รัชศกหนานหยางปีที่หก วันที่สามเดือนสิบเอ็ด หิมะตกหนักโปรยปรายไปทั่วสารทิศ อากาศหนาวเหน็บจนแทบจับขั้วหัวใจ
ภายในห้องบรรทมของตำหนักมู่จิ่น เสียงร้องแรกเกิดของทารกดังแหวกความเงียบสงัดขึ้นมา
“แง แง!” เสียงร้องดังกังวานและเป็จังหวะของทารกน้อยดังขึ้น
“พระสนม เป็พระธิดาเพคะ!” อาเซียง นางกำนัลคนสนิทมองดูหมอตำแยที่อุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมอก หลังจากตรวจสอบเพศของเด็กแล้ว นางก็ะโขึ้นมาด้วยความดีใจ
นี่จะเป็องค์หญิงพระองค์แรกแห่งราชวงศ์หนานหยาง!
ช่างดีเหลือเกิน ปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก ในที่สุดพระสนมก็ประสูติพระครรภ์ได้อย่างราบรื่น หัวใจของอาเซียงที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้าย ในที่สุดก็คลายลง
“ขอแสดงความยินดีด้วยเพคะพระสนม องค์หญิงน้อยประสูติครบกำหนดครรภ์พอดี ฟังจากเสียงร้องที่ดังกังวานทรงพลังเช่นนี้ องค์หญิงน้อยจะต้องเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงสมบูรณ์เป็แน่เพคะ!” หมอตำแยที่ทำคลอดกล่าวคำมงคลด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
การทำคลอดท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเลย โชคดีที่เ้านายตำหนักนี้มีความอดทนเป็เลิศ พระนางกัดฟันอดทนมาได้นานกว่าสิบชั่วยาม
เหล่านางกำนัลต่างพากันยกอ่างน้ำเืที่ยังมีควันความร้อนกรุ่น ๆ ออกไปด้านนอกครั้งแล้วครั้งเล่า
พระสนมไป๋เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เส้นผมเปียกลู่แนบติดพวงแก้ม พระนางเหนื่อยล้าจนแทบสิ้นสติ ทว่าก็ยังพยายามฝืนยิ้มบาง ๆ ออกมา หลังจากอุ้มครรภ์มาสิบเดือนเต็ม ในที่สุดก็ให้กำเนิดสายเืคนนี้ออกมาได้เสียที
พระนางเป็เพียงพระสนมที่ไม่เป็ที่โปรดปราน ในเดือนสิบสองที่อากาศหนาวเหน็บเจียนตายเช่นนี้ ข้างกายกลับไม่มีแม้แต่หมอหลวงสักคน การสามารถคลอดลูกออกมาได้อย่างปลอดภัยก็นับว่าเป็ปาฏิหาริย์มากแล้ว
แววตาของพระนางเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ พระนางใช้ปลายนิ้วจิ้มลงบนแก้มยุ้ย ๆ อ่อนนุ่มของพระธิดาอย่างแ่เบา ก่อนจะฝืนรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิด เอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาจากริมฝีปาก “ตกรางวัล… ตกรางวัลให้ทุกคน!”
“ขอบพระทัยเพคะพระสนม!” พอได้ยินว่าจะมีรางวัล บรรดาหมอตำแยต่างก็ดีใจจนรีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบพระทัย
อาเซียงเองก็จมดิ่งอยู่ในความปีติยินดี มองดูองค์หญิงน้อยที่ผิวพรรณขาวผ่องจิ้มลิ้มน่ารักด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ
แต่ทว่าในวินาทีต่อมา นางกลับสังเกตเห็นว่าพระสนมไป๋มีใบหน้าที่ซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผาก เหนื่อยล้าจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้อีก เืเบื้องล่างของพระนางไหลทะลักออกมาไม่หยุดจนย้อมผ้าห่มเป็สีแดงฉาน
เื… ทำไมพระสนมถึงยังมีเืไหลออกมาไม่หยุดเช่นนี้ล่ะ?
อาเซียงเริ่มลุกลน รีบวางองค์หญิงน้อยลงบนเตียง สองมือสั่นเทากุมมือของผู้เป็นายไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางะโเรียก “พระสนม พระสนม! ท่านเป็อะไรไปเพคะ?”
“เร็วเข้า! รีบไปตามหมอหลวงมาเร็ว!”
“พระสนม ทรงแข็งใจไว้นะเพคะ!”
