หลายสิบปีแล้วที่เมดดี้ย้ายมาอยู่ San Francisco กว่าจะหาแหล่งลงหลักปักฐานได้นั้นไม่ง่ายเลย เธออยากอยู่ในที่ที่บ้านเมืองสวยงาม สงบ ผู้คนเป็มิตร และรู้สึกว่า ณ ที่แห่งนั้นต้อนรับให้เธออยู่
เอ… ซานฟรานก็ไม่ค่อยสงบเท่าไรนะ แต่ช่างเถอะ แค่มี Breadbelly ให้นั่งจิบกาแฟก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้วล่ะ
สามหมื่นหกพันกว่าวันที่ติดแหงกอยู่กับความเดียวดาย เมดดี้หอบเศษซากความเสียใจเดินทางไปทั่ว จนสุดท้ายก็ได้พบสักที ความรู้สึกที่เรียกว่าบ้าน ที่ที่มีคนกล้ากางแขนโอบกอดเธอ “โอลิเวียและนิโคลัส” เปรียบเสมือนฮีทเตอร์คอยแบ่งปันความอบอุ่นในเวลาที่ถูกอากาศหนาวเล่นงาน
“อ้า สดชื่นจัง” ร่างระหงสูดหายใจลึกสุดปอด
วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศดีใช้ได้เลยล่ะ ร่างระหงเดินทอดน่องไปรอบเมือง เป็การยืดเส้นยืดสายยามเย็น อากาศวันนี้สดชื่นกว่าวันก่อน คงเป็เพราะซุสี้เีสั่งให้ฝนตก หรือไม่ก็เป็เพราะอาธีน่ากลับโอลิมปัสไปแล้ว
“Good Afternoon, I love your hair!” วัยรุ่นหนุ่มคนหนึ่งะโทักทายจากอีกฟากถนน ซึ่งไม่ห่างกันมาก
“Thanks, Have a good day!” เมดดี้จึงทักทายกลับไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เดินกินลมชมวิวไปอีกไม่เท่าไร การทักทายแสนเป็มิตรก็เกิดขึ้นอีก คราวนี้เป็หญิงเอเชียมีอายุท่าทางใจดี
“How are you doing? วันนี้แดดดีจังนะจ๊ะ”
“อ่าใช่ค่ะ เดินระวังๆ นะคะคุณยาย”
ซานฟรานซิสโก มีแต่ผู้คนน่ารักวนเวียนเข้ามาให้ผูกมิตร ส่วนใหญ่คนที่พักอาศัยอยู่ที่นี่โยกย้ายมาจากต่างถิ่น หลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายศาสนาปะปนกันไป แต่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
เรียกได้ว่าเมืองนี้เป็ส่วนผสมของชาวอเมริกันที่เกิดที่นี่และกลุ่มคนจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้มีเสน่ห์ของความหลากหลาย หยิบจับเอาวัฒนธรรมของประเทศอื่นมาผสมผสานกันจนกลายเป็เมืองที่มีสีสันดึงดูดใจ มากไปกว่านั้นคือ ที่นี่ให้เกียรติคนทุกเพศ ทุกสัญชาติเท่าเทียมกัน
ดูได้จากร้านทำเล็บตรงนั้นที่มีธงสีรุ้งประดับเด่นหรา “all genders welcome” เพราะสมัยนี้น่ะ ไม่ใช่แค่ผู้หญิงมานั่งทำเล็บอีกแล้ว
เมดดี้ก้าวเท้าไปเรื่อยบนถนนวอชิงตัน สายลมเอื่อยพัดผมปลิวไสว เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีผู้คนที่เดินผ่านไปมาหลุดชมว่าสวยตลอดทาง ใบหน้าสมบูรณ์แบบพร้อมเส้นผมสีบลอนด์เป็ประกายระยิบระยับยามต้องแสงอาทิตย์ เหมือนมีสปอตไลท์ส่องตลอดเวลา ไม่ต้องเรียกร้องใดๆ ผู้คนก็อยากมอบความสนใจให้
“Oh gosh she’ s so gorgeous, did she fall from the sky??” หน้าร้านอาหารฝรั่งเศสที่เมดดี้เดินผ่าน มีผู้หญิงวัยทำงานในมือถือแก้วเบียร์หันไปพูดกับเพื่อนสาวเสียงดังอย่างไม่กลัวใครได้ยิน
“I don’t know but she looks so perfect.” เมดดี้หูดีกว่าที่ทุกคนคิด ถึงแม้ว่าจะเดินเลยไปแล้ว เธอยังสามารถหมุนตัวหันมายิ้มกริ่มยักคิ้วให้สองสาวหน้าร้านอาหารกรีดร้องได้ “Damn! She’s killing me!”
