บทที่ 30 แต้มความชอบ +500
ในฐานะแพทย์เพียงคนเดียวในแผนกฉุกเฉินที่เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัด หลี่เหวินจวินจึงมีสถานะในแผนกฉุกเฉินเป็รองเพียงแค่ฟางเฮ่าหยางเท่านั้น เดิมทีฟางเฮ่าหยางเป็นักศึกษาดีเด่นด้านการปฐมพยาบาลฉุกเฉินที่จบจากต่างประเทศ และมีพื้นฐานจากแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เพราะกัวเหวินยวนได้ช่วยรักษาแม่ของเขาจนหายขาด เขาจึงเริ่มหันมาสนใจและศึกษาด้านแพทย์แผนจีนอย่างจริงจัง จนในเวลาเพียงสิบกว่าปี เขาก็ประสบความสำเร็จในด้านการแพทย์แผนจีนยิ่งกว่าแผนกศัลยกรรมเสียอีก
แต่หลี่เหวินจวินต่างออกไป เขาเป็คนที่มีรากฐานมาจากระดับชาวบ้านอย่างแท้จริง เขาไม่ได้มีวุฒิการศึกษาสูงนัก โดยเริ่มแรกจบเพียงชั้นมัธยมปลายเท่านั้น ต่อมาเขาจึงเข้าศึกษาต่อในการศึกษานอกระบบระดับอุดมศึกษาจนได้รับวุฒิปริญญาตรี และทุ่มเทศึกษาในด้านการผ่าตัดอย่างต่อเนื่องจนมีความเชี่ยวชาญ อาจกล่าวได้ว่าฝีมือของหลี่เหวินจวินนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 เลยแม้แต่น้อย
หลังจากหลี่เหวินจวินเริ่มมีชื่อเสียง โรงพยาบาลแผนปัจจุบันชื่อดังหลายแห่งต่างทุ่มเงินมหาศาลเพื่อดึงตัวเขาไปร่วมงาน แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอยู่ที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจว และดำรงตำแหน่งเป็เพียงรองหัวหน้าแผนกเท่านั้น
หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าทำไม? โรงพยาบาลเจียงจงมีดีอะไรนักหนา? ทำไมผู้คนมากมายถึงยอมปักหลักอยู่ที่นี่?
หากจะพูดถึงเื่นี้ คงต้องเอ่ยถึงบุคคลสำคัญอย่างกัวเหวินยวน ท่านเป็คนที่มีบารมีและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ มีความสามารถในการรักษาที่ยอดเยี่ยมจนมีมิตรสหายและลูกศิษย์อยู่ทั่วทุกสารทิศ สำหรับฟางเฮ่าหยางแล้ว กัวเหวินยวนคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตแม่ของเขา แต่สำหรับหลี่เหวินจวิน กัวเหวินยวนคือผู้ที่ให้โอกาสและมองเห็นคุณค่าในตัวเขา
ในวัยหนุ่ม หลี่เหวินจวินไม่มีวุฒิการศึกษาที่สูงนักและไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยแพทย์โดยตรง เขาอาศัยเพียงวิชาความรู้ที่สืบทอดกันมาในตระกูลเพื่อเป็หมอประจำหมู่บ้าน เนื่องจากในชนบทขาดแคลนหมอและเครื่องมือแพทย์ หมอตัวเล็ก ๆ ในหมู่บ้านจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรักษาอาการเจ็บป่วยที่รุนแรง หลี่เหวินจวินเป็คนที่มีพร์ด้านการแพทย์อย่างมาก เขาอาศัยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความกล้าหาญ และความละเอียดรอบคอบในการลองรักษาสารพัดโรค หมอแผนจีนบริสุทธิ์อย่างเขาจึงต้องหัดเรียนรู้การเย็บแผลด้วยตนเองตามข้อจำกัดของพื้นที่
แม้จะมีพร์เพียงใด แต่เส้นทางอาชีพของเขาก็ไม่ได้กว้างขวางนัก หากเป็ในยุคปัจจุบัน หมอประจำหมู่บ้านที่ไร้วุฒิการศึกษาอย่างเขาคงไม่มีสิทธิ์ได้รับใบประกอบวิชาชีพด้วยซ้ำ แต่ด้วยความบังเอิญที่กัวเหวินยวนได้รู้จักกับหลี่เหวินจวิน ท่านจึงพาเขาจากชนบทเข้าสู่เมืองเจียงจงเพื่อทำงานในโรงพยาบาลเจียงจง และด้วยความช่วยเหลือของกัวเหวินยวน หลี่เหวินจวินก็ได้ศึกษาต่อจนสอบผ่านตำแหน่งต่าง ๆ และไต่เต้าจากหมอชาวบ้านจนได้รับตำแหน่งทางวิชาชีพเป็หัวหน้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กลายเป็เสาหลักของแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลเจียงจงที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วมณฑลเจียงโจว
หลี่เหวินจวินมักพูดเสมอว่า หากไม่มีผู้าุโกัว ป่านนี้เขาคงยังเป็หมอรักษาคนอยู่ในหมู่บ้าน หรืออย่างมากที่สุดก็แค่เปิดคลินิกเล็ก ๆ ของตัวเองอยู่ในตำบลเท่านั้น
...
