ตอนที่ 4 : การพบกันครั้งที่สอง
เสียงเครื่องปรินต์ดัง ครืด… ครืด… ต่อเนื่องในห้องทำงานเล็ก ๆ ของสำนักพิมพ์ที่หนิงเช่าไว้
“เจ เอาอันนี้เรียงตามตอนให้พี่หน่อย”
หนิงพูดพร้อมยื่นปึกกระดาษปรู๊ฟหนาเตอะให้
“ได้ค่ะ” เจรับมาแล้วนั่งแปะลงบนเก้าอี้ทันที เธอเพิ่งเลิกงานออฟฟิศแล้วบึ่งรถไฟฟ้าตรงมาที่นี่เลย สภาพเสื้อเชิ้ตยังยับเล็กน้อยจากการเบียดเสียดกับฝูงชนในชั่วโมงเร่งด่วน แต่ใบหน้ากลับดูมีชีวิตชีวากว่าตอนนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็ไหนๆ
“นี่คือนิยายที่พี่บอกเหรอคะ” เจถามพลางกวาดสายตาดูหน้าแรก
“อือ เื่ที่พี่เล่าให้ฟังไง ดังมากในเว็บ คนอ่านทวงเล่มยิกๆ”
เจพยักหน้ารัวๆ “นักเขียนคนนี้เก่งจังนะคะ เขียนดีมาก... หนูก็เพิ่งอ่านรวดเดียวจบเมื่อคืนนี้เอง”
หนิงยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “เดี๋ยวก็รู้”
เจขมวดคิ้ว “รู้อะไรคะพี่”
กริ๊ก... เสียงเปิดประตูเบา ๆ ดึงความสนใจของเจไป เธอเงยหน้าขึ้น แล้วก็ชะงักกึก ‘ปราณ’ ผู้หญิงผมบ๊อบเรียบกริบสวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีครีมที่ดูนุ่มลื่น กางเกงผ้าสีเข้มพอดีตัว ถือแฟ้มบาง ๆ เดินเข้ามาเงียบ ๆ ท่าทีสง่างามเหมือนหลุดมาจากแค็ตตาล็อกแฟชั่น
(เจคิด: ห๊ะ... โลกกลมไปหรือเปล่า)
“มาแล้วเหรอ” หนิงทักทายคนมาใหม่
ปราณพยักหน้า ก่อนที่สายตาเรียบเฉยนั้นจะเลื่อนมาสบตาเจ
“เอ่อ... สวัสดีค่ะ” เจยิ้มกว้างทันที รอยยิ้มสว่างไสวระดับสิบ
“สวัสดี”
ปราณตอบเสียงเรียบเหมือนเดิม แต่สายตาหยุดอยู่ที่รอยยิ้มนั้นนานกว่าปกติเล็กน้อย
เจหัวเราะเบา ๆ เกาแก้มแก้เก้อ “โลกเล็กกว่าที่คิดจริง ๆ ด้วยนะคะ”
ปราณมองเธอ พยักหน้าเบาๆ “อืม”
หนิงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ปราณ “นี่เลย์เอาต์ปกคร่าว ๆ พี่กราฟิกเพิ่งส่งมา”
ปราณรับไปดูเงียบ ๆ ท่าทางเปลี่ยนเป็โหมดจริงจังทันที
เจอาศัยจังหวะนั้นขยับเก้าอี้ไปกระซิบกับหนิง “พี่…เขามาทำงานด้วยเหรอ”
หนิงยิ้มขำ “เขาเป็คนเขียน”
เจหยุดหายใจไปครึ่งจังหวะ
“หา…?!”
