มอร์ริแกน ถูกแยกตัวออกจากผู้ต้องขังคนอื่น นางถูกกักขังไว้ในห้องความมั่นคงพิเศษ ซึ่งเป็สถานที่ไม่เปิดเผยภายในเรือรบหลวงมันสินธร ห้องทรงสี่เหลี่ยมอันเย็นเฉียบและเงียบงัน ถูกล้อมด้วยพลังเวทสนามแม่เหล็กอันแ่าทุกทิศทุกทาง แสงสีฟ้าอ่อนจากผนังเวทกะพริบอย่างสม่ำเสมอ เป็จังหวะที่บ่งบอกถึงการทำงานของพลังเวทอันเข้มข้น
มอร์ริแกนเอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟาเดี่ยวที่ถูกปรับเอนไว้อย่างดี แม้จะไร้ซึ่งโซ่ตรวนใดๆมาพันธนาการร่างของนาง แต่แรงกดดันจากสนามเวทที่ปกคลุมทั่วทั้งห้องกลับตอกตรึงนางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้เพียงปลายนิ้ว ภายใต้พลังที่มองไม่เห็นนี้ ดวงตาคมกริบของนางยังเปล่งประกายแห่งความกร้าวแกร่ง แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบแต่ภายในใจนั้นคุกรุ่นด้วยเปลวเพลิงของความแค้นที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา
ผู้การ มันตรา ย่างกรายเข้าสู่ห้องความมั่นคงพิเศษนี้พร้อมด้วยรอยยิ้ม ที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ของเขาได้ “ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้รู้จักกันอย่างแท้จริงเสียที...”
เงียบ...
ไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาวแม้สักคำเดียว
สายตาของมันตรากวาดมองไปทั่วเรือนร่างของมอร์ริแกนที่นอนทอดเรือนร่างอยู่บนโซฟาเดี่ยว มอร์ริแกนรู้สึกเขินอายจนใบหน้าร้อนผ่าว แต่นางก็ไม่อาจขยับกายได้เลยด้วยกำนาจแห่งสนามแม่เหล็กที่รัดตรึงร่างของนางเอาไว้
ผู้การมันตราเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน “การแต่งตัวก็... จัดได้ว่าดูดีละนะ เ้าน่าจะไม่ใช่โจรสลัดธรรมดาๆ อาภรณ์ที่เ้าสวมใส่นี้ไม่ใช่ว่าคนทั่วไปจะหามาได้ มีเพียงราชสำนักหรือชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะสามารถได้”
เขาเดินเข้าไปจนใกล้นาง ก้มลงใช้จมูกสูดกลิ่นจากร่างนางก่อนจะกระซิบ “กลิ่นหอมนี้…”
ทันใดนั้น มอร์ริแกนสะบัดหน้าแรงสุดที่พอจะทำได้ แม้ร่างกายไม่อาจขยับจากแรงกดเวท “เ้า! ลวนลามข้าในสภาพไร้ทางสู้ เช่นนี้ เ้ายังจะมีเกียรติขององค์รัชทายาทอยู่หรือไม่!”
ผู้การหัวเราะเบาๆ “หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวังของท่านล่ะก็ ข้าสงสัยนักว่าจะยังกล้าพูดเช่นนี้อยู่ไหม... ในราชวังนั้น สตรีคือผู้เป็ใหญ่ บุรุษคือผู้ใต้ปกครอง สตรีจะมีสามีกี่คนก็ได้ แต่บุรุษกลับไม่อาจมีภรรยาหลายคน ใช่หรือไม่ล่ะ?”
มอร์ริแกนจ้องเขาเขม็ง “เ้านี่ช่างมโนเก่งนัก ข้าไม่เคยพบเ้ามาก่อน เ้าเอาอะไรมาอ้างว่าข้าเป็ราชนิกูลของอาณาจักรเหมันต์?”
มันตราไม่ตอบ แต่เปลี่ยนคำถามทันที “ข้าขอถามอะไรเ้าอย่างหนึ่ง หากเ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงต้องหันมาตั้งกองเรือโจรสลัด?”
หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงที่มีทั้งขุ่นเคืองและเหนื่อยอ่อน “ท่านไม่เข้าใจ... ราษฎรแห่งทวีปเหนือประสบความยากลำบากมายาวนาน อากาศหนาวจัด เพาะปลูกไม่ขึ้น เสบียงจากทางการส่งไม่ถึง บางหมู่บ้านในที่ห่างไกลก็ไม่ได้รับเป็ปีๆเลย เช่นนี้แล้วราษฎรของข้าจะอยู่กันอย่างไร?”