หลี่เหวินจวินเดินออกมาหลังจากเสร็จสิ้นการผ่าตัด เขาซับเหงื่อบนหน้าผากพลางเอ่ยถามแพทย์ประจำบ้านที่อยู่ข้าง ๆ “ยังมีผู้ป่วยเหลืออยู่อีกเท่าไหร่?”
ในตอนนี้หลี่เหวินจวินได้ทำการผ่าตัดต่อเนื่องกันถึงสามเคสแล้ว เคสล่าสุดที่เพิ่งเสร็จไปก็คือผู้ป่วยที่ฟางหานช่วยฝังเข็มห้ามเืไว้ให้ เพราะมีเส้นเืฉีกขาด ซึ่งการผ่าตัดที่ซับซ้อนเช่นนี้ในโรงพยาบาลเจียงจงมีเพียงหลี่เหวินจวินเท่านั้นที่ทำได้
“เหลือประมาณเจ็ดแปดคนครับ”
หลี่เหวินจวินชะงักไป “เด็กพวกนี้ทำงานกันเร็วไม่เบานี่นา”
เขาจำได้ว่าครั้งนี้มีผู้ป่วยถูกส่งมาที่โรงพยาบาลเจียงจงถึงสามสิบกว่าคน แต่เขารักษาไปเพียงสามคนเท่านั้น แล้วทำไมถึงเหลือแค่ไม่กี่คนแล้ว? ผู้ป่วยที่ส่งมาส่วนใหญ่มีอาการาเ็ภายนอกซึ่งร้อยละ 80-90 จำเป็ต้องได้รับการเย็บแผล แต่แพทย์ในแผนกฉุกเฉินที่มีฝีมือด้านการเย็บแผลนอกจากเขาแล้วก็น่าจะมีแค่สี่คนไม่ใช่เหรอ?
“เมื่อครู่แผนกศัลยกรรมกระดูกและเนื้อเยื่อาเ็ส่งคนมารับตัวผู้ป่วยที่กระดูกหักไปหลายรายครับ ส่วนทางห้องรักษาที่สองก็ทำงานกันเร็วมาก ตอนนี้เย็บแผลเสร็จไปแปดคนแล้วครับ” แพทย์ประจำบ้านอธิบาย
“ห้องรักษาที่สองเหรอ?” หลี่เหวินจวินแปลกใจ “ใครอยู่ในนั้น เสี่ยวหวงหรือเสี่ยวเฉิน?”
ในเวลาเพียงสั้น ๆ กลับเย็บแผลไปได้ถึงแปดคน ความเร็วขนาดนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แม้จะเป็เพียงการเย็บแผลก็ตาม
“ไม่ทราบแน่ชัดครับ” แพทย์ประจำบ้านส่ายหน้า “น่าจะเป็คนจากแผนกอื่นมาช่วยหรือเปล่าครับ?”