เธออุทานเสียงหลง จนปราณเงยหน้าขึ้นมามอง เจหันขวับไปมองหน้าผู้หญิงหน้านิ่งสลับกับกระดาษต้นฉบับในมือ
“พี่…คือคนเขียนเื่นี้เหรอคะ”
ปราณเงยหน้าขึ้น สบตาตรงๆ “ใช่”
เจอ้าปากค้าง “หนู…เพิ่งอ่านเมื่อคืนเลยค่ะ โห... นึกไม่ถึงเลย”
หนิงหัวเราะร่วน “บอกแล้วว่าเดี๋ยวก็รู้”
เจรีบพูดรัว เรดาร์ความติ่งเริ่มทำงาน “พี่เขียนดีมากเลยค่ะ แบบ…อ่านแล้วมันรู้สึกจริงมาก เหมือนเข้าไปนั่งอยู่ในหัวตัวละครเลย”
ปราณนิ่งไปเล็กน้อย ริมฝีปากที่เคยมุบมิบเปลี่ยนเป็ขยับเบาๆ
“ขอบคุณ” เสียงเบากว่าปกติ และถ้าเจไม่ได้ตาฝาด เธอเหมือนเห็นริ้วสีแดงจางๆ พาดผ่านแก้มของคนหน้านิ่ง ก่อนที่เ้าตัวจะรีบก้มลงไปจ้องเลย์เอาต์ปกและภาพโปรโมทตามเดิม
เวลาผ่านไป บรรยากาศในห้องทำงานมีเพียงเสียงพลิกกระดาษและเสียงแอร์คอนดิชันเนอร์ ทั้งสามคนทำงานไปเรื่อย ๆ เจจัดเรียงต้นฉบับอย่างคล่องมือ สายตากวาดไปตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษ
“พี่หนิงคะ ถ้าทำเล่มแบ่งสามพาร์ทแบบชัดๆ เลย ดีไหมคะ” จู่ๆ เจก็โพล่งขึ้นมา
หนิงหันมามองขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะ”
“โครงเื่มันเหมือนสาม่ชีวิตของตัวเอกเลยค่ะ พาร์ทแรกคือการแตกสลาย พาร์ทสองคือการเยียวยา และพาร์ทสามคือการเริ่มต้นใหม่ ถ้าจัดเลย์เอาต์ให้แต่ละพาร์ทมีมู้ดโทนต่างกันนิดหน่อย น่าจะกระแทกใจคนอ่านมากกว่านะคะ”
ปราณเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มทันที เธอมองเจด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“ดี” เธอพูดสั้น ๆ
เจยิ้มกว้าง หันไปถามเพื่อความแน่ใจ “จริงเหรอคะ หนูไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม”
“อืม ตามนั้น”
หนิงกระซิบข้างหูเจ “ผ่านการอนุมัติจากเ้าของเื่แล้วนะ งานนี้แกได้หน้าเต็มๆ”
เจหัวเราะคิกคัก ภูมิใจจนแทบจะยืดอก
ค่ำลงแล้ว งานเริ่มซาลง หนิงรีบเก็บของลงกระเป๋าอย่างลุกลี้ลุกลน
“ตายแล้ว ฉันต้องรีบไปรับลูกที่เรียนพิเศษ เลทมาครึ่งชั่วโมงแล้ว!”
เจเงยหน้าจากกองกระดาษ “อ้าว งั้นเดี๋ยวหนูช่วยเก็บกวาดที่เหลือต่อให้ค่ะ พี่หนิงไปเถอะ”
“ฝากดูปราณด้วยนะ อย่าให้แอบขโมยต้นฉบับกลับไปแก้ล่ะ” หนิงพูดติดตลก
เจพยักหน้าขึงขัง “รับทราบค่ะ!”
หนิงเดินจ้ำอ้าวออกไป ห้องเงียบลงทันที เหลือเพียงเสียงพลิกกระดาษปรู๊ฟของคนสองคน ความเงียบเริ่มทำงาน เจทนไม่ไหว ต้องเป็ฝ่ายทำลายมันก่อน
“พี่เขียนเื่นี้จากชีวิตจริงเหรอคะ”
ปราณพลิกกระดาษหน้าต่อไป “บางส่วน”
“มัน…เหมือนมีคนจริง ๆ ซ่อนอยู่ในนั้นเลยค่ะ โดยเฉพาะคาแรคเตอร์ที่ชอบพูดจาแทงใจดำคนอื่นเนี่ย” เจพูดกลั้วหัวเราะ
ปราณหยุดมือ เงยหน้ามองเจ ั์ตาสีเข้มวาววับขึ้นมาแวบหนึ่ง “มีสิ”
เจยิ้มแซว “แฟนเก่าเหรอคะ”
ปราณยังคงมองเจ ไม่หลบตา “บางคนก็ใช่... บางคนก็ยังไม่ใช่”
เจหัวเราะร่วน “งั้นหนูต้องระวังตัวแล้วสิคะ ขืนพูดมากเดี๋ยวโดนพี่จับไปเขียนลงในเื่หน้าแน่ๆ”
ปราณตอบเสียงเรียบ แต่จังหวะการพูดกลับเชื่องช้าลง
“เธอ... อาจจะ”
เจชะงัก รอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า
“หา?”
