เสมือนความคิดอ่านไวขึ้นทุกๆการเคลื่อนไหวโดยรอบเชื่องช้าลงนับสิบเท่าอักษรรูนโบราณมากมายกลายเป็ว่ามีเส้นทางที่พร่ามัวแฝงให้เห็น
ทันใดนั้นแววตาของเด็กหนุ่มปรากฏความยินดีอย่างอดมิได้เป็ที่แน่ชัดแล้วว่าตรงหน้าเขาคือสิ่งใด
เส้นทางแห่งวิชา!
นี่เป็สิ่งเดียวกับเส้นทางของวิชาเวทย์ทั้งหกและประกายแสงสีเงินไม่ผิดแน่!
“ฟ้าดินให้กําเนิด...สรรพชีวิตถูกเชื่อมต่อ...นําพามาซึ่งคลื่น์’’
ขณะเดียวกันเสียงที่ดังก้องมาถึงจิติญญาของเขาก็ยังคงสะท้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันเป็สิ่งที่มิอาจจับต้องได้ ทําได้เพียงแค่ฟังและซึมซับความลึกลํ้าอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามหลังจากที่เปาเฟิงใช้งานปัญญาเวทย์เขาไม่เพียงที่จะเห็นเส้นทางแห่งวิชาที่แฝงอยู่ในอักษรรูนทั้งหลายทว่าเขายังสามารถััได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ลึกลํ้า
ดุจดั่งฟ้าดินที่ไม่อาจแยกออกทุกๆการเคลื่อนไหวมิอาจจับต้อง ยากัั ลึกลํ้าเกินคณานับ
ประหนึ่งฟ้าดินมิอาจแบ่งแยก!
มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่สามารถอธิบายได้เกรงว่าหากไร้ซึ่งปัญญาเวทย์ ก็คงมิมีผู้ใดสามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งเหล่านี้
แท้จริงแล้ววิชามวยอ่อนโปเทียนนี้อยู่ในระดับใดกัน?
เปาเฟิงขมวดคิ้วครุ่นคิดเป็ไปได้ไหมว่าคนผู้นั้นที่ท่านบรรพบุรุษเคยช่วยเหลือเอาไว้จะเป็เทพเ้าในตํานานของทวีป?
เป็ไปไม่ได้!
มิเช่นนั้นเทพเ้าที่แข็งแกร่งดุจดั่งตํานานจะอ่อนแอจนต้องยืมมืุ์อย่างนั้นรึ?
“บางทีคนผู้นั้นอาจจะเป็ปรมาจารย์ไม่ก็ท่านเซียนมิเช่นนั้นคงไม่สามารถสร้างแท่นศิลาโปเทียนที่ลึกลํ้าดุจดั่งฟ้าดินเช่นนี้ได้’’เปาเฟิงคาดคิด แต่ในใจของเขากลับปรากฏความขมขื่นตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาคิดง่ายเกินไปบอกได้ว่าแม้ตัวเขาคนก่อนจะเป็เทพามากชื่อเสียงมาก่อนทว่าก็ยังมีเื่ราวอีกมาก ที่ยังไม่ล่วงรู้หรือกระจ่าง
แท้จริงแล้วโลกใบนี้...ทวีปเหลียงหยู่เป็สถานที่เช่นใดกัน?
ยังมีเื่อีกตั้งมากเท่าไหร่ที่เขาจะต้องค้นพบ?
แม้จะเป็เช่นนั้นหัวใจแห่งการฝึกตนของเปาเฟิงก็ยังคงไม่มอดดับลงเขาเลิกคิดถึงสิ่งทั้งหลาย และให้ความสนใจกับแท่นศิลาโปเทียนตรงหน้าอีกครั้ง
“อักษรรูนพวกนี้แม้จะลึกลับเกินเข้าใจแต่ทุกๆตัวล้วนมีจุดเชื่อมโยงเดียวกันแทบทั้งสิ้นดังนั้นสิ่งที่ข้าต้องทําก็เพียงแค่...เพิ่มสมาธิให้หยั่งถึง ถึงมันได้ก็พอ!’’
