แสงแดดที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านทึบแสงสีน้ำเงินเข้มแยงเข้าตาผมจนต้องหยีตาหนี ผมครางอืออาในลำคอด้วยความหงุดหงิดก่อนจะพลิกตัวหนี ซุกหน้าลงกับหมอนขนนกนุ่มฟู กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจางๆ ที่คุ้นเคยไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ขุ่นมัวจากการตื่นดีขึ้นเท่าไหร่นัก
ผมควานหาโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างหมอน กดเปิดหน้าจอเพื่อดูเวลา
‘09:15 น.’
สายขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย...
ผมสะบัดผ้าห่มลายน้องหมีสีพาสเทลออกจากตัว พาร่างกายกะทัดรัดภายใต้เสื้อยืดสีครีมตัวโคร่งที่ยาวเลยสะโพกกับกางเกงขาสั้นเหนือเข่าก้าวลงจากเตียง ผิวเนื้อขาวจัดยามต้องแสงแดดดูขาวผ่องจนเกือบโปร่งแสง ผมขยี้ผมเผ้าที่ชี้ฟูไม่เป็ทรงของตัวเองพลางอ้าปากหาวหวอดๆ ขณะเดินลากสลิปเปอร์ลายการ์ตูนก้าวออกจากห้องนอนสีพาสเทลแสนรัก
ปกติแล้วป้าสาย—แม่บ้านเก่าแก่ของบ้านจะตั้งโต๊ะอาหารรอผมั้แ่แปดโมงเช้า และถ้าผมยังไม่ลงมา ป้าสายก็จะขึ้นมาเคาะประตูเรียกด้วยความเป็ห่วง แต่วันนี้ทำไมบ้านทั้งบ้านถึงได้เงียบเชียบขนาดนี้นะ?
ความเงียบงันที่ผิดปกติแผ่ซ่านไปทั่วคฤหาสน์หรูสไตล์โมเดิร์นคลาสสิกของครอบครัวผม มันเงียบจนผมได้ยินเสียงแอร์ทำงานแ่ๆ และเสียงลมพัดใบไม้ไหวนอกหน้าต่างกระจกบานั์ที่โถงทางเดิน ผมเดินเกาะราวบันไดวนหินอ่อนลงมาด้านล่าง พลางกวาดสายตามองซ้ายมองขวาอย่างนึกแปลกใจ
“ป้าสายครับ... ป้าสาย”
ผมะโเรียกเสียงใส ทว่ากลับไม่มีเสียงขานรับตอบกลับมา มีเพียงความเงียบสงบที่สะท้อนกลับมาหาผมเท่านั้น
สองเท้าของผมก้าวฉับๆ เข้าไปในห้องอาหารขนาดใหญ่ที่มีโต๊ะไม้มะฮอกกานียาวสิบที่นั่งตั้งอยู่ตรงกลาง บนโต๊ะไม่มีจานอาหารหรูหราฝีมือป้าสายวางอยู่เหมือนทุกวัน มีเพียงแจกันคริสตัลที่มีดอกทิวลิปสีขาวปักอยู่ และที่ข้างแจกันนั้น... มีกระดาษโน้ตสีขาวแผ่นหนึ่งวางนิ่งอยู่ใต้แก้วน้ำใส
ผมขมวดคิ้วมุ่น เดินเข้าไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน ลายมือตวัดหวัดๆ ที่คุ้นตาดีว่าเป็ของ ‘คุณนายวารี’ มารดาบังเกิดเกล้าของผมปรากฏแก่สายตา
‘ถึง ลูกคลื่น ลูกรักของม้า
ถ้าลูกตื่นมาแล้วอ่านโน้ตฉบับนี้ แปลว่าม้ากับป๊าคงจะอยู่บนเครื่องบินมุ่งหน้าไปฝรั่งเศสแล้วนะจ๊ะ พอดีเพื่อนของป๊าชวนไปดูงานแล้วก็ถือโอกาสเที่ยวฮันนีมูนรอบที่สิบล้านที่ยุโรปยาวสองเดือนเลย ม้ากลัวว่าถ้ารอบอกคลื่นล่วงหน้า คลื่นจะงอแงและไม่ยอมให้ม้าไป
่สองเดือนนี้เป็่โค้งสุดท้ายที่คลื่นต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ม้ากับป๊าไม่อยากให้คลื่นเหงา (และี้เีอ่านหนังสือแอบหนีเที่ยว) ม้าเลยจัดเตรียมติวเตอร์ส่วนตัวฝีมือดีมาดูแลคลื่นแบบพิเศษ 24 ชั่วโมงจ้า! เขาจะมาอยู่กินและดูแลหนูที่บ้านตลอดเวลาเลยนะ ม้าโอนค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้เขาจัดการแล้ว และม้าระงับบัตรเครดิตของคลื่นชั่วคราว (ช้อปปิ้งไม่ได้นะลูกรัก) เงินสดที่ม้าทิ้งไว้ให้ก็แค่พอใช้จ่ายประจำวัน ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มต้องขออนุญาตพี่เขานะจ๊ะ
เขาจะมาถึงตอนสิบโมงเช้าวันนี้ ทำตัวดีๆ กับพี่เขานะลูก
รักลูกที่สุดในโลก
จาก ม้าสุดสวยและป๊าสุดหล่อ’
“ห้ะ!!!”
