เสียงตามสายประกาศรณรงค์ไม่ให้สนับสนุนผู้ที่มาเร่ขายของกำลังดังผ่านลำโพงที่ถูกติดตั้งอยู่ทั่วทั้งโรงพยาบาล รวมถึงภายในแผนกพัสดุที่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจฟังเลยเพราะได้ยินอยู่ทุกวันวันละหลายรอบ จะมีก็เพียงแต่ ‘อัญริน’ หญิงสาวหน้านิ่งที่ปากก็พึมพำตามเสียงนั้นราวกับว่ากำลังฮัมเพลงโปรดในขณะที่มือก็วุ่นอยู่กับการจัดเรียงเอกสารที่ต้องทำตามลำดับความสำคัญ ทุกเช้าก่อนเริ่มงานคนหน้านิ่งจะทำแบบนี้เสมอเพื่อสะสางงานที่เร่งด่วนให้แล้วเสร็จก่อนแต่ก็ดูเหมือนว่าเอกสารที่อยู่บนโต๊ะทำงานมันจะด่วนไปซะทุกเื่ ยิ่งใกล้สิ้นปีงบประมาณก็ยิ่งมีเื่ด่วนเข้ามาอย่างไม่หยุดไม่หย่อนจนได้แต่ถอนหายใจ
เสียงรัวนิ้วบนแป้นพิมพ์เสียงพูดคุยผ่านโทรศัพท์ รวมทั้งเสียง จากหัวหน้าที่คอยติดตามงาน ไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายในแผนกตึงเครียด แต่อย่างใด กลับกันเพราะเ้าหน้าที่ในแผนกต่างทำงานร่วมกันมานานนั่นทำให้ทุกคนพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนิทสนมสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้บรรยากาศในแผนกดูผ่อนคลายมากกว่าวุ่นวาย
หลังจากจัดเรียงเอกสารเสร็จคนหน้านิ่งเปิดเพลงเบา ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศก่อนเริ่มเคลียร์เอกสารตรงหน้าทีละเรื่องเป็นแบบนี้ตลอดไม่ว่ารอบข้างจะเป็นอย่างไรแต่พอได้เข้าสู่โหมดโลกส่วนตัวแล้วก็เหมือนว่าได้หลุดไปอยู่ในโลกอีกใบจนกระทั่งรู้สึกล้าจึงลุกไปยืดเส้นยืดสายด้วยการเดินไปเข้าห้องน้ำด้านนอกแผนกระหว่างนั้นก็ได้พบกับทอมเจ้าเสน่ห์กับสาวสวยลำดับต้น ๆ ของโรงพยาบาล ที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกันอยู่อัญรินคงจะชื่นชมหากทั้งคู่เหมือนคู่รักทั่วไป แต่ติดตรงที่เขามีแฟนส่วนเธอก็มีครอบครัวแล้วนี่สิถึงอย่างนั้นก็ยังมาคบกันอย่างเปิดเผยในที่ทำงาน อะไรกันนะที่ทำให้คนเราสามารถนอกกายนอกใจคนรักของตัวเองได้แค่ถูกตา ถูกใจ เลยทำให้เลยเถิดไปถึงขั้นถูกเนื้อถูกตัว อย่างนั้นเหรอ หรือเพราะแค่คำว่าอยากเอาชนะ
“เราก็แค่อยากเอาชนะเขา เพราะเขาบอกว่าเราไม่มีทางทำให้เขาชอบได้หรอก”
เป็ประโยคบอกเล่าของปัทมาสาวทอมเพื่อนร่วมแผนกที่หน้าตาไม่ได้ครึ่งของความเ้าชู้และฉอเลาะของเขาเอ่ยถึงหญิงสาวผิวขาวตัวเล็ก ที่กำลังพูดคุยกับเขาอยู่ในตอนนี้ตอนที่ทั้งคู่เริ่มรู้จักกัน ตอนนั้นคนหน้านิ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนทอมต้องทำให้อีกฝ่ายชอบด้วยในเมื่อเขาเองก็มีแฟน ส่วนเธอที่พูดแบบนั้นแน่นอนว่ามันคือคำถ้าอย่างไม่ต้องคิด ไม่รู้ว่าใครจีบใคร ไม่รู้ว่าใครทอดสะพานหาใครที่รู้คือตอนนี้ทั้งคู่นั้นได้คบกันอย่างเปิดเผยอย่างไม่รู้สึกผิดใด ๆ สักนิด แต่ก็ช่างเถอะไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเองสักหน่อย