ทันทีที่ตะหนักได้ถึงแก่นสําคัญเขาก็เข้าสู่สภาวะ ‘ตื่นรู้’ โดยทันที
พริบตานอกจากความคิดอ่านจะไวขึ้นแล้ว สมาธิยังเพิ่มพูนขึ้นจนสูงลํ้ามิอาจคาดเดา
ประหนึ่งเทพเซียนเพียงกวาดตามองหนึ่งครั้ง...เส้นทางแห่งวิชาก็แจ่มชัดขึ้น
ราวกับประสงค์ของ์ภายใต้เส้นทางนับไม่ถ้วน สิ่งที่แฝงให้เห็นอยู่ภายในเริ่มปรากฏ
ระลอกคลื่นไร้ลักษณ์!
สิ่งนี้คือคลื่น์!
ทันทีที่เห็นเปาเฟิงก็ตะหนักได้อย่างรวดเร็ว ไม่ผิดแน่สิ่งนี้คือใจความสําคัญของวิชา
“แล้วข้าจะฝึกมันได้เช่นไร?’’ ถึงจะรู้แล้วแต่เปาเฟิงไม่เคยฝึกวิชาอันใดนอกจากวิชาพื้นฐานมาก่อน ดังนั้นเขาจึงมิอาจรู้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้เขาจะสามารถ นํามันมาฝึกได้อย่างไร?
…
ดั่งเวลาที่ผัดผ่าน…
ขณะที่เปาเฟิงอยู่ภายในห้วงภวังค์ลึกลับและหาทางออกในการฝึกวิชา
ด้านเปาฉวนที่อยู่ด้านนอกก็ได้แต่มองแผ่นหลังของบุตรชาย และหวนระลึกถึงอดีต
กาลก่อนเขาเป็เพียงบุรุษที่ยึดถือในเส้นทางแห่งการฝึกตนทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ระหว่างออกท่องยุทธภพเขาก็ได้พานพบสตรีสามัญชนผู้หนึ่งเข้า และด้วยความที่นางเป็คนจิตใจดีมีเมตตาเขาก็ได้ตกหลุมรักนางและกลายเป็สามีภรรยากันในที่สุด
แน่นอนว่าตอนแรกทางราชวงศ์มิได้ยอมรับนักเท่าไหร่แต่ภายหลังเมื่อสตรีผู้นั้นได้เข้ามาภายในราชวงศ์ นางกลับกลายเป็คนที่ทุกคนชื่นชอบ และยกย่องเหตุนี้เองเมื่อนางให้กําเนิดบุตรชายออกมา
แม้บุตรชายจะมีเพียงพร์ระดับตํ่าทว่าก็มิมีใครคาดโทษนางเลย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อนางสิ้นลม ทุกคนกลับรู้สึกโศกเศร้าจึงได้แต่หวังว่าจะอุทิศตนให้แก่บุตรชายของนาง แม้จะต้องถวายชีวิตก็ตาม
และก็ดั่งที่ทุกคนคาดเมื่อบุตรชายของนางเติบโต แม้จะไร้ซึ่งพร์ในการฝึกตนทว่าด้วยความปราดเปรื่องด้านกลศึก และการผูกมิตรเขาก็กลายเป็ที่ยอมรับอย่างแท้จริง
ดั่งมารดาของเขา...ฉินหลิงซี!
“หลิงซีในที่สุดเฟิงเอ๋อร์ลูกของพวกเราก็ได้เติบโตขึ้นไปอีกขั้นแล้ว...’’แววตาของเปาฉวนใสกระจ่างราวกับจะเอ่อทะลักนํ้าตาออกมาได้ทุกเมื่อกล่าวได้ว่าหลังจากที่เขาทราบข่าวว่าบุตรชายของเขาสามารถเอาชนะเฉินเมิ่งิผู้เป็ถึงครึ่งก้าวััชีวิตลงได้เขาก็รู้เลยว่าชะตาของบุตรชายนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว
เส้นทางแห่งการฝึกตนที่ไม่อาจก้าวเดิน...ได้ถูกทลายให้หายสิ้น!
และนั่นเป็สิ่งที่บุตรชายของเขาปรารถนาจะทําั้แ่ลืมตาดูโลก!
เปาฉวนจึงรู้สึกยินดีกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้มากนักดังนั้นเขาจึงได้ส่งมอบมรดกแห่งเส้นทางการฝึกตน ให้แก่บุตรชายโดยหวังว่าตัวบุตรชายจะยิ่งใหญ่ และพิชิตทั่วหล้าดั่งเทพาแห่งนภาคราม!