ปราณก้มลงไปดูต้นฉบับต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้เจยืนเอ๋อ หัวใจเต้นแรงขึ้นมาดื้อๆ หน้าเริ่มร้อนผ่าว
(เจคิด: เมื่อกี้... จีบหรือขู่? เอาดีๆ ดิ๊!)
ขณะที่เจกำลังสับสนกับชีวิต โทรศัพท์ของปราณก็สั่นครืดคราดขึ้นมา เธอหยิบมันขึ้นมารับสาย
“ค่ะ”
ปลายสายพูดเจื้อยแจ้วอยู่นาน ปราณเพียงแค่ฟังเงียบๆ มีจังหวะขมวดคิ้วเล็กน้อย “อืม…ส่งมาให้ดูได้ค่ะ แต่ไม่รับปากนะ”
เธอวางสาย ถอนหายใจเบาๆ เจเอียงคอถามด้วยความอยากรู้
“งานเหรอคะ”
“อาฉันน่ะ”
“คะ?”
“เขาเป็ผู้กำกับหนัง” ปราณตอบเนือยๆ
เจตาโตเป็ไข่ห่าน “จริงดิ! ผู้กำกับหนัง! เท่โคตร!”
ปราณเกือบจะหลุดขำ กับท่าทางโอเวอร์ของเด็กสาว “เขาจะส่งบทมาให้ดู”
“แล้วยังไงต่อคะ?”
“เขาอยากให้ฉันทำเพลงประกอบหนังเื่ใหม่”
เจยิ้มกว้างจนตาหยี “โห อย่างเท่! พี่รับเลยค่ะ หนูอยากฟัง!”
ปราณกลับนิ่งไป “ยังไม่รู้เลยว่าจะรับไหม”
“อ้าว ทำไมล่ะคะ งานใหญ่เลยนะ”
“ต้องอ่านบทก่อน” ปราณอธิบายสั้นๆ
เจพยักหน้าหงึกหงักเข้าใจ “นั่นสินะ... พี่เป็พวกต้องอินกับฟีลลิ่งของงานก่อนใช่ไหมคะ ถ้าไม่อินก็ทำไม่ได้”
ปราณมองเจด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
“ใช่”
เจยิ้มบางๆ “หนูเข้าใจนะ ศิลปินก็งี้แหละ”
เจไม่รู้เลยว่า ประโยคเรียบง่ายนั้น…กลับสะกิดใจปราณอย่างจัง
ก่อนกลับ ทั้งคู่เดินออกจากตึกพร้อมกัน อากาศยามกลางคืนของกรุงเทพฯ เย็นลงเล็กน้อย มีลมพัดเอื่อยๆ
“หนูลงไปชั้น1 พี่ล่ะ?”
“ขึ้น”
“พรุ่งนี้พี่จะเข้ามาที่นี่อีกไหมคะ” เจถามขณะยืนรอลิฟต์
“อาจจะ” ปราณตอบตามสไตล์
“งั้น…ไว้เจอกันนะคะ”
“อืม”
ลิฟต์มาถึงพอดี เจก้าวเข้าไปก่อน เธอแตะคีย์การ์ดแล้วหันกลับมามองคนที่ยืนรอลิฟต์อีกตัว “ดีใจนะคะที่ได้เจอพี่อีก” เจพูดพร้อมรอยยิ้มจริงใจ
ปราณมองเธอนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะขยับริมฝีปากเบาๆ
“ฉันก็…เหมือนกัน”
คำตอบนั้นเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ แต่เจกลับได้ยินมันชัดเจนทะลุเสียงแอร์ในลิฟต์
ประตูลิฟต์ปิดลง ทิ้งให้เจยืนยิ้มกริ่มอยู่คนเดียว และนี่คือครั้งแรก ที่เจเริ่มรู้สึกว่า... การที่ผู้หญิงหน้านิ่งคนนั้นโผล่เข้ามาในวงโคจรชีวิตของเธอ มันอาจจะไม่ใช่แค่เื่บังเอิญอีกต่อไปแล้ว
จบตอน