แพทย์ประจำบ้านคนนี้คอยเป็ลูกมือให้หลี่เหวินจวินมาตลอด เขาเพียงแค่ถามพยาบาลที่เดินผ่านไปมา จึงไม่รู้ว่าใครอยู่ในห้องรักษาที่สอง แต่ในใจก็นึกไปว่าน่าจะเป็แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมจากโรงพยาบาลอื่นที่มาช่วยสนับสนุน
“ไปดูหน่อยเถอะ” หลี่เหวินจวินวางแก้วน้ำลง เมื่อเห็นว่าผู้ป่วยที่เหลือมีไม่มากและไม่มีรายใดที่อาการสาหัส เขาก็เริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
“โอ้โห!” หลี่เหวินจวินถึงกับอุทานด้วยความใ เมื่อเห็นว่าที่หน้าห้องรักษานี้มีผู้ป่วยรอคิวอยู่ถึงห้าคน ไหนว่าเหลือผู้ป่วยรวมกันแค่เจ็ดแปดคนไง?
“รองหัวหน้าแผนกหลี่?” แพทย์ประจำบ้านที่ดูแลอยู่เห็นหลี่เหวินจวินเข้าก็รีบทักทาย
“ใครกำลังรักษาอยู่ข้างใน?” หลี่เหวินจวินถาม
“หมอฟางครับ” แพทย์ประจำบ้านตอบ
โดยไม่รู้ตัว คำเรียกขานที่แพทย์ประจำบ้านใช้เรียกฟางหานได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่ได้เห็นฟางหานรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องมาแปดเก้าคน และการเย็บแผลแต่ละครั้งก็สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แพทย์ประจำบ้านที่คอยดูอยู่ข้าง ๆ ถึงกับตาลาย ทุกครั้งที่ฟางหานเย็บแผลเสร็จ แพทย์ประจำบ้านคนนี้ก็จะใขึ้นเรื่อย ๆ จนความใกลายเป็ความทึ่ง
แม้จะเป็เพียงนักศึกษาแพทย์ฝึกงานแต่ด้วยฝีมือระดับนี้ย่อมเป็คนที่ไม่ควรล่วงเกินอย่างยิ่ง
“หมอฟาง?” หลี่เหวินจวินขมวดคิ้ว “หมอฟางคนไหน? มาจากโรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 เหรอ?”
“คนในแผนกเรานี่แหละครับ ฟางหาน” แพทย์ประจำบ้านรีบอธิบาย พลางนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้เขาเผลอเรียกฟางหานว่าหมอฟางไปได้อย่างไรกัน
หลี่เหวินจวินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกออกว่าคือใคร เขาพอจะรู้จักชื่อฟางหานอยู่บ้าง เพราะก่อนหน้านี้เสี่ยวหลิวเคยบอกเขาว่าฟางเฮ่าหยางมอบหมายให้ฟางหานมาอยู่กลุ่มของพวกเขา และบอกว่าฟางหานเย็บแผลเป็ ในตอนนั้นหลี่เหวินจวินมัวแต่ยุ่งกับการช่วยชีวิตคนจึงไม่ได้ใส่ใจนัก แต่ชื่อเสียงของฟางหานใน่สองสามวันที่ผ่านมานั้นโด่งดังมาก หลี่เหวินจวินเองก็อยากจะเห็นหน้าคนหนุ่มคนนี้มานานแล้ว เพียงแต่่วันก่อน ๆ เขาเข้าเวรดึก ส่วนวันนี้ก็เกิดเหตุฉุกเฉินจนต้องรีบมาตามสายเรียกเข้า
“คุณทำงานต่อเถอะ ผมแค่มาดูเฉย ๆ” หลี่เหวินจวินโบกมือพลางมองไปยังผู้ป่วยที่รออยู่ “แบ่งคนไข้พวกนี้ไปให้หมอคนอื่นบ้างสิ เห็นว่าเหลืออยู่ไม่กี่คนแล้วไม่ใช่เหรอ?”
แพทย์ประจำบ้านทำสีหน้าลำบากใจ “ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยืนกรานจะรอให้หมอฟางรักษาให้ครับ”
“รอฟางหานคนเดียวเนี่ยนะ?” หลี่เหวินจวินไม่เข้าใจ “เพราะอะไรกัน?”