ผมอ้าปากค้างจนกรามแทบค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพลางกวาดสายตาอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเช็คดูว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป
ไปยุโรปสองเดือน? กะทันหันเนี่ยนะ? โดยไม่บอกผมสักคำเนี่ยนะ!
แถมยังหนีไปตอนที่ผมต้องหัวหมุนกับการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก! แค่นั้นยังไม่พอ... ยังระงับบัตรเครดิตของผม แล้วเอาไอ้ติวเตอร์บ้าบอที่ไหนไม่รู้มาคอยคุมความประพฤติผมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอีกเหรอ!
“ป๊า! ม้า! ทำแบบนี้กับคลื่นได้ยังไงเนี่ย!”
ผมทุบกำปั้นลงบนโต๊ะอาหารเสียงดังปัง ลมหายใจฟืดฟาดด้วยความโมโหที่ปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าขาวใสเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยแรงอารมณ์
ผมรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดโทรออกเบอร์ของม้าทันที
[หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...]
“โอ้ยย! ปิดเครื่องไปแล้วจริงๆ ด้วย!”
ผมแทบอยากจะทุ่มโทรศัพท์ลงกับพื้น แต่ก็ต้องยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน ผมรีบเปลี่ยนเป้าหมาย กดโทรหาเบอร์ของป้าสายทันที รอสายอยู่ครู่หนึ่งปลายสายก็ตอบรับ
“ค่ะ คุณหนูลูกคลื่น ตื่นแล้วเหรอคะ”
น้ำเสียงอบอุ่นของป้าสายดังขึ้น
“ป้าสายครับ ป้าสายอยู่ไหนครับ ป๊ากับม้าไปยุโรปจริงๆ เหรอครับ แล้วทำไมในบ้านไม่มีใครอยู่เลย ป้าสายอยู่ไหนครับ”
ผมรัวคำถามใส่ปลายสายทันทีด้วยความร้อนรน
“จริงค่ะคุณหนู คุณท่านสั่งให้ป้ากับคนรับใช้คนอื่นเปลี่ยนตารางงานเป็แบบมาเช้าเย็นกลับชั่วคราวค่ะ เพื่อไม่ให้เป็การรบกวนสมาธิในการอ่านหนังสือของคุณหนู และจะได้ไม่รบกวนติวเตอร์คนใหม่ที่จะเข้ามาดูแลคุณหนูด้วยค่ะ ่นี้ป้าคงจะเข้ามาเตรียมวัตถุดิบทำอาหารตอนเช้าตรู่แล้วกลับเลยนะคะ มีอะไรติดต่อคุณติวเตอร์ได้เลยค่ะ คุณท่านกำชับป้าไว้หมดแล้ว”
“แต่ม้าตัดบัตรเครดิตผมนะป้าสาย แล้วยังส่งคนแปลกหน้ามาอยู่กับผมอีก คฤหาสน์หลังเบ้อเริ่มจะให้ผมอยู่กับใครก็ไม่รู้สองคนเนี่ยนะ”
ผมโวยวายเสียงดังลั่น แผดเสียงใส่ปลายสายอย่างงอแงเต็มที่
“โถ... คุณหนูคะ คุณท่านคัดเลือกมาอย่างดีแล้วค่ะ เห็นว่าเป็ลูกชายของเพื่อนคุณท่านเอง ป้าเชื่อว่าคุณหนูต้องเข้ากับเขาได้ดีแน่ๆ ค่ะ อย่าดื้อกับคุณติวเตอร์เขานะคะ ป้าต้องไปทำงานบ้านส่วนอื่นก่อนนะคะคุณหนู แค่นี้นะคะ”
“เดี๋ยวสิครับป้าสาย ป้า...”
