(จบ) ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย

    ตอนที่ 41 แทบจำไม่ได้

    ตอนที่ 41 แทบจำไม่ได้


            แม้ป้าหลิวจะแสดงเกินจริงไปบ้าง แต่เซี่ยเหล่าเอ้อร์ร่างสูงและหล่อเหลานั้นเป็นที่รู้กันดีในหมู่บ้าน


            เซี่ยหมิงหนานผู้เป็นลูกชายได้รับถ่ายทอดรูปโฉมงดงามจากเขา ทุกคนต่างก็รู้เช่นกัน


            แม้เซี่ยหมิงหนานจะไม่ได้อยู่บ้านระยะหนึ่ง แต่จะไม่มีใครรู้ว่าเขารูปร่างหน้าตาอย่างไรเลยหรือ


            เมื่อนึกถึงหน้าตาเซี่ยเหล่าเอ้อร์ที่เห็นมาตลอด เทียบกับชายผอมกะหร่องและผิวหมองคล้ำตรงหน้าคนนี้...


            สวรรค์!


            มันต่างกันลิบลับ มิน่าเล่าป้าหลิวถึงจำแทบไม่ได้


            “ตายจริง! เกิดอะไรขึ้นกับลูกชายเจ้า เขากลายมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร!”


            “ใช่แล้ว ตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร ดูไม่เหมือนพ่อสักนิด ถูกกลั่นแกล้งน่าสงสารนัก... น่ากลัวจะถูกจิกหัวใช้ไม่ใช่น้อย”


            “ช่วงนี้ข้าไม่เห็นลูกชายคนโตของเจ้า ที่แท้เขากับเมียก็กลับบ้านตระกูลเหอนี่เอง เหตุใดถึงมีสภาพนี้หลังกลับจากบ้านเดิมภรรยาเล่า”


    …


            คนมีหัวคิดพอคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นได้ พวกเขาคงพอคาดเดาได้ว่ามีการรังแกลูกสะใภ้ ทว่านึกไม่ถึงว่าจะมีคนข่มเหงรังแกลูกเขยด้วย!


            ต้องโง่เง่าเพียงไหนถึงได้ถูกครอบครัวแม่ยายกลั่นแกล้งจนมีสภาพเช่นนี้!


            ทั้งที่ลูกชายคนโตของตระกูลเซี่ยอย่างเซี่ยหมิงหนานเป็นคนสัตย์ซื่อและให้เกียรติตระกูลเหอ!


            เหตุการณ์นี้ทำให้หลายครอบครัวที่ต้องการแต่งลูกสาวเข้าบ้านคนหมู่บ้านเดียวกับตระกูลเหอหวั่นใจ ขนาดลูกเขยยังถูกกระทำแบบนี้ แล้วลูกสะใภ้ยังจะมีชีวิตสุขสบายได้หรือ


            ทันใดนั้นพวกเขาพลันตื่นตระหนก ก่อนเริ่มถามกันและกัน


            คำถามนี้ชวนให้กระวนกระวายใจ


            หลายอย่างมีสัญญาณ เช่น ลูกสาวไปอยู่บ้านสามีแล้วน้ำหนักลง ตีความได้ว่าถูกใช้งานหนักที่บ้านสามี ในเวลานั้นไม่ได้คิดมาก เห็นว่าเป็นผู้หญิงก่อนออกเรือนมักสงบเสงี่ยม ทว่าเมื่อกลายเป็นลูกสะใภ้แล้วกลับต่างออกไป พวกนางต้องทำทั้งอาหาร ซักผ้า และทำงานไร่ เป็นธรรมดาที่จะเหนื่อยล้า


            แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ...


            ลูกสาวข้าเคยทำไร่ที่บ้าน เวลานั้นพวกเขาสงสารนาง จึงให้นางเพียงได้เรียนรู้และไม่ได้ใช้งานหนัก พวกเขาทำใจจิกหัวใช้ไม่ไหว ทว่ามีหรือแม่สามีจะยั้งมือ


            ประจวบเหมาะกับไป๋เพ่ยเพ่ยเผชิญปัญหานี้ บางคนไปหานางถึงบ้าน เพื่อถือโอกาสไปถามไถ่ให้รู้ความ


            คนหนึ่งนำอีกคนตาม หลังจากนั้นไม่นานทุกคนก็พร้อมใจกันรวมตัวกันไปหมู่บ้านโกว


            หมู่บ้านโกวคือที่ตั้งของบ้านตระกูลเหอ


            เซี่ยเหล่าเอ้อร์บังเอิญผ่านมาเห็น “...”


            อะไรกัน ภรรยาข้าเจ้ามาทำอะไรที่นี่!


            เหตุใดจึงไม่บอกข้าก่อน


            ไป๋เพ่ยเพ่ยที่ลืมบอกเขา “...”


            ตายจริง!