เขามองดูคนที่รออยู่ มีทั้งชายและหญิงอายุราว ๆ ยี่สิบปี าแของแต่ละคนไม่ได้สาหัสอะไรนัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรมารอคิวเดียวแบบนี้ ใครเย็บแผลให้มันก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไง?
“พวกเขาบอกว่าหมอฟางเย็บแผลได้สวยมากครับ” แพทย์ประจำบ้านตอบพลางยิ้มขมขื่น
คนกลุ่มนี้เป็ผู้โดยสารจากรถทัวร์คันเดียวกันและทำงานอยู่ที่เดียวกันหมด เมื่อมีเพื่อนคนหนึ่งที่ฟางหานเย็บแผลให้เดินออกมาโฆษณาถึงฝีมือให้คนอื่นฟัง เื่จึงกลายเป็แบบนี้
“เอาละ คุณเข้าไปช่วยเถอะ ผมจะขอดูอยู่ห่าง ๆ” หลี่เหวินจวินสั่ง แพทย์ประจำบ้านจึงรีบกลับเข้าไปในห้องทันที เพราะเขารู้ดีว่าหมอฟางคนนี้บทจะดุขึ้นมาก็เอาเื่เหมือนกัน
การลงเข็มใต้ิั การผูกปมด้วยปากคีบ... ท่วงท่าของฟางหานนั้นลื่นไหล มือของเขามั่นคงมาก การเย็บแผลเป็ไปอย่างรวดเร็วและชำนาญตามมาตรฐานทุกประการ หลี่เหวินจวินที่มองอยู่ถึงกับตาค้าง ฝีมือระดับนี้สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเขาเสียอีก
ยิ่งเย็บแผลต่อเนื่องไป ฟางหานก็ยิ่งชำนาญมากขึ้นและเริ่มรู้สึกสนุกไปกับมัน ในตอนนี้ฟางหานเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนั้นระบบถึงสุ่มรางวัลให้เขาเป็วิชามวยภายใน หลังจากได้รับวิชาฝ่ามือแปดทิศท่องร่างในระดับเชี่ยวชาญ ฟางหานััได้ว่าสมรรถภาพทางกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก แม้จะยืนติดต่อกันมานานกว่าสองชั่วโมงเขาก็ยังไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเลย
โดยเฉพาะมือทั้งสองข้าง ข้อมือมีความยืดหยุ่นมากและนิ้วมือก็มีพละกำลังอย่างยิ่ง ตอนที่เขาเรียนการฝังเข็มกับคุณปู่ในตอนแรก เขามักจะประสบปัญหาเื่มือสั่นเวลาถือเข็มเงิน ข้อมือดูเหมือนจะควบคุมไม่ได้ จนต้องฝึกฝนอยู่นานกว่าจะทำให้นิ่งได้ การเย็บแผลก็เช่นเดียวกัน สำหรับมือใหม่การใช้ปากคีบจับเข็มนั้นยากที่จะไม่ให้สั่น และหากมือสั่นแล้วจะรักษาได้อย่างไร? ในฐานะแพทย์เฉพาะทางด้านแผนกศัลยกรรมและแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ ความสามารถทั้งหมดล้วนอยู่ที่มือ มือต้องนิ่ง ลงมือต้องเร็วและแม่นยำ ถึงจะสามารถทำภารกิจที่ยากขึ้นได้
ด้วยระดับทักษะการเย็บแผลขั้นต้น ทำให้ฟางหานมีฝีมือการเย็บแผลในระดับเดียวกับแพทย์เฉพาะทางหรือแพทย์เ้าของไข้ในทันที แต่เมื่อรวมเข้ากับการฝึกฝนร่างกายจากเพลงมวยฝ่ามือแปดทิศ ท่วงท่าของเขาจึงออกมาสมบูรณ์แบบและชำนาญยิ่งขึ้น
การเย็บแผลและการผูกปมเสร็จสิ้นลง...