ติ๊ด!
ปลายสายตัดไปแล้ว ทิ้งให้ผมยืนกำโทรศัพท์แน่นด้วยความหงุดหงิดจนตัวสั่น
บ้าที่สุด นี่มันวางแผนมัดมือชกชัดๆ วางแผนล่วงหน้าไว้หมดแล้วแต่จงใจปิดบังผมอย่างแเีเพื่อไม่ให้ผมประท้วงได้ทัน
ผมเดินพล่านไปมาในห้องครัวพลางพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างขัดใจ สองมือทุบโต๊ะบาร์ในครัวเพื่อระบายความขัดใจ เด็ก ม.ปลาย ปีสุดท้ายอย่างผมกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย คณะบริหารธุรกิจตามที่ป๊าหวังไว้ก็เครียดจะตายอยู่แล้ว นี่ยังต้องมาเจอกับระบบเผด็จการทหารในบ้านตัวเองอีกเหรอ… ติวเตอร์บ้าบออะไรนั่นคิดว่าจะมาสั่งสอนผมได้ง่ายๆ งั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!
ผมจะแผลงฤทธิ์ป่วนจนหมอนั่นทนไม่ไหวและเก็บกระเป๋าแล่นหนีกลับบ้านไปเองเลยคอยดู
ขณะที่ผมกำลังยืนกัดริมฝีปากล่างและวางแผนการร้ายในหัวอยู่นั้น...
ออดดดดดดด!
เสียงกริ่งหน้าประตูคฤหาสน์แผดเสียงดังสนั่นขึ้นมาทันที มันดังขึ้นในเวลาสิบโมงตรงเป๊ะอย่างไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่วินาทีเดียว
ผมสะดุ้งตัวโยน หันขวับไปทางทิศของประตูใหญ่ทันที
มาแล้วงั้นเหรอ... ไอ้ติวเตอร์จอมบงการ
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงเสื้อยืดสีครีมตัวโคร่งให้เข้าที่ พลางก้าวฉับๆ ตรงไปยังประตูหน้าบ้านด้วยใบหน้าบึ้งตึงสุดขีด สองมือของผมกำแน่น ดวงตากลมโตฉายแววดื้อรั้น ริมฝีปากที่ขยับเตรียมพ่นคำด่าและคำโวยวายไว้เต็มที่ กะว่าทันทีที่แง้มประตูออกไป ผมจะอาละวาดใส่ให้หมอนั่นรู้ซึ้งเลยว่าการมาเป็พี่เลี้ยงของผมมันคือนรกบนดินดีๆ นี่เอง!
แกร็ก!
ผมกระชากเปิดประตูไม้สักบานั์ออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังลั่น
“นี่คุณ ฟังผมนะ ผมไม่...”