“พร้อมรึยังอัญ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นในขณะที่อัญรินที่กำลังมองไปที่โต๊ะทำงานของปัทมาช่วยเรียกสติคนหน้านิ่งที่กำลังเผลอคิดเรื่องของเพื่อนทอมหลังจากกลับมาจากเข้าห้องน้ำให้หันกลับมาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองอีกครั้ง มันเป็นเสียงของนริศาที่กำลังก้มจัดเอกสารสำหรับประชุมเขาไม่ได้ตอบรับแต่กลับลุกขึ้นเดินมาที่เธอรู้ตัวอีกทีคนหน้านิ่งก็มายืนประชิดตัวแล้ว“ให้ช่วยถืออะไรรึเปล่า”
“ไม่ต้องหรอกเอกสารนิดเดียว”
ถ้าไม่ติดว่ารู้จักกันมานานนริศาคงคิดว่าคนที่จะไปประชุมด้วยไม่เต็มใจไปช่วยเธอเป็แน่ ก็ดูหน้าที่ไร้ความรู้สึกนั่นสิแต่เพราะรู้จักและสนิทกันมานานเลยรู้ว่าไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนหน้าของอีกฝ่ายก็เป็แบบนี้
ไม่นานทั้งคู่ก็เดินมาถึงหน้าหน่วยงานการพยาบาลผ่าตัดหรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ‘ห้องผ่าตัด’ แม้ว่าห้องประชุมจะอยู่คนละฝั่งกับห้องผ่าตัดแต่ก็ทั้งคู่ยังต้องเปลี่ยนชุดและรองเท้าแตะที่ใช้สำหรับห้องผ่าตัดก่อนจะเข้าไปด้านใน เมื่อถึงห้องประชุมก็พบหัวหน้าพยาบาลห้องผ่าตัดกำลังจัดเตรียมสถานที่สำหรับประชุมด้วยตัวเอง นี่เป็ครั้งแรกที่อัญรินมาที่ห้องประชุมเล็กนี้เพราะปกติเคยใช้แค่ห้องประชุมใหญ่แค่เคยเดินผ่านแล้วมองจากด้านนอกบ้างแต่พอได้เข้ามาด้านในก็สังเกตว่าที่นี่ดูเหมือนห้องบรรยายขนาดเล็กมากกว่าเพราะเต็มไปด้วยเก้าอี้เลคเชอร์ชวนให้นึกถึงบรรยากาศแบบห้องเรียน
“สวัสดีค่ะพี่เล็ก”
ทั้งคู่ยกมือไหว้หัวหน้าพยาบาลวัยใกล้เกษียณพร้อมกัน
“สวัสดีจ้าเด็ก ๆ มากันเร็วนะนี่...นั่งก่อน ๆ”
สองสาวต่างแยกย้ายกันไปนั่งตามหน้าที่ของตัวเองนริศาเลือกนั่งในส่วนใกล้ ๆ หน้าจอโปรเจคเตอร์ เพราะคณะกรรมการจะนั่งตรงนั้น ส่วนคนหน้านิ่งซึ่งถูกวานให้มาช่วยลงข้อมูลในระบบระหว่างที่คณะกรรมการตรวจสอบเอกสารเดินมานั่งอีกฝั่งที่มีโต๊ะคอมพิวเตอร์นั่งรอสักพักหัวหน้าพยาบาลหอผู้ป่วยเด็กวิกฤตหนึ่งในคณะกรรมการก็มาถึงในชุดที่ไม่ต่างกัน
“พี่เกดสวัสดีค่ะ”
คนถูกทักพยักหน้ารับพร้อมกับเดินไปนั่งด้านหลังนริศาไม่มีแม้แต่รอยยิ้มกลับ เพราะมัวแต่ก้มหน้าดูโทรศัพท์อย่างไม่ละสายตาซึ่งเป็ภาพที่เห็นอยู่ทุกครั้งที่ได้เจอ
“ครบแล้วใช่มั้ย...เหลือหมอ เดี๋ยวพี่ไปเชิญหมอก่อนนะ”
พูดจบก็เดินหายไปอีกด้านของห้องประชุมเพื่อเชิญประธานคณะกรรมการ ไม่นานนักก็เดินกลับมาบอกว่าหมอกำลังมาพร้อมนั่งลงประจำที่ก่อนที่หมอที่ถูกพูดถึงจะเดินเข้ามาในห้องประชุมด้วยชุดที่ใช้ในห้องผ่าตัดสวมทับด้วยเสื้อกาวน์ตัวยาวแขนยาวสำหรับหมอพร้อมทั้งหมวกคลุมผมที่ใช้ทางการแพทย์ ใบหน้านั้นอัญรินไม่เคยลืมแม้ว่าจะผ่านมานานแล้วเพราะสำหรับเขาการได้เจอกันอีกครั้งมันเหมือนว่าเขาพึ่งได้เจออีกฝ่ายไปเมื่อวาน
‘คนที่ทำให้โลกหยุดหมุนและสะกดสายตาของเขาไว้ที่เธอ’
หมอภา...