มันตราหรี่ตาลง “เห็นไหม... ถ้าเ้าคือชาวบ้านธรรมดา เ้าคงไม่เอ่ยคำว่า ‘ราษฎรของข้า’ และไม่รู้เื่เสบียงจากทางการด้วย แต่ก่อนที่จะไปไกลกว่านี้ บอกข้ามาเสียเถอะ ว่าเ้าเป็ใครกันแน่?”
“ข้าก็คือหัวหน้าโจรสลัด!” นางตวัดเสียงตอบอย่างทระนง
คำพูดยังไม่ทันจบ มันตราก็เอื้อมมือดึงผ้าปิดตานางออก เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวจันทราฉายแสงบนผิวน้ำ เขาถึงกับชะงัก เมื่อใบหน้านั้นช่างเหมือนกับ “น้องมาย” คนรักเก่าในอดีตชาติไม่ผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย
น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาของนาง “เ้ามันคนใจร้าย ไม่ให้เกียรติข้าเลยสักนิด”
“ขออภัย... ข้าเพียงอยากเห็นใบหน้าที่งดงามของท่านเท่านั้น” มันตรากล่าวเสียงแ่
“งดงามแล้วอย่างไร? เ้ากล้าแต่งงานกับข้าไหมล่ะ? ยอมอยู่ใต้บัญชาภรรยาเช่นข้าได้หรือเปล่า?” เสียงของนางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความกราดเกรี้ยว
มันตราตอบกลับทันควัน “หากจะมีการแต่งงาน... ข้าก็อยากจะให้เ้าแต่งเข้าตระกูลข้า เป็ชายาสุดที่รักของข้าไปตลอดกาล”
“ไม่มีวัน!!” มอร์ริแกนคำราม ดวงตาแดงก่ำ
มันตราคลี่ยิ้มก่อนยกแขนเสื้อของนางขึ้นตรวจดูบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในแขนเสื้อนั้น “ว่ากันว่า... สตรีที่ยังบริสุทธิ์จากทวีปเหนือจะมี จุดปานกลมๆเล็กๆ สีแดงบริเวณข้อมือ หากนางถูกบุรุษล่วงเกินโดยไม่ขัดขืนภายในหนึ่งลมหายใจ ปานนี้ก็จะหายไปตามกฏการผิดผี แห่งบรรพชนทวีปเหนือ และ ถือว่านางได้ตกเป็คนของชายผู้นั้น และมีศักดิ์ต่ำกว่าบุรุษผู้นั้นในทันที...”
“เ้านี่มันช่างเลอะเลือน!” มอร์ริแกนแค่นเสียง “ข้าเกลียดเ้า! เกลียด... เกลียดจนเข้ากระดูก!”
ยังไม่ทันที่มอร์ริแกนจะตั้งตัว ริมฝีปากของมันตราก็โน้มลงมาแนบสนิทกับริมฝีปากของนางอย่างไม่ทันตั้งตัว นางพยายามดิ้นรนจนสุดแรงแต่ร่างกายกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ไออุ่นจากลมหายใจของเขาปะทะใบหน้าอย่างหนักหน่วง กลิ่นหอมของบลู เดอที่อบอวลอยู่บนร่างกายเขาแผ่ซ่านเข้าสู่โพรงจมูก ลามไปถึงหัวใจของนางที่เริ่มเต้นถี่รัว และด้วยกลิ่นนี้ซึ่งเปรียบเสมือนฟีโรโมนของชายผู้นั้น มันสร้างแรงดึงดูดใจให้กับสตรี เสมือนตกอยู่ในมนต์มายา
มอร์ริแกนรู้สึกเคลิบเคลิ้มอยู่ในภวังค์อย่างดูดดื่ม เมื่อมองใบหน้าของเขาก็ดูช่างหล่อเหลาเย้ายวนใจ จนในที่สุดนางก็ตอบรับจุมพิตนั้นตามสัญชาตญาณดิบของตนเอง
ขณะแลกจูบกัน มันตราเหลือบมองผ่านคอเสื้อนางอย่างลอบสังเกต และแล้ว... เขาก็เห็นมัน ปานรูปเกล็ดหิมะสีชมพูอ่อนเล็กๆ บริเวณเหนือเนินอกด้านซ้าย ซึ่งกล่าวกันว่าองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรเหมันต์จะถูกประทับตรานี้ด้วยพลังเหมันต์ของกษัตริย์ผู้แต่งตั้งนาง
เขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวเสียงเบาแต่หนักแน่น “เ้าก็คือ… ไป๋เหยียนจื่อ... องค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรเหมันต์”