เมดดี้คนสวยที่สุดในย่านเดินข้ามทางม้าลายไปอย่างอารมณ์ดี เธอปรายตาสำรวจชุดจ็อกกิ้งสีเทาแบรนด์สามขีดที่สวมใส่มาวันนี้ “เอ๋ ก็ปกตินี่นา” รองเท้าก็ผ้าใบธรรมดาทำไมถึงดึงดูดสองสาวตรงนั้นได้ละนั่น เธอสะบัดหัวไล่ความงงแล้วมุ่งหน้าสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตตามแพลนเดิม
.
.
.
“ถุงเท้าแอเรียล สมุดระบายสีของลิลลี่ ยาลดกรดของนิค เอ.. ขาดอะไรอีกนะ…”
เมดดี้ทอดน่องไปตามเชลฟ์ขายสินค้า “อ๋อ ขนมเ้ามูสนี่เอง ถ้าลืมละโดนงอนแน่เลย แมวดำเขาว่าง้อยากเสียด้วย เอาห่อใหญ่เลยแล้วกัน” เธองึมงำถามเองตอบเอง เป็แบบนี้จนชิน
“รับถุงด้วยไหมครับ?”
พนักงานคิดเงินสอบถามตามแพทเทิร์น เมดดี้จึงส่ายหน้าเป็คำตอบ แล้วหยิบถุงช้อปปิ้งที่พับใส่เสื้อกันหนาวเอาไว้คลี่ออกมาใส่ของ ถุงบางไม่กี่มิลลิเมตรแต่กลับบรรจุของทั้งหมดได้นี่น่าทึ่งชะมัด
“ทั้งหมด 125 ดอลลาห์ มีบัตรสมาชิกไหมครับ?”
“นี่ค่ะ” เมดดี้ยื่นบัตรเครดิตพรีเมี่ยมสีทองให้
“ขอบคุณครับ ขอให้มีวันที่ดีนะครับ”
“เช่นกันค่ะ”
ปกตินิคจะเป็คนออกมาซื้อของเข้าบ้านให้ แต่อายุเขามากแล้ว อันไหนที่เมดดี้ทำเองได้ก็อยากจะทำ เื่ใช้แรงงานเธอทำได้สบายมาก แต่ถ้าเป็เื่ในครัวล่ะขอบาย แค่โกโก้ร้อนแก้วเดียวยังชงให้อร่อยไม่ได้เลย ขนาดลิลลี่ยังบ่นใส่ คงมีเื่อาหารการกินนี่แหละที่ยังต้องพึ่งฝีมือนิโคลัสอยู่
“อ้าว ฟ้ามืดแล้วหรอเนี้ย…”
อุณหภูมิยามค่ำคืนลดฉับพลัน เสื้อกันหนาวตัวบางที่เมดดี้เลือกใส่เกือบจะอุ่นไม่พอ เธอรูดซิบจนสุดคอป้องกันไม่ให้ลมเย็นะเืเข้ามาปะทะกาย จัดแจงเสื้อผ้า กำถุงช้อปปิ้งในมือจนเข้าที่แล้วเริ่มเดินกลับบ้าน
ซานฟรานซิสโกในตอนกลางวันจะให้ความรู้สึกเป็มิตร แต่กับตอนกลางคืนนั้นต้องระมัดระวัง บางสถานที่ก็หาความไว้ใจไม่ได้เลย โฮมเลส มิจฉาชีพ คนเมา คลาคล่ำไปทั่ว
เมดดี้เดินออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตได้ไม่ไกลมาก ทางเดินก็เริ่มมืด แสงสว่างจากหลอดไฟจะมีให้แค่่มุมถนนเท่านั้น เมดดี้คุ้นชินกับที่ทางแถวนี้จึงไม่รู้สึกว่าน่ากลัว ทางเรียบสลับกับขึ้นเนินเดินอีกไม่ไกลก็ถึงบ้าน
“อ๊ะ!”