การที่พระสนมให้กำเนิดทารก เดิมทีควรจะเป็เื่ที่น่ายินดี ทว่าพอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เหล่านางกำนัลและขันทีในห้องบรรทมต่างก็พากันตื่นตระหนกใ
เหล่านางกำนัลและขันทีต่างเดินเข้าเดินออกกันให้วุ่นวายไปหมด บ้างก็ไปหยิบผ้าขนหนู บ้างก็วิ่งไปตามหมอหลวง บ้างก็ไปหาผ้าห่มผืนสะอาด และยังมีคนที่วิ่งไปเปลี่ยนถ่านไฟ แต่ละคนหน้าตาตื่นตระหนก ร้อนรน และเต็มไปด้วยความหวาดวิตก
ภายในห้องบรรทมวุ่นวายโกลาหลไปหมด จนไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าองค์หญิงน้อยที่พระสนมไป๋เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้กำเนิดออกมานั้นได้ถูกนางกำนัลคนหนึ่งแอบอุ้มออกไปแล้ว
นางกำนัลผู้นั้นมีสีหน้าตื่นตระหนก ร่างกายแข็งเกร็งไปหมด นางเดินกึ่งวิ่งพลางกวาดสายตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง นางอุ้มทารกน้อยวิ่งฝ่าความวุ่นวายออกจากห้องบรรทมตรงไปยังเรือนหลัง
“แง แง!” ทารกหญิงที่ถูกความหนาวเย็นกระทบเข้าอย่างจังเบิกตากว้าง ร่างกายเล็ก ๆ สั่นสะท้านไปทั้งตัว
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองดูคนที่กำลังอุ้มตนเองอยู่ นางสวมชุดนางกำนัลแบบที่เห็นได้ทั่วไปในซีรี่ส์ราชวงศ์ชิงและเกล้ามวยผม
เมื่อลองกวาดสายตามองสถาปัตยกรรมรอบ ๆ ก็พบกับกำแพงวังสีแดง กระเบื้องเคลือบสีเหลือง และท้องฟ้าที่ถูกตีกรอบเป็สี่เหลี่ยม
อวิ๋นตั๋วตั๋วขมวดคิ้วมุ่น สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
นี่เธอ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ เ้าของฉายาหมอเทวดามือทอง ทะลุมิติมาอย่างนั้นหรือ?
อากาศที่หนาวจัดภายนอกทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัวอย่างมาก เธออยากจะหนี แต่แขนขากลับไม่อาจขยับได้ดั่งใจ เธออยากจะพูด แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับกลายเป็เสียงร้องไห้จ้า
เมื่อได้ยินเสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอของตนเอง ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง หัวใจกระตุกวูบ ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ!
จู่ ๆ เธอก็เพิ่งตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงรีบก้มลงมองดูตัวเอง
ผ้าห่มหุ้มสำลีผ้าไหมสีแดงสด นิ้วมือที่เล็กจ้อยราวกับถั่วงอก แขนขาที่สั้นป้อมราวกับรากบัว เท้าเล็ก ๆ ที่อูมเหมือนหมั่นโถว และความยาวลำตัวที่ยาวไม่ถึงห้าสิบเิเ
ให้ตายเถอะ! ทะลุมิติมาก็ว่าแย่แล้ว นี่เธอดันทะลุมิติมาเกิดใหม่เป็ทารกแบเบาะเลยงั้นหรือ บ้าบอที่สุด!
ความรู้สึกนี้ราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางแสกหน้า คนที่เคยจับแต่มีดผ่าตัดอย่างเธอ กลับต้องกลายมาเป็ทารกที่ไร้เรี่ยวแรง แม้แต่พูดก็ไม่ได้ เดินก็ไม่เป็!
ในยุคโบราณที่ผู้คนกลืนกินกันเองเช่นนี้ นี่มันไม่ต่างอะไรกับการเป็เนื้อบนเขียงที่รอให้คนอื่นมาสับเล่นตามใจชอบเลยไม่ใช่หรือไง?
เกิดมาอวิ๋นตั๋วตั๋วไม่เคยรู้สึกพูดไม่ออกขนาดนี้มาก่อน เธอจ้องมองท้องฟ้าอันมืดมิดด้วยความคับแค้นใจ โชคชะตาเล่นตลกอะไรกัน? ชาติก่อนเธอก็ช่วยชีวิตคนรักษาโรคมาตั้งมากมาย ทำไมถึงต้องมาจบลงด้วยสภาพแบบนี้ด้วย?
เมื่อมองดูนางกำนัลและแม่นมที่เดินสวนกันไปมา แล้วกลับมาคิดถึงสถานการณ์ของตัวเอง อวิ๋นตั๋วตั๋วจำต้องยอมรับความจริงอันโหดร้ายนี้ เธอจ้องเขม็งไปยังนางกำนัลที่อุ้มเธออยู่ นางกำนัลผู้นี้มีสีหน้าร้อนรน ดูท่าทางไม่น่าจะมาดี
[์ ข้าเป็แค่บ่าวรับใช้ ขอทรงโปรดไว้ชีวิตข้าในครั้งนี้ด้วยเถิด! ชาติหน้าขอให้องค์หญิงน้อยได้ไปเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยและมีฐานะด้วยเถิด ์ โปรดอภัยให้ข้าด้วย!]
