก็เริ่มขึ้น
“เ้าใช้ตะเกียบได้ดี” หนิงหลงพูด
ฉันหันขวับมองเขาด้วยความใไม่รู้ว่าถูกอีกฝ่ายมองั้แ่เมื่อไหร่ เลยผงกหัวทีหนึ่งแทนคำขอบคุณ
“ถิงถิงเก่งขึ้นเยอะเหมือนกันนะ!” เด็กหญิงชูแขน
“ถิงถิงขอรับ มารยาท” ซูเหลียงนั่งหลังตรงคีบข้าวเข้าปากท่าทางชวนให้เข้าใจว่าเป็คุณชายมีชาติตระกูล
“งือ...”เด็กหญิงลดตะเกียบลงและตั้งอกตั้งใจคีบอาหารไม่ให้หก
โต๊ะสี่มุม คนนั่งสี่คนแต่ละคนไม่ได้เกี่ยวดองอะไรกันแต่นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกัน
โต๊ะกินข้าวนี้ทำมาจากไม้สลักลายัจีนสีทองเก้าอี้เป็ลายคลื่น ไม่มีพนัก นั่งแล้วแข็งก้นแต่ฉันไม่อยากบ่นกับเื่แค่นี้
ฉันเหลือบมองหนิงหลงเขาเป็ถึงท่านชายแต่กลับทานอาหารกับฉันซึ่งเป็คนนอกโดยไม่ถือตัวแปลกอยู่เหมือนกัน...
กับข้าวที่ซูเหลียงทำอร่อยมาก ถึงส่วนใหญ่จะเป็ผัดผักอย่างใดอย่างหนึ่งมีถั่วผัดพริกกระเทียม ผัดผักกาดซีอิ๊ว เต้าหู้ผัด เห็ดผัด และมีแกงฟักแถมมาด้วยฉันไม่ได้ชอบทานผักขนาดนั้นยังรู้สึกว่ามันสุดยอดเหลือเกิน
“มีอะไรไม่ถูกใจรึ?”ซูเหลียงเห็นฉันสำรวจอาหารเลยถาม ฉันรีบส่ายหน้าและชูนิ้วโป้งหวังว่าเขาจะเข้าใจภาษามือนี้
...สรุปคือเขาไม่เข้าใจ
“ชูนิ้วโป้งในวัฒนธรรมของลาตินากับนาเวียแปลว่าดีเ้าหมายถึงอย่างนั้นหรือเปล่า?” หนิงหลงเข้ามาช่วยเหลือโดยโยนชื่อแปลกๆมาอีกสองชื่อ ฉันฟังไม่ทันแต่พยักหน้าไว้ก่อน
“เช่นนั้นขออภัย” ซูเหลียงกินต่อ“ใครเติมข้าวไหม?”
“ถิงถิงอิ่ม”
“ยังกินได้ไม่ถึงครึ่งเลย”หนิงหลงชะโงกมองถ้วยข้าวของเด็กหญิง
“ถิงถิงอยากกินขนม” เธอทำสายตาออดอ้อนแต่ดูเหมือนมันจะใช้ไม่ได้ผลกับหนิงหลง
“ถ้าไม่กินข้าวจะไม่โต”
“อย่างที่นายท่านว่า”ซูเหลียงเสริมทันที “ข้าน้อยไปเติมข้าวก่อน”
“เอ๊ะ? เอ๊ะ...?ซูเหลียงตัวสูงเพราะกินข้าวเยอะเหรอ?งั้น...ถ้าอย่างนั้นถิงถิงกินข้าวให้หมดก็ได้...” เด็กหญิงจับตะเกียบอีกรอบ
“ถ้าอิ่มก็พอเถอะ ไม่ต้องฝืนกิน”หนิงหลงทำท่าจะดึงถ้วยข้าว แต่ถิงถิงรีบคว้าไว้
“...ถิงถิงแค่อยากเผื่อท้องไว้กินขนม”
“อย่างนั้นเอง”ชายหนุ่มปล่อยมือจากถ้วยข้าวพอดีกับซูเหลียงเดินกลับมาและเริ่มคีบผักใส่ถ้วยของถิงถิง คะยั้นคะยอให้เธอกินอีก
ภาพนี้คงเป็ภาพแสนธรรมดาของครอบครัวนี้แต่มันทำให้ฉันตื้นตัน...
การพูดคุย หยอกล้อทานอาหารอร่อยที่คนในครอบครัวเป็คนทำ...
“เ้าร้องไห้รึ? เป็อะไรไป?”
หนิงหลงทำอะไรไม่ถูกเมื่ออยู่ดีๆฉันเริ่มสะอื้น ซูเหลียงถอนหายใจ ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ชายหนุ่มผืนหนึ่งและพยักพเยิดมาทางฉัน
“เ้าไม่สบายตรงไหน...?”
ฉันส่ายหน้าแรงๆ พอหยุดขยับตัวมุมของผ้าเช็ดหน้าก็ซับเข้าที่หางตา
“...?”
หนิงหลงซับน้ำตาให้ฉันอย่างเบามือหัวคิ้วของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย และท่าทางเขาขณะลดผ้าเช็ดหน้าลงดูเกร็งๆแต่ฉันรู้สึกถึงความอบอุ่นอันมากมาย
“...ข้าทำผิดต่อเ้า ขอโทษด้วย”เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำทว่านุ่มนวล
ซูเหลียงมองเขาตาโตฉันแปลกใจกับสีหน้านั้น คิดว่าเดิมทีหนิงหลงอาจไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนี้
ฉันส่ายหน้าแรงๆแทนคำตอบและยกนิ้วโป้งขึ้นอีกครั้ง
“แปลว่าเ้าไม่เป็ไร?” ชายหนุ่มถามฉันตอบโดยการพยักหน้าแรงๆ และส่ายนิ้วโป้งไปมา
“ถ้านางไม่เป็ไรก็ไม่เป็ไรว่าแต่นางชื่อ...”
“เหมยฟาง”
“ถิงถิง กินหมดแล้ว!” เด็กหญิงประกาศ
“ดี วันนี้ข้าน้อยทำเผือกทอดไว้รอสักครู่” พูดจบ ซูเหลียงลุกไปอีกครั้ง
“เผือกทอดๆ”ถิงถิงปรบมือเข้าด้วยกันและพูดชื่อของกินออกมาเหมือนกำลังร้องเพลง
ฉันมองผ้าเช็ดหน้าที่หนิงหลงกำไว้พอเขาสังเกตสายตาฉัน ชายหนุ่มก็เบือนหน้าหนี
“...เ้าไม่เป็ไรก็ดี” เขาย้ำ
ถ้าฉันเรียนอักษรของที่นี่และสื่อสารกับเขาได้เมื่อไหร่ฉันจะบอกเขาว่าฉันชอบบรรยากาศโต๊ะอาหารแบบนี้แค่ไหนมันช่างต่างกับบรรยากาศที่บ้านฉันลิบลับ
บ้านฉันทานอาหารแบบต่างคนต่างกินใครอยากทานอะไรก็ซื้อเข้ามาไม่ก็ทำเอาเองในครัว
ที่โรงเรียน ฉันนั่งทานคนเดียวตลอดเวลาคนที่คิดว่าเป็เพื่อนดันเป็คนที่ปล่อยข่าวว่าฉันขายตัวหลังจากนั้นฉันจึงไม่เหลือใคร
การได้ทานอาหารอย่างมีความสุขกับครอบครัวแบบนี้...ถึงเป็ครอบครัวของคนอื่น...
แต่สำหรับฉัน เหมือนฝันเป็จริง