“เฮ้มาดาม อยู่เงียบๆ” ของแหลมชนิดหนึ่งถูกจี้อยู่ที่เอว แรงกดบ่งชี้หากขยับเพียงน้อยนิด ความคมของมันอาจกรีดลึกลงบนผิว “จะไม่ทำร้าย ถ้าทำตามที่บอก” เสียงทุ้มแหบของชายหนุ่มพ่นออกมาพร้อมแอลกอฮอล์ฉุนกึก
“้าอะไรพูดมา” หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายไม่ได้มีความเกรงกลัวสักนิด เธอหันหน้าเผชิญทันทีที่ถูกผลักเข้าไปยังมุมอับข้างตึก ใบหน้าหมองคล้ำของโจรต๊อกต๋อยเผยความงุนงง
“เงิน เงินน่ะเอามาให้หมด!” ชายร่างใหญ่สูงกว่าเธอหลายคืบ ปรี่เข้ามาประชิดตัวเพื่อค้นหาของมีค่าตามร่างกาย บังอาจใช้มือสกปรกแตะต้องเมดดี้อย่างเสียมารยาท จนเ้าของร่างขมวดคิ้วด้วยอารมณ์คุกรุ่น
“ไม่รู้หรอว่าสมัยนี้เขาไม่พกเงินสดกันแล้ว”
“อย่ามาตุกติกว่ะ ซ่อนไว้ตรงไหนเอามาเดี๋ยวนี้”
“พูดจาไม่รู้เื่หรือไง มีแต่ขนมแมวจะเอาไหม? มีทั้งแบบเหลวและแบบเม็ด เอาแบบเหลวไหมล่ะจะได้ลื่นคอหน่อย”
โจรร่างใหญ่ปัดถุงช้อปปิ้งที่เมดดี้ยื่นให้กระเด็นไปไกล พลันนั้นก็สะบัดใบมีดแหลมคมออกมา ตรงดิ่งเข้ามาบีบลำคอสุดแรง แล้วเอามือที่ว่างจี้ปลายใบมีดมาที่หน้าของเมดดี้ “ถ้าไม่อยากเสียโฉม ส่งของมีค่ามา” มนุษย์หน้าโง่ยังคงไม่ลดละ
“ก็เห็นอยู่ว่าทั้งตัวมีแต่ถุงช้อปปิ้ง ไอ้ งั่ ง!”
เมื่อการปล้นครั้งนี้ไม่เป็ไปตามที่หวัง แถมยังมีผู้หญิงกวนประสาท แม้จะเอามีดออกมาขู่ก็ไม่คิดเกรงกลัว เลยยิ่งกระตุ้นความฉุนเฉียวให้โจรกระจอกทำสิ่งเลวร้าย
มือหยาบหนากำมีดพกแน่น มันออกแรงวาดแขนเหวี่ยงเต็มกำลัง หันปลายมีดจ้วงเข้ามายังหน้าท้อง “what the fuck!!!” แต่กลับต้องใอย่างสุดขีดเมื่อแรงที่หวดไป เด้งออกอย่างรวดเร็ว มันออกแรงจ้วงแทงอีกหลายรอบแต่ไม่เป็ผล
“อะไรวะเนี้ย!!!”
โจรกระจอกมองหน้าเหยื่อในมือถึงกับขนหัวลุก ดวงตาคู่สวยแปรเปลี่ยนเป็สีดำเข้มมืดมิด ยิ่งมองยิ่งรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งกาย มือแสนสกปรกไร้เรี่ยวแรงจับใบมีดจนมันหล่นลงพื้น เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่กำลังกัดกิน บางสิ่งบางอย่างที่แสนอันตราย
“ไม่ มะ มไม่นะ ข อ ร้อ ..” การบังคับริมฝีปากเพื่อร้องขอชีวิตเป็ไปอย่างยากลำบาก เขารับรู้ได้ทันทีว่าลงมือปล้นผิดคน ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่แค่ยกมีดขึ้นมาขู่ก็ได้ของมีค่ามาง่ายๆ
มุมอับในซอกตึกกำลังจะกลายเป็วาระสุดท้ายที่ชายร่างใหญ่จะได้ใช้ลมหายใจ อำนาจมืดกำลังกลืนกินร่างกายไปทีละส่วน เสมือนมีแสงเลเซอร์กรีดผิวลากลึกถึงกระดูกชั้นใน เ็ป ทรมานปานจะขาดใจ นิ้วก้อยมือข้างขวาค่อยๆ แข็งเหมือนก้อนหิน และหักลงต่อหน้า
น้ำตาของลูกผู้ชายไหลพรากด้วยความกลัว กรีดร้องขอความช่วยเหลือจนสุดเสียงแต่ก็ไม่มีเสียงออกมาสักแอะ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!!”