คำพูดประโยคยาวเหยียดที่เตรียมมาั้แ่ในครัวพลันติดขัดและกลืนหายกลับเข้าไปในลำคอทันที ความมั่นใจที่พกมาเต็มเปี่ยมถูกทำลายจนหมดสิ้นเมื่อสายตาของผมสบเข้ากับร่างของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู
สิ่งแรกที่กระทบสายตาของผมไม่ใช่ใบหน้าของเขา... แต่เป็ ‘หน้าอก’ กว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเทาเนื้อดีที่เรียบตึงจนเห็นร่องรอยมัดกล้ามเนื้อรางๆ
ผมค่อยๆ แหงนหน้ามองขึ้นไป... แหงนแล้ว... แหงนอีก... จนคอแทบตั้งบ่า
คนตรงหน้าสูงมากกกก สูงชะลูดจนน่าใ ความสูงระดับที่ผมกะด้วยสายตาคร่าวๆ ต้องไม่ต่ำกว่าร้อยเก้าสิบเิเแน่ๆ (และต่อมาผมถึงได้รู้ว่าเขาพกส่วนสูงมาถึง 195 เิเเต็มๆ) เมื่อยืนเทียบกับผมที่สูงเพียงร้อยเจ็ดสิบต้นๆ ร่างกายของเขาก็บังแสงแดดยามสายจนมิด เงาร่างขนาดใหญ่โตและกำยำของเขาทาบทับครอบคลุมตัวผมไว้จนมิดเหมือนกับผมเป็ลูกไก่ตัวเล็กๆ ในกำมือของั์ใหญ่
และเมื่อผมแหงนหน้ามองจนถึงดวงหน้าของเขา หัวใจของผมก็กระตุกวูบไปหนึ่งจังหวะอย่างควบคุมไม่ได้
ใบหน้าของเขาคือส่วนผสมที่ลงตัวอย่างไร้ที่ติระหว่างเอเชียและยุโรป—ลูกครึ่งไทย-เยอรมันที่พระเ้าคงจะใช้เวลาปั้นอยู่นานโข โครงหน้าเรียวยาวทว่าคมคาย สันกรามคมกริบได้รูป จมูกโด่งเป็สันคม ริมฝีปากบางเฉียบสีธรรมชาติที่เหยียดตรง เส้นผมสีน้ำตาลเข้มจัดแต่งทรงกึ่งยุ่งกึ่งเนี้ยบดูผ่อนคลายแต่มีสไตล์
แต่สิ่งที่สะกดใจและสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับผมมากที่สุดคือ... ‘ดวงตาสีเทาเข้ม’ คู่นั้น
ดวงตาสีเทาประดุจพายุหิมะที่กวาดมองลงมาที่ผม มันนิ่งสงบ สุขุม และลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ยากจะคาดเดาความลึก แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับแฝงประกายความดุและความเ้าเล่ห์บางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ที่ไขสันหลังวูบหนึ่ง
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาเรียบหรูพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยเส้นเืปูดโปนตามประสาคนออกกำลังกายหนัก มือหนาข้างหนึ่งกุมหูหิ้วกระเป๋าเดินทางใบั์ยี่ห้อหรูเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างถือแฟ้มเอกสารบางๆ
กลิ่นน้ำหอมสไตล์วู้ดดี้ (Woody) ปนกับกลิ่นกายชายหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยฟีโรโมนลอยมาเตะจมูกผม มันเป็กลิ่นที่สุขุม น่าเกรงขาม และเย้ายวนใจอย่างประหลาดจนผมเผลอสูดหายใจเข้าลึกอย่างไม่ตั้งใจ
“สวัสดีครับ... น้องลูกคลื่นใช่ไหม?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังและกังวานลึกดังขึ้นเหนือหัวผม มันเป็เสียงที่นิ่งสนิทแต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์จนทำให้แก้วหูของผมสั่นระริก
ผมสะดุ้ง สะบัดศีรษะเบาๆ เพื่อเรียกสติที่หลุดลอยไปกลับคืนมา พยายามดึงสีหน้าบึ้งตึงและแววตาดื้อดึงกลับคืนมาสู้กับชายร่างั์ตรงหน้า
“ใช่ ผมลูกคลื่น แล้วคุณเป็ใคร? ถอยออกไปเลยนะ ที่นี่บ้านผม”
ผมเชิดหน้าพูดใส่เขา พยายามทำตัวให้ดูใหญ่โตและน่ากลัวที่สุด (ซึ่งพอนึกย้อนไปแล้วในชุดนอนตัวโคร่งนี่คงดูเหมือนลูกแมวขู่ฟ่อมากกว่า)
ชายหนุ่มตรงหน้ามองดูท่าทางพยศของผมแล้วไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย ริมฝีปากบางเฉียบของเขาค่อยๆ หยักโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะอีกรอบ
“พี่ชื่อไมเคิลครับ เรียกสั้นๆ ว่าพี่ไมค์ก็ได้”
เขาแนะนำตัวอย่างสุภาพ ทว่าสายตาสีเทาคู่นั้นกลับจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับกำลังสำรวจสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ
“ป๊ากับม้าของเราคงบอกเื่ที่พี่จะมาย้ายเข้ามาดูแลเราตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วใช่ไหม?”