            นางลืมไปอีกแล้วว่าตนเองมีสามี


            นางรีบอธิบาย ก่อนบอกให้เขาไปเก็บฟืนที่บ้านแล้วรีบตามไป


            เดิมทีนางอยากให้เขาทิ้งฟืนไว้แถวนี้ก่อน ค่อยกลับมาเอาขากลับ ทว่าเขาไม่เห็นด้วย บอกว่าตนเองเท้าไวพอจะตามทัน หากเก็บฟืนไว้ที่บ้านคนอื่น หายไปแล้วจะหาคำอธิบายลำบาก


            มีคนขโมยฟืนด้วยหรือ!


            เขาพยักหน้าก่อนบอก “ใช่”


            “เช่นนั้นท่านรีบไปรีบมาเถิด”


            “ไม่ต้องห่วง ข้าว่องไว ตามเจ้าทันแน่”


            ไป๋เพ่ยเพ่ยชำเลืองมองขายาวของเขาแล้วรู้สึกว่าเป็นธรรมดาที่เขาจะเดินเร็วหนึ่งก้าวของเขาก็เท่ากับสองก้าวของคนทั่วไปแล้ว


            นางไม่ได้พูดมากและออกเดินทางไปพร้อมคนอื่น


            ไม่ห่างออกไป เซี่ยเหล่าเอ้อร์วิ่งตามไปทั้งเหงื่อซ่ก


            เขาพกอาวุธมาด้วย อย่างกับตั้งใจจะกระทำการใหญ่โต 


            ป้าหลิวเหลือบมองอาวุธในมือเขาแล้วปากกระตุก เป็นดังที่คิดไว้ สมแล้วที่พวกเขามาจากบ้านเดียวกัน ตัวสามีจะไปหาเรื่องระรานหรือไปสู้เพื่อลูกชายกันแน่


            นางกำชับห้ามไม่ให้ไป๋เพ่ยเพ่ยพกมีดไป ให้เอาไม้ไปก็พอ ถึงอย่างไรนางก็แข็งแกร่งมาก ไม่เสียท่าให้แน่นอน 


            ทว่าเซี่ยเหล่าเอ้อร์กลับพกมีดมาด้วย


            ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้อธิบายกับเขาว่าพวกนางเพียงแสดงละครตบตาเท่านั้นหรือ


            ในหมู่บ้านหนิงซาน


            เหอเหลียนลูกสะใภ้ใหญ่ตระกูลเซี่ยยังนั่งคุกเข่าแน่นิ่งร้องไห้อยู่ในบ้าน จนทุกคนพากันออกไป 


            “เรา... จะไม่ไปห้ามจริง ๆ หรือ” เซี่ยต้ายากระซิบ


            นางแต่งงานออกไปหลายปี ไม่รู้สถานการณ์ในบ้านนัก ทว่าน้องสาวอย่างเซี่ยเหมียวเหมียวอยู่ที่บ้านตลอด จะไม่รู้แน่ชัดได้อย่างไร เจ้าตัวพลันส่ายหน้าให้พี่สาวพลางเอ่ยเสียงค่อย 


            “พี่สาว ท่านไม่ต้องห่วง พี่สะใภ้ใหญ่... ก็เป็นแบบนี้ตลอด”


            เซี่ยต้ายางุนงง เป็นแบบนี้ตลอดหมายถึงอะไรกัน


            พี่สะใภ้ใหญ่เจ้าน้ำตาอย่างนั้นหรือ


            ทว่ามันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เรื่องของเรื่องคือการหั่นและแช่มันสำปะหลังที่ไป๋เพ่ยเพ่ยเก็บกลับมา มีงานมากมายรออยู่ หากคนหนึ่งเอาแต่ร้องไห้ คงไม่มีใครดูแลบ้าน และเซี่ยต้ายาเองก็ไม่สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ


            เซี่ยหมิงเสียงคนรองและเซี่ยหมิงรุ่ยคนสาม รวมถึงน้องเล็กอย่างเซี่ยเสี่ยวหย่าแสนขี้คร้านไม่ได้สนใจพี่สะใภ้นัก พวกเขากลับเห็นเป็นเรื่องสบายหู


            เมื่อเห็นแบบนี้เซี่ยต้ายาก็คล้ายจะเข้าใจสถานการณ์ในบ้านแล้ว


            เหอเหลียนร้องไห้จนพอใจ ก่อนปาดน้ำตาแล้วเดินมาช่วยจัดการมันสำปะหลังด้วยสีหน้าสลด 


            เซี่ยต้ายา “...”