กุลนิดาวิ่งพรวดพราดเขามาผลักโจรร่างใหญ่ให้ออกห่างจากผู้เคราะห์ร้าย “คุณเมดดี้ เจ็บตรงไหนไหมคะ?” สาวร่างบางกำลังหันไปหวดแข้งใส่ แต่โจรกระจอกได้สติพอดี จึงรีบพาตัวเองหอบนิ้วที่ยังเหลือวิ่งหนีจากตรงนี้
“คุณเมดดี้ โอ้ไม่นะ รอยช้ำนั่น!” กุลนิดาประคองใบหน้ามอมแมมพลิกไปมาเพื่อดูว่าเมดดี้เจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า ผิวสวยๆ ไม่คู่ควรกับรอยม่วงช้ำสักนิด และนั่นดูเจ็บมากพอควร
หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายสูดหายใจลึกกะพริบตาถี่ปรับอารมณ์ให้กลับมายังปัจจุบัน กลิ่นอายความกลัวและความตายมันเคยเป็สิ่งยั่วยวนให้เธอเพลี้ยงพล้ำ เกือบไปแล้ว เธอเกือบหยิบมันออกมาใช้ปกป้องตัวเองอีกครั้ง
เมดดี้ได้สติพร้อมๆ กับมองเห็นใบหน้าแสนเป็ห่วงที่ห่างกันอยู่แค่คืบ แววตาไร้เดียงสาปราศจากพิษภัย มืออุ่นประคองแก้มอย่างทะนุถนอมราวกับว่าถ้าออกแรงอีกนิด ตัวเธอจะบุบสลาย เธอไม่ได้ััความใจดีเช่นนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันโอเค”
“จะโอเคได้ไงคะ ไปโรงพยาบาลกันค่ะ ให้หมอตรวจดูก่อน ข้างนอกช้ำขนาดนี้ ข้างในจะขนาดไหน”
นั่นสินะ รอยช้ำข้างในเมื่อไรจะหาย ทำไมต้องเป็เธอทุกครั้งที่ถูกกระทำ หรือ์ขีดเขียนมาให้แล้วว่าชีวิตนี้เธอต้องพบเจอแต่คนที่คอยปองร้ายไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ
“แล้วคุณมาช่วยฉันได้ไงคะ?”
“อ่า ถุงเท้าแอเรียลน่ะค่ะ คุณลืมไว้ที่เคาน์เตอร์คิดเงิน ฉันจ่ายเงินอยู่ใกล้ๆ เลยอาสาเอามาให้”
“ขอบคุณมากนะคะที่มาช่วยฉันไว้”
“งั้นช่วยตอบแทนคนที่มาช่วยคุณ ด้วยการไปหาหมอได้ไหมคะ? นะคะไปด้วยกัน”
กุลนิดา จับข้อมือเบาๆ รอแค่เมดดี้พยักหน้าตกลง เธอก็พร้อมจับจูงไปหาหมอทันที รอยช้ำใหญ่เบ้อเริ่มขนาดนั้น จะปล่อยให้หายไปเองโดยไม่ตรวจเช็กให้ดีได้อย่างไร
เมดดี้แข็งแกร่งเสมอเมื่อโดนคนเอาเปรียบ แต่ถ้าเป็คนที่แสนดีกับเธอล่ะก็ เธอแพ้ราบคาบ แพ้ั้แ่เห็นแววตาแสนเป็ห่วง เธอยอมให้กุลนิดาหอบหิ้วถุงช้อปปิ้งและจูงแขนมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
อันที่จริง อาจเป็เพราะลึกๆ แล้ว เธอโหยหาคนที่กล้ามอบความห่วงใยโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากร้องขอ เมื่อมีคนวางสิ่งนี้ใส่มือ เธอจึงไม่อยากปฏิเสธ คงเหมือนกับกรณีของนิโคลัสและโอลิเวีย ที่แม้จะรู้ความจริงว่าตัวเธอสกปรกเพียงใด ก็ยังยินดีมอบมิตรภาพที่ดีให้เสมอ
“หาหมอที่อเมริกาแพงนะคะ” เมดดี้เอ่ยทำลายความเงียบ
“กุลรู้ค่ะ แต่ว่าชีวิตคุณ สำคัญกว่าเงินตั้งเยอะนี่คะ… ถ้าคุณมีไม่พอเดี๋ยวกุลออกให้ก่อนก็ได้ค่ะ”