“บอกแล้ว แต่ผมไม่ตกลงด้วยนะ”
ผมกอดอกฉับ เชิดคางขึ้นสู้สายตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้
“ผมโตแล้ว อายุสิบแปดแล้ว ดูแลตัวเองได้ เื่สอบเข้ามหาวิทยาลัยผมก็อ่านหนังสือเองได้ ไม่้าติวเตอร์ และยิ่งไม่้าพี่เลี้ยงบ้าบออะไรนี่ด้วย คุณกลับไปเลยไป บ้านผมไม่ต้อนรับคุณ”
ผมพยายามจะดึงประตูบานใหญ่ปิดใส่หน้าเขา ทว่ามือหนาแกร่งของพี่ไมค์กลับยื่นมาแตะที่ขอบประตูเบาๆ... เพียงแค่แรงกดเบาๆ จากฝ่ามือใหญ่ของเขา ประตูที่ผมพยายามดันปิดก็หยุดชะงักนิ่งราวกับชนเข้ากับกำแพงเหล็กกล้า
แรงเยอะชะมัด!
“เสียใจด้วยนะครับลูกคลื่น แต่เื่นี้เราไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”
ไมค์ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้ามาด้านในคฤหาสน์อย่างถือวิสาสะ ร่างสูงใหญ่ก้าวเพียงสองก้าวก็ประชิดตัวผม จนผมต้องก้าวถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณเพราะความอึดอัดจากขนาดตัวที่แตกต่างกันเกินไป เขาลากกระเป๋าเดินทางเข้ามาด้านในแล้วปิดประตูตามหลังเสียงดังคลิก
ความรู้สึกปลอดภัยในบ้านของผมเริ่มสั่นคลอนทันทีที่เขาปิดประตูลง
“นี่คุณ ใครอนุญาตให้เข้ามา ออกไปนะ”
ผมแหวใส่ ร่างกายสั่นระริกด้วยความโกรธระคนตื่นตระหนกที่โดนคุกคามอาณาเขตส่วนตัว
ไมค์ไม่ตอบคำถามในทันที เขาวางกระเป๋าเดินทางลงข้างชั้นวางรองเท้า จากนั้นจึงหันมาสบตากับผมพลางยื่นแฟ้มเอกสารในมือส่งให้
“เปิดดูสิครับ” เขาบอกเสียงเรียบ
ผมกระชากแฟ้มนั้นมาเปิดดูด้วยความหงุดหงิด ด้านในเป็เอกสารสัญญาจ้างงานที่มีลายเซ็นของป๊ากับม้าเซ็นกำกับไว้อย่างชัดเจน และที่น่าใไปกว่านั้นคือมีเอกสารหนังสือมอบอำนาจที่ระบุว่า
‘มอบอำนาจให้นายไมเคิล แอนเดอร์สัน มีสิทธิ์เด็ดขาดในการดูแล ควบคุม และบริหารจัดการการเงิน ชีวิตความเป็อยู่ รวมถึงตารางเวลาของนายกิตติคุณ (ลูกคลื่น) ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผู้มอบอำนาจเดินทางไปต่างประเทศ’
และด้านล่างสุดของกระดาษแผ่นนั้น... มีลายมือเขียนกำชับของม้าว่า
‘หากลูกคลื่นดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง หรือไม่ให้ความร่วมมือ ให้ดำเนินการระงับเบี้ยเลี้ยงรายเดือน และบัตรเสริมทุกใบได้ทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น’
ผมเบิกตากว้าง อ่านทวนข้อความนั้นจนแทบจะกินกระดาษเข้าไป
นี่มันสัญญาทาสชัดๆ ม้ากับป๊าร่วมมือกับผู้ชายคนนี้เพื่อกักขังและควบคุมผมงั้นเหรอ
“นี่มันบ้าชัดๆ ผมไม่ยอมรับสัญญานี้หรอก ลายเซ็นผมก็ไม่มีสักนิด คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งผม”
ผมขว้างแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะรับแขกใกล้ๆ พลางชี้นิ้วใส่หน้าอกกว้างของเขาอย่างก้าวร้าว
“ผมจะใช้เงินเก็บของผมเองก็ได้ ไม่ต้องง้อบัตรเครดิตของม้าหรอก”
“เงินเก็บในบัญชีออมทรัพย์ส่วนตัวของเรา ม้าของน้องก็ให้พี่จัดการอายัดบัตรเดบิตและสั่งระงับแอปพลิเคชันธนาคารชั่วคราวแล้วครับ”
ไมค์พูดประโยคนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบประหนึ่งพูดเื่ดินฟ้าอากาศ
“ว่าไงนะ!!!”