“คนต่อไปครับ” ฟางหานวางเครื่องมือลง พยาบาลสาวรีบเข้ามาซับเหงื่อให้เขา
“สามนาที?” หลี่เหวินจวินดูเวลา ั้แ่เริ่มเย็บจนจบเคสดูเหมือนจะใช้เวลาเพียงสามนาทีเท่านั้น ผู้ป่วยรายนี้มีแผลสองแห่ง ที่ขาหนึ่งจุดและที่หลังมืออีกหนึ่งจุด การเย็บแผลสองแห่งภายในเวลาสามนาที ประสิทธิภาพระดับนี้มัน...
“รองหัวหน้าแผนกหลี่?” พยาบาลสาวหันมาเห็นหลี่เหวินจวินเข้าก็ใและรีบทักทาย
“รองหัวหน้าแผนกหลี่” ฟางหานเองก็รีบทักทายเช่นกัน นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้พบกับหลี่เหวินจวินตัวจริง แต่เขาก็จำได้ทันที เพราะรูปภาพและข้อมูลติดต่อของแพทย์ ระดับแพทย์เฉพาะทางหรือแพทย์เ้าของไข้ขึ้นไปทุกคนติดอยู่ที่ผนังแผนกอยู่แล้ว
“อืม” หลี่เหวินจวินพยักหน้าพลางมองฟางหาน “เสี่ยวฟาง ฝีมือการเย็บแผลของนายไม่ธรรมดาเลยนะ เรียนมาจากมหาวิทยาลัยเหรอ?”
“คุณปู่ของผมเป็แพทย์แผนจีนาุโครับ ที่บ้านเปิดคลินิกอยู่ คลินิกเล็ก ๆ แบบนั้นมักจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอคนไข้ที่ต้องเย็บแผลครับ” ฟางหานหยิบยกข้ออ้างเดิมที่เคยบอกคนอื่นมาใช้อีกครั้ง
“ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง” หลี่เหวินจวินพยักหน้าด้วยความเข้าใจลึกซึ้ง เพราะทักษะของเขาก็ฝึกฝนมาจากชนบทเช่นกัน ยิ่งในที่ห่างไกลการรักษาก็ยิ่งลำบาก การคมนาคมไม่สะดวกและชาวบ้านยังขาดความรู้ ในฐานะหมอหมู่บ้านย่อมมีโอกาสได้เจอเคสทุกรูปแบบ
“ทำให้รองหัวหน้าแผนกหลี่ต้องขำแล้ว” ฟางหานเอ่ยอย่างถ่อมตัว
หลี่เหวินจวินมองฟางหานด้วยรอยยิ้มพอใจ คนหนุ่มคนนี้ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ มิน่าล่ะ ฟางเฮ่าหยางถึงได้ถูกใจนัก เพียงแค่ฝีมือการเย็บแผลระดับนี้ของฟางหาน หลังจากเรียนจบก็ไม่ต้องกังวลเื่งานอีกเลย ยิ่งไปกว่านั้นเด็กคนนี้ไม่ได้เก่งเพียงแค่เื่เดียว
'ช่างเป็อัจฉริยะโดยแท้!'
หลี่เหวินจวินชื่นชมอยู่ในใจ ปกติแล้วเขาไม่ค่อยนึกยอมแพ้ใคร เพราะเขาเชื่อว่าหมอที่เก่งกาจล้วนเกิดจากความคุ้นเคย ความสม่ำเสมอ และการปฏิบัติจริงบ่อย ๆ จนเกิดความเชี่ยวชาญ แต่สำหรับฟางหานที่อายุเพียงยี่สิบสามปีกลับมีความรู้ความสามารถมากมายขนาดนี้ มันย่อมไม่ใช่เพียงแค่ผลลัพธ์จากการขยันฝึกซ้อมเพียงอย่างเดียวแน่นอน
[ติ๊ง... ได้รับแต้มความชอบ +500!]
เสียงแจ้งเตือนในหัวดังขึ้นจนฟางหานสะดุ้งเล็กน้อย เขาจำได้ว่าปิดการแจ้งเตือนไปแล้วนี่นา? แล้วแต้ม 500 นี่มัน... มาจากหลี่เหวินจวินอย่างนั้นเหรอ?