เมดดี้เผลอะเิขำจนคนข้างๆ ย่นคิ้วผูกโบ ก็จะไม่ขำได้อย่างไรล่ะ คนที่อยู่บนโลกมาเป็ศตวรรษอย่างเธอเนี้ยนะจะขัดสนเื่เงิน สมบัติเธอเยอะมาก แค่เอาสร้อยข้อมือคอนซ์เพิร์ลที่อาธีน่าเอามาให้ไปขาย ก็น่าจะได้เงินมากจนไม่รู้จะใช้อย่างไรให้หมดแล้วละมั้ง
“ฉันจ่ายเองได้ค่ะ แต่ขอบคุณนะคะที่เห็นชีวิตฉันมีค่ามากกว่าเงินกระดาษ”
สิ่งที่เมดดี้ขอบคุณไม่ใช่เื่ที่ช่วยเธอให้ปลอดภัยจากโจรเพียงอย่างเดียว แล้วก็ไม่ใช่ที่อาสาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ด้วย เพราะสิ่งที่มีความหมายมากกว่าเื่พวกนี้ก็คือ กุลนิดามาได้ทันเวลาพอดี ทันไม่ให้พลาดทำในสิ่งที่เธอเกลียดอีก
“ว่าแต่ชื่อคุณออกเสียงอย่างไรนะคะ คุนนิดา? ”
“กุล นิ ดา ค่ะ เรียกสั้นๆ ว่า กุล”
“คุ น นิ ดา? คุน?”
“เฮ้อ มันยากสินะคะ เรียก เค เฉยๆ ก็ได้ค่ะ”
“แล้ว เค มาจากไหนหรือคะ?”
“Kulnida ตัวย่อชื่อจริงค่ะ ให้เรียกง่ายๆ แค่ เค ก็พอ”
“อ๋อ คุนนิดา”
เอิ่ม หัวจะปวด กุลนิดาเริ่มเหนื่อยกับการสอนให้คนที่นี่เรียกชื่อตัวเองมาก ก็เข้าใจแหละว่าชื่อเธอมันออกเสียงยาก เลยต้องให้เรียกตัวย่อชื่อจริงแทน แต่ดูสิคุณคนข้างๆ อะนะ ยังจะรั้นพยายามเรียกชื่อเธอให้ถูกให้ได้
“เค คุน นิ ดา คุ่นนิดา เยส คุ๊นนิดา ใช่ไหมคะ”
“กุลนิดาค่ะ ไม่ใช่ คุ๊นนิดา” ร่างบางเริ่มกัดฟันกรอดๆ
“ก็ถูกแล้วนี่นา คุณนิดา” คุณเขาเอาความมั่นอกมั่นใจมาจากไหนเอ่ย ไม่ว่าจะพยายามออกเสียงกี่ครั้ง เปลี่ยนเสียงอีกกี่โทน มันก็ออกมาเหมือนเดิม
“ตามใจเลยค่ะ เอาที่คุณเมดดี้สะดวก”
“ได้ค่ะ เค แล้วคุณก็เรียกฉันแค่ เมดดี้ก็พอ”
สุดท้ายก็จบลงด้วยการเรียก เค โดยที่ไม่ต้องให้เ้าของชื่อมีน้ำโหขึ้นมาก่อน เมดดี้บทจะกวนก็กวนได้คันยุบยิบที่ใจเหลือเกิน ที่ breadbelly ก็หลายทีละเดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวขรึม จู่ๆ ก็ขี้เล่น ทำเอาตามอารมณ์ไม่ทัน แต่ก็เข้ากันดีล่ะนะกับมิสเตอร์ทีน่ะ
กุลนิดาชำเลืองมองดูข้อมือบางที่จับไว้หลวมๆ แล้วอมยิ้มกับตัวเอง เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ออกแรงบู๊ช่วยเหลือคนอื่น ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้านี้มาจากไหนเหมือนกัน ผู้ชายตัวใหญ่อย่างกับั์ แถมยังถือมีดตวัดไปมาอีก มานึกกลัวเอาตอนนี้ช้าไปหรือเปล่า
ก็ช่วยมาแล้วนี่นา คุณคนสวยตัวเล็กๆ …
#เมดูซ่าไม่ผิด
ตอนนี้มีสิบหน้า ไรต์เขียนชมเมดดี้ว่าสวยไปแล้วแปดหน้า
เอ้อ ความคลั่งรักนี้อะเนาะ
แต่คุณคนสวยเขาแอบโหดอยู่นะคะ โจรคนนั้นเกือบตัวแข็งเป็หินแล้ว