ผมแทบจะกรี๊ดออกมาด้วยความขัดใจ รีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันธนาคารทันที และก็เป็จริงอย่างที่เขาพูด... หน้าจอขึ้นข้อความว่าบัญชีถูกระงับการใช้งานชั่วคราวเนื่องจากเ้าของบัญชีร่วม (ซึ่งก็คือม้า) แจ้งความประสงค์ไว้
ผมยืนนิ่งอึ้ง หน้าชาไปครึ่งแถบด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างราบคาบ เงินสดในกระเป๋าเป้ของผมตอนนี้มีติดตัวอยู่ไม่ถึงสองพันบาทด้วยซ้ำ สองพันบาทกับเวลาสองเดือนเนี่ยนะ แค่ค่าสั่งอาหารเดลิเวอรีหรูๆ สามสี่มื้อก็หมดแล้ว
“คุณมัน... คุณมันเผด็จการ ร่วมมือกับม้าแกล้งผม”
ผมชี้หน้าเขา ตาร้อนผ่าวด้วยความโกรธจนน้ำตาปริ่มๆ คลอเบ้าด้วยความขัดใจดื้อดึง
“คิดว่าตัวโตแล้วจะมาข่มกันได้เหรอ คิดว่าตัวเองเป็ใครฮะ”
ไมค์จ้องมองใบหน้าบึ้งตึงที่แฝงไปด้วยความเง้างอนและแววตาพยศของผม ดวงตาสีเทาเข้มของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาหาผมช้าๆ
ก้าวหนึ่ง... สองก้าว...
ความกดดันจากร่างั์ใหญ่ที่คืบคลานเข้ามาทำให้ผมใจสั่นรัว ผมก้าวถอยหลังหนีจนกระทั่งแผ่นหลังบางชนเข้ากับเสาหินอ่อนต้นใหญ่ของโถงบ้านอย่างหมดทางหนี ร่างสูงใหญ่ของไมค์ตามเข้ามาประชิดขอบเขตส่วนตัวในระยะไม่ถึงหนึ่งคืบ
เขาสูงมากจนหัวของผมอยู่ต่ำกว่าระดับไหล่ของเขาเสียอีก ไมค์วางมือหนาข้างหนึ่งทาบลงบนเสาหินอ่อนเหนือศีรษะของผม กักตัวผมไว้ภายใต้เรือนร่างกำยำของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
กลิ่นกายชายหนุ่มผสมกลิ่นน้ำหอมอบอวลไปทั่วอณูอากาศรอบตัวเรา ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเป่ารดลงบนหน้าผากและเส้นผมของผมเบาๆ หัวใจของผมเต้นระรัวราวกับเสียงกลองศึกจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน
“ปล่อยนะ... ถอยออกไปเลยนะคุณ”
ผมประท้วงเสียงสั่น พยายามใช้สองมือเล็กๆ ยันหน้าอกแกร่งของเขาไว้ ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังผลักกำแพงหินหนาๆ หน้าอกของเขาแน่นปึกไปด้วยมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นจนผมรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวใต้เนื้อผ้าเชิ้ต
ไมค์โน้มใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาลงมาหาผมช้าๆ... ช้าๆ จนกระทั่งดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาสั่นไหวของผมในระยะประชิด ปลายจมูกโด่งของเขาอยู่ห่างจากแก้มของผมเพียงไม่กี่เิเจนผมต้องกลั้นหายใจ
“พี่เตือนไว้ก่อนนะเด็กดี...”