หนึ่งก้านธูปผ่านไป…
เปาฉวนก็กลับมามีท่าทีสงบเช่นเดิมอีกครั้งก่อนถอนหายใจยาว
“แม้ชะตาของเฟิงเอ๋อร์จะได้เปลี่ยนไปแล้วแต่วิชามวยอ่อนโปเทียนนั้นไม่ใช่อะไรง่ายๆที่สามารถหยั่งถึงต่อให้เป็ข้าก็ต้องใช้เวลานานนับปีกว่าจะเริ่มััได้ถึงคลื่น์ภายในแท่นศิลา มิเพียงเท่านั้นตามที่ท่านบรรพบุรุษเคยกล่าว สิ่งนี้มิอาจชี้แนะให้กันได้มีเพียงต้องค้นหาวิธีฝึกฝนด้วยตัวเองจึงจะสําเร็จ ดังนั้นคงได้แต่หวังว่าเขาสามารถที่จะหามันได้…’’
ยามที่หยดเืลงแท่นศิลานั่นก็หมายความแล้วว่าประตูแห่ง์ได้เปิดออก มีเพียงความคิดลึกลํ้าเท่านั้นจึงจะสามารถมองเห็นความลึกลับของมันได้
สําคัญเลยคือตลอดที่ผ่านมามีเพียงบรรพบุรุษของราชวงศ์เปาเท่านั้นที่สามารถค้นหามันได้ด้วยเวลาเพียงอันสั้นถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าเขามีปัญญาลึกลํ้ายากหยั่งถึงแต่เป็เพราะปรมาจารย์โปเทียนผู้สรรสร้างแท่นศิลาโปเทียนต่างหากเกรงว่าถ้าไม่มีคนผู้นี้ช่วยชี้แนะ ก็คงยากที่จะมีผู้ใดค้นพบวิธีฝึกฝนด้วยเวลาอันสั้น
ครึ่งปี!
นี่เป็เวลาอันสั้นที่บรรพบุรุษราชวงศ์เปาเคยทําเอาไว้!
เปาฉวนจึงอดกังวลแทนบุตรชายของเขาไม่ได้เพราะหากเทียบเื่พร์แล้วมีเพียงเขาและท่านบรรพบุรุษเท่านั้นที่อยู่ในระดับสูง นอกนั้นล้วนเป็ระดับกลางแทบทั้งสิ้นซึ่งบุตรชายเขาที่มีพร์เพียงระดับตํ่าการจะค้นหามันได้คงต้องใช้เวลายาวนานมากกว่าใครอย่างแน่นอน
เหตุที่เปาฉวนคิดเช่นนั้นเป็เพราะตัวเขาหลังจากที่ััได้ถึงคลื่น์เขาก็ยังต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปีในการค้นพบวิธีฝึก ดังนั้นเขาย่อมมองว่าบุตรชายของเขาที่มีพร์เพียงระดับตํ่าจะต้องเผชิญหน้ากับความยากลําบากที่ยาวนาน
มิเช่นนั้นจะเป็อันใดได้?
…
หนึ่งชั่วยามต่อมา…
กระจ่างแล้ว!
ในที่สุดเปาเฟิงที่อยู่ในสภาวะ‘ตื่นรู้’ ก็ค้นพบถึงวิธีฝึกฝนวิชามวยอ่อนโปเทียนในที่สุด
ยามนี้มุมปากของเด็กหนุ่มจึงยกยิ้มขึ้นเป็ความพึงพอใจมากที่สุดั้แ่เขาข้ามโลกมาก็ว่าได้
เหตุนี้เองเขาจึงตัดสินใจที่จะออกจากห้วงภวังค์ลึกลับนี้โดยทันที
“เฟิงเอ๋อร์เ้ายอมแพ้แล้วรึ?’’ด้านเปาฉวนที่เห็นบุตรชายออกมาไวเกินคาด ก็หัวเราะถามอย่างอบอุ่นเขาไม่ได้รู้สึกอะไรเกี่ยวกับเื่นี้มากนักดังนั้นการที่บุตรชายของเขาจะเลิกพยายามไปก่อน จึงเป็สิ่งที่คาด
แน่นอนว่าเปาเฟิงมิอาจบอกได้ว่านอกจากเขาจะััถึงคลื่น์ได้แล้ว เขายังค้นพบวิธีฝึกฝนของมันอีกด้วยอีกอย่างแม้เขาจะบอกไป พ่อของเขาก็คงมิเชื่อ เขาจึงทําเพียงแค่ยิ้มบาง“วิชานี้ยากจะหยั่งถึงเกินไป ข้าต้องรบกวนท่านพ่อช่วยชี้แนะแล้ว’’
ราวกับรู้ว่าบุตรชายจะกล่าวสิ่งนี้มาก่อนแล้วเปาฉวนหัวเราะแห้งพลางส่ายหัวด้วยความรู้สึกผิด “เฟิงเอ๋อร์วิชานี้แม้จะเป็พ่อก็มิอาจจะชี้แนะเ้าได้เป็ว่าคืนนี้เ้าลองเข้ารับชมการประลองในงานชุมนุมยอดยุทธรุ่นเยาว์แห่งนภาครามแล้วค่อยกลับมาฝึกฝนต่อเป็อย่างไร? บางทีมันอาจสามารถช่วยเ้าได้...’’