            จนถึงเมื่อครู่ท่านร้องไห้เพราะเหตุใดกัน


            หากไป๋เพ่ยเพ่ยอยู่ตรงนี้คงตอบ ‘แน่นอนว่าร้องเพื่อให้เห็นอย่างไรเล่า ข้าจะบอกให้ว่านางไม่ได้สนใจดูแลครอบครัว แต่เป็นคนอ่อนแอและไม่อาจควบคุมสิ่งใดได้ ที่นางเป็นคนเช่นนี้ก็มีเหตุผลของมัน’


            เพียงพบเจอได้ไม่นานไป๋เพ่ยเพ่ยก็มองลูกสะใภ้ผู้นี้ได้ทะลุปรุโปร่ง เป็นโคลนตมที่ไม่อาจค้ำยันกำแพงได้โดยแท้


            ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมเลือกมาได้อย่างไร ทำไมถึงเลือกสะใภ้พรรค์นี้


            หากนางมาอยู่ที่นี่หลายปีก่อนหน้า นางคงหลีกเลี่ยงคนเช่นนี้ ทว่าน่าเสียดายที่อีกฝ่ายแต่งเข้ามาแล้ว คงไม่อาจให้หย่าร้างได้ทันที


            ต่อให้จะไม่ถูกชะตา แต่ก็ไม่สามารถบีบให้จนมุมเพียงเพราะไม่พอใจได้ไม่ใช่หรือ


            ไป๋เพ่ยเพ่ยทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้ อย่างมากไม่ชอบก็เพียงทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นอากาศ


            ตระกูลเหอตกใจเมื่อเห็นกลุ่มคนปรากฏตัวหน้าบ้านด้วยท่าทีถมึงทึง


            ป้าเหอมารดาของเหอเหลียนลุกขึ้นทั้งขาสั่น “แม่ลูกเขย เจ้ามาทำอะไร เหลียนฮวาไปทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจหรือ”


            “เหลียนฮวาทำอะไรหรือ ความผิดครั้งใหญ่ของนางคือไม่พาลูกชายข้ากลับจากบ้านเดิมไงเล่า ดูลูกชายข้า ตอนนี้กลับมีสภาพเช่นไร...” ไป๋เพ่ยเพ่ยลากตัวเซี่ยหมิงหนานมาจากด้านหลัง


            “ดูเอา เขายังเป็นคนอยู่ไหม ดูลูกหลานในบ้านเจ้าสิ มีใครไม่ดูดีและเกลี้ยงเกลาบ้าง ลูกข้ากลับเหมือนคนไร้สติเช่นนี้ เขามาอยู่บ้านเจ้าพักหนึ่ง กลับมีสภาพนี้แล้ว... แหม เพราะไม่ใช่ลูกเจ้าสินะ คงไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรเมื่อถูกกระทำอย่างนี้”


            ป้าเหอรู้สึกผิดอยู่บ้าง นางแทบจำไม่ได้ว่าเซี่ยหมิงหนานมาถึงบ้านตนเองในสภาพใด รู้เพียงเขาทำงานในไร่แทบทั้งหมด


            บังเอิญลูกชายป้าเหออยู่บ้าน แม้พวกเขาจะไม่ได้ดูดีเกลี้ยงเกลาเท่าที่ไป๋เพ่ยเพ่ยบอก แต่ก็ใช่ว่าอยู่ ๆ จะมาเป็นหนุ่มชนบทที่เอ้อระเหยลอยชายไปมาได้ เทียบกับเซี่ยหมิงหนานแล้วนับว่าต่างกันลิบลับ


            คนหนึ่งขาวผ่องคนหนึ่งหมองคล้ำ คนหนึ่งผอมแห้งคนหนึ่งอ้วนท้วน ไม่ต่างกันมากไปหน่อยหรือ


            ปัญหาคือไม่มีลูกชายตระกูลเหอคนไหนสูงเท่าเซี่ยหมิงหนาน เซี่ยเหล่าเอ้อร์ผู้เป็นบิดาเซี่ยหมิงหนานยืนอยู่ข้าง ๆ มองแวบแรกก็เห็นว่าสูงใหญ่กำยำ ดูไม่น่าจะมีลูกชายแบบนี้แต่อย่างใด


            หลักฐานเป็นที่ประจักษ์จนไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาพิสูจน์


            “อันที่จริงข้าไม่ได้บอกให้เขาทำอะไรเลย เขาทำงานหนักจนต้องห้าม แถมเป็นคนอาสาไปทำไร่เอง... เพราะเป็นห่วงเหลียวฮวา ถ้าไม่เชื่อก็ลองถามเขาดูว่าเป็นห่วงนางจริงไหม...” ยิ่งพูดป้าเหอก็ยิ่งมั่นใจ ยืนกรานว่าครอบครัวตนเองไม่ได้ใช้แรงงานเซี่ยหมิงหนาน เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องทำให้ภรรยา 


            อีกทั้งยังเป็นธรรมดาที่ลูกเขยจะมาช่วยงานครอบครัวแม่ยายไม่ใช่หรือ

     


    คล้ายกับเรื่อง(จบ) ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย ที่คุณอ่าน