[องค์หญิงน้อย ท่านจงจากไปอย่างสงบเถิด ทั้งหมดนี้เป็เพราะจิ้นอ๋องและพระชายาจิ้นอ๋องใช้ชีวิตของคนในครอบครัวมาข่มขู่ บ่าวเองก็ไร้หนทางจริง ๆ !]
อวิ๋นตั๋วตั๋วถึงกับชะงักงัน สถานการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นติด ๆ กันทำเอาเธอตั้งตัวแทบไม่ทัน
เธอขมวดคิ้วเล็ก ๆ อ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ทว่าบนใบหน้าของนางกำนัลผู้นั้นกลับมีตัวหนังสือเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า [ข้าจะฆ่าเ้า!]
อวิ๋นตั๋วตั๋วสะดุ้งเฮือก ให้ตายเถอะ! อุตส่าห์ได้เกิดใหม่ทะลุมิติมาทั้งที ข้าวร้อน ๆ ยังไม่ทันตกถึงท้อง ก็มีคนคิดจะฆ่าเธอแล้วงั้นเหรอ?
จิ้นอ๋องกับพระชายาจิ้นอ๋อง…
ได้! เธอจำเอาไว้แล้ว ล้างคอรอไว้ได้เลย ขืนเธอโตขึ้นมาเมื่อไหร่ล่ะก็ อย่าหวังว่าจะรอดไปได้สักคน!
อวิ๋นตั๋วตั๋วโกรธจนกัดฟันกรอด กำหมัดเล็ก ๆ ไว้แน่น แต่ในตอนนี้เธอทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากร้องไห้จ้า หวังเพียงว่าจะดึงดูดความสนใจจากคนอื่น และให้มีคนรีบมาช่วยเธอ การร้องไห้คืออาวุธเพียงอย่างเดียวที่เธอมี
นางกำนัลที่อุ้มเธออยู่นั้นรีบยกมือขึ้นปิดปากอวิ๋นตั๋วตั๋ว หัวใจของนางเต้นรัวเร็ว มองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดวิตกและร้อนรน
“ทำไมเ้าเพิ่งจะออกมา?” คนที่แต่งกายคล้ายขันทีซึ่งยืนอยู่ข้างบ่อน้ำร้างขอดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“มันยังไม่มีโอกาสเลย” นางกำนัลตอบกลับเสียงแ่
“แล้วพระสนมไป๋เป็อย่างไรบ้าง?” ขันทีลดเสียงต่ำลงถาม
“แย่แล้วล่ะ ใกล้จะไม่ไหวแล้ว” นางกำนัลกวาดตามองรอบด้าน สองแขนยังคงกอดอวิ๋นตั๋วตั๋วเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ขันทีผู้นั้นมีสีหน้ารำคาญใจ เขามองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนจะกระชากแขนนางกำนัลที่อุ้มทารกอยู่
“ลงมือให้มันไว ๆ หน่อย! เ้ายังจะมัวลังเลอะไรอยู่อีก? เร็วเข้าสิ พระสนมไป๋ผู้นี้ก็ไม่เป็ที่โปรดปรานอยู่แล้ว แถมที่นี่ก็เป็บ่อน้ำร้าง โยนเด็กทิ้งลงไปแล้วจุดไฟเผาซ้ำ ก็ไม่มีใครหาเจอแล้ว!”
“ก็แค่พระสนมไร้ความโปรดปรานตายไปคนหนึ่ง กับทารกที่ยังไม่มีใครเคยเห็นหน้า ให้ตายเถอะ! มัวแต่อืดอาดยืดยาดอยู่ได้ หากมีใครมาเห็นเข้า ทั้งเ้าและข้าได้ตายกันหมดแน่ ส่งเด็กมาให้ข้า ข้าจัดการเอง!”
เมื่อขันทีเห็นว่านางกำนัลผู้นี้ยังรีรอไม่ยอมโยนเด็กทิ้งลงไปเสียที เขาก็ตวาดลั่นด้วยเสียงแหลมปรี๊ด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรำคาญและไม่พอใจ พลางยื่นมือออกไปหวังจะแย่งอวิ๋นตั๋วตั๋วมา
อ๊ากกก! อย่าเข้ามานะ!
อวิ๋นตั๋วตั๋วลนลานไปหมดแล้ว ทำยังไงดี จะไม่มีใครมาช่วยเธอจริง ๆ งั้นเหรอ?
“แง แง แง!” เธอส่งเสียงร้องไห้โฮออกมาสุดชีวิต แหกปากะโร้องอย่างเอาเป็เอาตาย…