มอร์ริแกนสะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นด้วยความใ “ปล่อยพวกเราทุกคน และคืนเรือสำเภาให้กับพวกเราด้วยนะเพคะ” แน่นอนเขาต้องรีบปล่อยตัวพวกนางไป เพราะหากองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรเหมันต์เป็อะไรไป าใหญ่ระหว่างอาณาจักรย่อมเกิดขึ้น โดยมิอาจหลีกเลี่ยงเป็แน่
ก่อนจะหันมากระซิบเบาๆ ข้างหูนาง “ได้สิข้าจะปล่อยแต่หวังว่าพวกเ้าจะไม่กลับมาเป็โจรสลัดอีกนะ... องค์รัชทายาท”
“ข้า... ไม่ใช่...” นางพยายามปฏิเสธ
แต่เขายกมือขึ้นห้าม “ไม่ต้องพูดอะไรอีก ปล่อยเ้าไปแล้ว อย่าทำผิดซ้ำอีกก็พอ”
ในที่สุด เหล่าสหายของนางถูกพาตัวกลับขึ้นเรือสำเภาโจรสลัดอย่างปลอดภัย ท่ามกลางแสงจันทร์ที่โรยตัวลงสู่ผืนน้ำ เรือหลวง มันสินธรก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวห่างออกไปจากเรือโจรสลัดจนสู่ห้วงแห่งมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกที่หลากหลาย และเงาความอาวรณ์ที่ยังไม่จางจากใจของมอร์ริแกน
“หวังว่าในวันนึงข้างหน้า เราสองคนคงจะได้พบกันอีก... และได้เจรจากันอย่างอ่อนโยนสักครั้ง… ”
เสียงแ่เบาหลุดจากริมฝีปากเรียวบางของ ไป๋เหยียนจื่อ ที่สลัดคราบของโจรสลัดสาวออกไป นางยืนสงบนิ่งอยู่บนดาดฟ้าเรือโจรสลัด ผมดำยาวพริ้วไหวตามแรงลมทะเลยามรุ่งอรุณ สายตาของนางทอดมองไปยัง เรือหลวงมันสินธร ที่แล่นห่างออกไปเรื่อยๆ
“ไม่นะ… ท่านพี่!”
เสียงอุทานด้วยความใของ องค์หญิงสี่ ไป๋ชิงจื่อ ซึ่งเคยปลอมตัวเป็โจรสลัดนามว่า “เฮเลน่า” ดังขึ้น นางคว้ามือพี่สาวมากุมไว้แน่นราว้าฉุดดึงหัวใจของอีกฝ่ายกลับมา “คนที่โเี้เ็าถึงเพียงนั้น… ไม่สมควรที่ท่านพี่จะมัวมาเอาใจใส่เลยแม้แต่น้อย!”
ไป๋เหยียนจื่อไม่ได้ตอบในทันที นางเพียงยิ้มเศร้าๆ แต่แล้ว…สายตาของชิงจื่อก็เบิกโพลง “ท่านพี่…!! ปานแดงของท่าน... หายไป! หรือว่า… หรือว่าท่าน...” น้ำเสียงตระหนกของนางดังพายุที่พัดพาในห้วงมรสุม
ไป๋เหยียนจื่อพยักหน้าช้าๆ สายตาของนางยังสงบนิ่ง แต่ั์ตาซ่อนเร้นความเศร้าเอาไว้ลึกยิ่ง “ใช่… ตอนนี้ พี่เป็คนของเขาแล้ว…” คำพูดของนางแ่ราวลมหายใจสุดท้ายของนาง ได้ถูกกระชากไปโดยใครบางคน อย่างไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้อีก
“เสด็จแม่… เสด็จแม่ต้องเล่นงานท่านพี่ตายแน่…” ชิงจื่อกัดริมฝีปากตัวเองแน่น นางส่ายหน้า ก่อนจะก้มลงหยิบถุงผงชาดออกมาจากแขนเสื้อ
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวข้าจะช่วย…” นางรีบเทผงชาดสีแดงลงในจอกน้ำชา ใช้พู่กันเล็กที่เปียกชื้นจุ่มแตะผงชาดเบาๆ แล้วนำไปแตะที่ข้อมือของพี่สาว “แม้จะไม่เหมือนเป๊ะ แต่ถ้ามองผ่านๆ โดยไม่สังเกต ก็คงพอได้อยู่”
นางพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวด้วยสายตาจริงจัง “กลับถึงวังเมื่อใด ท่านต้องระวังให้ดี อย่าเผลอเปิดชายแขนเสื้อนานๆ… ถ้าสีเริ่มจางเมื่อใด ต้องรีบแต้มใหม่ทันที”
ไป๋เหยียนจื่อเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะยกมืออีกข้างลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ สีหน้าของนางสงบนิ่งเหมือนไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใด แต่ภายในใจของนางกำลังร่ำไห้อย่างเงียบงัน “ไม่ต้องห่วงพี่หรอกชิงจื่อ… อะไรจะเกิด… มันก็ต้องเกิดอยู่ดี…” นางกล่าวช้าๆแต่ว่าหนักแน่น