ด้วยวัยวุฒิคุณวุฒิของอีกฝ่ายทำให้อัญรินต้องยกมือไหว้ผู้มาใหม่โดยอัตโนมัติ เสียงแผ่วเบาติดในลำคอ ความประหม่าถูกปิดไว้ภายใต้หน้ากากอนามัยคงมีเพียงสายตาที่แสดงออกมาเช่นนั้นหากแต่อีกฝ่ายคงไม่ทันได้สังเกต เธอยืนนิ่งคล้ายกับกำลังคิดบางอย่างก่อนจะละสายตาแล้วเดินไปนั่งใกล้ๆ กับกรรมการอีกสองคน ถึงแม้จะดีใจที่ได้เจอเธอแต่ความรู้สึกนั้นก็ถูกกลบด้วยความผิดหวังกับการถูกเมินเฉยนี่เขาหวังจะให้อีกฝ่ายยิ้มอย่างนั้นเหรอเธอจะยิ้มให้คนที่ไม่รู้จักอย่างเขาได้อย่างไร ทำเมินแบบนี้ก็ถูกแล้ว เขาต่างหากที่ต้องรู้สึกผิดกับเธอขอโทษนะคะ...
คำขอโทษคือสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจอัญรินมาตลอดทั้งที่อยากจะพูดทุกครั้งเมื่อมีโอกาสได้เจออีกฝ่าย แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งเขาก็ยังเอาแต่หลบหน้าเธอไม่มีความกล้ามากพอที่จะเดินเข้าไปพูดคำนั้นจนเธอเองเริ่มหายไปด้วยภาระงานที่มากขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังได้รับรู้ข่าวคราว ของคุณหมออยู่เสมอ ซึ่งตัวแปรสำคัญที่คอยเล่าความเป็ไปของคนตรงหน้าให้เขาฟังอย่างไม่ตั้งใจก็คือนริศาโดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่าน้องสาวคนสนิทของตัวเองนั้นแอบชอบคนในบทสนทนาอยู่
“ขออนุญาตเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ”
เขาหันไปบอกทุกคนก่อนที่หัวใจจะเต้นเร็วไปกว่านี้ท่าทางที่ร้อนรนทำให้หัวหน้าพยาบาลห้องผ่าตัดต้องรีบบอกทางไปห้องน้ำ คนหน้านิ่งออกมายืนอยู่หน้าห้องประชุมไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำอย่างที่บอกเพราะหัวใจที่เต้นเร็วจนเกินไปทำให้เขาหายใจแทบไม่ทันจึงต้องรีบออกมาสูดอากาศข้างนอกโดยการใช้ห้องน้ำเป็ข้ออ้าง ไม่อยากเชื่อเลยว่าอาการหัวใจเต้นเร็วที่หายไปนานจะกลับมาอีกมันเคยเกิดขึ้นตอนที่เขาตื่นเต้นหรือเหนื่อยมาก ๆ แต่ก็ไม่บ่อยจนนับครั้งได้
มีสติไว้อัญริน…
เขาบอกตัวเองตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือกลับเข้าห้องประชุมแล้วไปช่วยงานนริศาให้เสร็จคิดได้เช่นนั้นจึงปรับลมหายใจด้วยการหายใจเข้า-ออกช้า ๆ จนทุกอย่างกลับเป็ปกติจึงกลับเข้าไปในห้องประชุม ใครจะไปคิดล่ะว่าประธานคณะกรรมการของนริศาจะเป็คนที่ เขาคอยหลบหน้ามาตลอด หากรู้สักนิดคนหน้านิ่งคงได้เตรียมตัวเตรียมใจในการเจอกันไว้บ้าง เพราะลืมนึกไปว่าแม้โต๊ะทำงานและห้องพักของอีกฝ่ายจะอยู่ที่สำนักงานศัลยกรรม แต่ห้องทำงานของเธอคือห้องผ่าตัดทั้งที่รู้ว่าสักวันหนึ่งจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้เช่นวันนี้แต่มันก็อดประหม่าไม่ได้อยู่ดี ได้แต่บอกตัวเองให้หยุดคิดก่อนจะพ่นลมหายใจเบา ๆจดจ่ออยู่ที่จอคอมพิวเตอร์ นิ้วคลิกเม้าส์เข้าระบบแต่สมองก็ยังเผลอคิดไปถึงครั้งแรกที่ได้เจอเธอ
ถึงคุณนักอ่าน
นิยายเื่นี้เป็เื่แรกของเราที่ลง ฝากติดตามอ่าน แสดงความคิดเห็นด้วยนะคะ ขอให้มีความสุขในการอ่านค่ะ