ไมค์กระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่านิดๆ น้ำเสียงนิ่งลึกนั้นมีอำนาจสะกดให้ผมยืนนิ่งไม่กล้าขยับตัว
“ถ้าดื้อกับพี่... ชีวิตสองเดือนนี้จะเหนื่อยกว่าเดิมหลายเท่าเลยนะครับ”
“ผม... ผมไม่ได้ดื้อนะ”
ผมเถียงเสียงแข็ง แต่อ้อมแอ้มในตอนท้ายเพราะสายตาดุแกมหยอกของเขาที่จ้องมองมา
“คุณนั่นแหละที่นิสัยไม่ดี มัดมือชกผม”
ไมค์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของเขาช่างน่าฟังทว่ากลับฟังดูน่าหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน เขาถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว เปิดโอกาสให้ผมได้หายใจหายคอสะดวกขึ้น แต่สายตาสีเทาคมกริบคู่นั้นยังคงจับจ้องที่ใบหน้าแดงก่ำของผมอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม
“งั้นตกลงตามนี้ครับ กฎข้อแรกของการอยู่ร่วมกัน... เรียกพี่ว่า ‘พี่ไมค์’ ห้ามเรียก ‘คุณ’ หรือเรียกจิกหัวเด็ดขาด”
ไมค์พูดพลางเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง ท่าทางสุขุมและคุมเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จ
“และตอนนี้... ไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย เสื้อยืดตัวโคร่งกับขาสั้นขนาดนี้... มันไม่ค่อยเหมาะกับการนั่งอ่านหนังสือเท่าไหร่หรอกนะ”
สายตาของเขาตวัดมองต่ำลงมาที่เรียวขาขาวจัดของผมที่โผล่พ้นชายกางเกงขาสั้น สายตาคู่นั้นดูนิ่งสนิททว่ากลับทำให้ผมรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวเหมือนโดนไฟลน ผมรีบเอาสองมือดึงชายเสื้อยืดลงมาปิดต้นขาตัวเองพัลวัน ใบหน้าหวานร้อนผ่าวจนแทบจะะเิ
“คนฉวยโอกาส โรคจิต!”
ผมตวาดแหวใส่เขาหน้าดำหน้าแดง
ไมค์เพียงแค่เลิกคิ้วหนาขึ้นข้างหนึ่ง ยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
“แล้วก็... นำทางพี่ไปที่ห้องนอนแขกด้วยครับ จัดของเสร็จแล้วเราจะได้มาวางตารางเรียนกันทันที”
“ห้องนอนแขกเหรอ? ไม่มีหรอก เต็มหมดแล้ว ไปนอนในสวนนู่นไป”
ผมพูดประชดพลางสะบัดหน้าหนี
ไมค์ไม่ได้โกรธ เขากลับก้มหน้าลงมาหาผมอีกครั้งจนผมต้องหดคอหนี
“ถ้าไม่มีห้องนอนแขกว่าง... พี่ไปนอนเตียงเดียวกับเราที่ห้องนอนใหญ่ก็ได้นะ พี่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
“บ้าเรอะ ใครจะยอมให้คุณ... เอ๊ย ให้พี่นอนด้วยฮะ”
ผมรียเปลี่ยนเป็เรียก ‘พี่’ ตามกติกาของเขาด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าหวานร้อนฉ่าหนักกว่าเดิมเมื่อจินตนาการภาพผู้ชายร่างั์คนนี้มานอนเบียดอยู่บนเตียงเดียวกัน
“งั้นก็ก้าวขาเดิน แล้วนำทางพี่ไปห้องแขกได้แล้วครับ... เด็กดี”
ไมค์ใช้นิ้วเคาะหน้าผากผมเบาๆ ทีหนึ่งด้วยความเอ็นดู ทว่าการกระทำนั้นกลับทำให้ใจของผมสั่นไหวอย่างรุนแรง
ผมกัดริมฝีปากล่างแน่น จ้องมองสบตาติวเตอร์ร่างั์ด้วยความแค้นเคืองระคนพ่ายแพ้ กระชากเสียงใส่เขาเสียงดัง
“เออ.. ตามมาดิ”
ผมหมุนตัวเดินขึ้นบันไดวนกลับไปชั้นบนทันที สองเท้ากระทืบลงบนหินอ่อนเสียงดังปังๆ เพื่อระบายอารมณ์หงุดหงิด โดยมีเสียงฝีเท้าหนักๆ และมั่นคงของพี่ไมค์ลากกระเป๋าเดินทางตามหลังมาห่างๆ
ผมเหลือบมองแผ่นหลังกว้างและส่วนสูงเกือบสองเมตรของเขาผ่านกระจกเงาตรงโถงทางเดิน พลางคิดในใจด้วยความรู้สึกปั่นป่วนวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
สองเดือนต่อจากนี้... ชีวิตอันแสนสงบสุขของผมต้องพังพินาศแน่ๆ
แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ... ทำไมหัวใจบ้าๆ ของผมถึงต้องเต้นรัวขนาดนี้ทุกครั้งที่เขาก้มลงมาสบตาด้วยดวงตาสีเทาคู่ดุคู่นั้นกันนะ
ผมจะต้องหาทางเอาชนะพี่เลี้ยงจอมเผด็จการคนนี้ให้ได้เลยคอยดู