ได้ยินเปาเฟิงก็พยักหน้าเห็นด้วยและส่ายหัวในเวลาเดียวกัน ทว่าแววตาแน่วแน่ของเขาก็ต้องทําเอาผู้เป็บิดาสั่นสะท้าน
“งานชุมนุมยอดยุทธรุ่นเยาว์แห่งนภาคราม? ข้าต้องไปรับชมมันอย่างแน่นอนถึงจะอย่างนั้นข้าก็มิคิดที่จะเสียเวลาไปโดยใช้เหตุ ทุกๆลมหายใจล้วนมีค่าดังนั้นแม้วิชาโปเทียนนี้จะยากหยั่งถึงเพียงใด ข้าก็จะพยายามให้ถึงที่สุด!’’
เปาฉวนที่นึกว่าบุตรชายยอมแพ้ไปแล้วก็สั่นสะท้านไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ดี!สมแล้วที่เ้าเป็ลูกของข้า!’’
กล่าวจบเขาพลันหมุนตัวเดินจากไปในทันที
“เอาล่ะงานชุมนุมยอดยุทธรุ่นเยาว์แห่งนภาครามจะเริ่มในคืนนี้ การรับชมมันย่อมเป็ประโยชน์แก่ข้าอย่างแน่นอนดังนั้นก็ต้องมาดูกันแล้วว่าข้าจะสามารถไปถึงขีดขั้นใดของวิชานี้ได้’’
เปาเฟิงที่เห็นว่าพ่อของเขาจากไปแล้วเขาก็หันหน้าเข้าสู่แท่นศิลาโปเทียนอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่ามันในเวลานี้ได้กลับเป็เหมือนเดิมแล้วและไม่ปรากฏร่องรอยของความเสียหายใดๆแม้แต่น้อย
เช่นนั้นเองแววตาของเด็กหนุ่มก็เปล่งประกาย ดูเหมือนสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้จะถูกต้อง
ลมหายใจต่อมา…
สติของเด็กหนุ่มก็ได้ถูกนําพาเข้าสู่ห้วงภวังค์ลึกลับอีกครั้งโดยที่มีสภาวะตื่นรู้เป็ตัวชักนํา กลับกันในครั้งนี้นอกจากจะเข้าสู่ห้วงภวังค์ลึกลับด้วยตัวเองแล้วเขายังสามารถที่จะทําสิ่งต่างๆที่โลกภายนอกโดยราวกับมิได้เข้าภวังค์ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงสามารถทําสิ่งต่างๆในสองโลกพร้อมกันได้
พริบตาเพียงหนึ่งความคิด โลกทั้งสองก็ราวกับเชื่อมโยงกันโดยมีร่างของเด็กหนุ่มเคลื่อนไหวออกไปอย่างพร้อมเพรียงก่อนวางฝ่ามือลงไปบนแท่นศิลาด้วยความแ่เบา
ซูม!
ทันใดนั้นเองราวกับว่าทุกอย่างตรงตามเงื่อนไขแท่นศิลาโปเทียนทั้งสองโลกได้เกิดการตอบสนองอย่างรุนแรง
คลืน!คลืน! คลืน!
มันสั่นไหวอย่างบ้าคลั่งราวกับจะทลายทุกสิ่งให้พินาศย่อยยับ
ขณะเดียวกันหัวใจแห่งการฝึกตนของเด็กหนุ่มก็ตอบสนองกลับไป
ฟ้าดินให้กําเนิด!สรรพชีวิตถูกเชื่อมต่อ! นําพามาซึ่งคลื่น์!
แก่นแท้แห่งโปเทียน…
คลื่น์ทลายทุกสิ่ง!