ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาท่านมหาเทพคอยเฝ้ามองการออกกำลังกายของลี่หงทุกวัน เมื่อเห็นว่าร่างกายของลี่หงแข็งแกร่งพอที่จะปลดผนึกชุดแล้วท่านมหาเทพจึงพูดขึ้น
“เช้านี้ไม่ต้องวิ่งแล้ว ตอนนี้ร่างกายของเ้าก็ถึกแอ้ม! ร่างกายเ้าก็แข็งแกร่งพอสมควรแล้ว ข้าจะปลดผนึกสะกดพลังให้ เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมล่ะ”พูดจบท่านมหาเทพก็สะบัดมือคราหนึ่ง เพื่อทำการปลดผนึกสะกดพลัง ที่สลักไว้บนชุดที่ลี่หงสวมใส่
อึก! เมื่อผนึกถูกปลด ลมปราณมหาศาลก็ะเิออกมาจากตันเถียนของลี่หงทันทีตอนนี้ลมปราณที่แสนบ้าคลั่งกำลังหลั่งไหลไปทั่วร่างของลี่หงราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก
ด้วยกระแสลมปราณที่บ้าคลั่ง หากเป็เส้นชีพจรของคนทั่วไปย่อมฉีกขาดไปั้แ่ลมหายใจแรกที่ผนึกถูกปลดแล้ว แต่ด้วยเส้นชีพจรที่แข็งแกร่งและมีขนาดใหญ่กว่าเส้นชีพจรของคนทั่วไปทำให้ลี่หงสามารถโคจรลมและควบคุมลมปราณที่แสนบ้าคลั่งนี้ไปตามเส้นชีพจรได้อย่างไม่ติดขัด
ที่สำคัญจุดชีพจรทั้งร้อยแปดจุดของลี่หงล้วนถูกกรุยจนเปิดออกทุกจุดในขณะที่หลอมรวมร่างกายเข้ากับชิ้นส่วนของสัตว์เลี้ยงของท่านมหาเทพ ไม่อย่างนั้นต่อให้มีเส้นชีพจรที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมากเพียงใดย่อมต้องเสียหายหากจุดตีบตันไม่ถูกกรุยทางให้เปิดโล่ง
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ตลอดสามชั่วยามที่ผ่านมา เสียงของการเลื่อนระดับของลี่หงดังติดต่อกันกว่าแปดครั้งเมื่อสามารถดูดซับลมปราณที่บ้าคลั่งจนหมด ลี่หงก็ลืมตาขั้น
“ระดับปราณปฐีขั้นเก้างั้นหรอเฮ้อ! อุตส่าห์สะสมไว้ตั้งหนึ่งเดือน แต่กลับเลื่อนขึ้นมาไม่กี่ระดับเอง” เมื่อตรวจสอบระดับของตนแล้วลี่หงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง
แปดระดับภายในหนึ่งเดือน! หากมีใครมาเห็นการบ่มเพาะที่ฉีกกฎเกณฑ์ทุกอย่างบนโลกของลี่หงต้องกระอักเืตายอย่างแน่นอนแต่เ้าตัวกลับไม่พอใจกับระดับพลังในปัจจุบันแม้แต่น้อย
หากเทียบกับศิษย์ในสำนักฝึกยุทธหรือลูกหลานของตระกูลใหญ่ทั้งหลาย
ด้วยอายุเพียงสิบห้าขวบปี แต่กลับมีพลังอยู่ในระดับปราณปฐีขั้นเก้าตัวตนของลี่หงในตอนนี้ก็เปรียบดั่งยอดอัจฉริยะแล้ว
การจะทะลวงสู่ระดับปราณปฐี หากเป็คนทั่วไปย่อมไต่เต้าขึ้นมาระดับนี้ได้อย่างยากเย็นแม้แต่เหล่าอัจฉริยะก็ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและความเพียรพยายามมากมายถึงจะมายังจุดนี้ได้ต่างต้องฝึกฝนอย่างหนักั้แ่เปิดจุดชีพจรหรือั้แ่กระตุ้นลมปราณให้ตื่นขึ้น
เมื่อเทียบกับลี่หงในตอนนี้ หากนับระยะเวลาที่เริ่มฝึกฝนเพียงเดือนกว่าตัวตนของลี่หงก็เปรียบดั่งฝันร้ายของเหล่าอัจฉริยะทั่วทั้งแผ่นดิน
แต่เ้าตัวกลับไม่พึงพอใจในระดับพลังของตนเองเห็นดังนั้นท่านมหาเทพก็ต้องส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ
“เ้าจะบ่นอะไรนักหนา เวลาเพียงเดือนกว่าเ้ากลับยกระดับตนเองมาถึงขั้นนี้ได้ในโลกใบนี้ไม่มีใครทำได้แบบเ้าอีกแล้ว ที่สำคัญยิ่งระดับพลังสูงขึ้นเท่าไหร่ การเลื่อนระดับก็ยิ่งยากขึ้นเป็ทวีคูณแล้วตัวเ้าเป็ตัวตนอันใด? สัตว์ประหลาดรึ! นั่นยังน้อยไปด้วยซ้ำ” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ไม่รู้จะทำหน้าเช่นไรจะยิ้มด้วยความพึงพอใจก็ไม่ได้ จะร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจก็ไม่ดีจึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนรับฟังคำชมของท่านมหาเทพด้วยความจำยอม
แม้ลึกๆ ในใจจะยินดีไม่น้อยที่ตนสามารถทะลวงสู่ระดับนี้ด้วยความรวดเร็วแต่เมื่อนึกถึงลมปราณที่มีอยู่อย่างหนาแน่นในมิติแห่งนี้หากเป็คนทั่วไปย่อมสามารถทะลวงถึงระดับปราณฟ้าได้อย่างไม่ยากเย็นแต่ตนกลับทำได้เพียงระดับปฐีเท่านั้น
ยิ่งคิดลี่หงก็ยิ่งหดหู่แต่เมื่อนึกถึงคนที่รออยู่ข้างหลัง เ้าตัวก็กลับมามุ่งมั่นอีกครั้งจากนั้นลี่หงก็หันไปพูดกับท่านมหาเทพ
“ขอบคุณท่านมหาเทพมากเ้าค่ะหากไม่ได้ท่านมหาเทพช่วยเหลือและชี้แนะ ป่านนี้ไม่รู้ว่าข้าต้องกลายเป็ิญญาล่องลอยไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้”ลี่หงพูดขึ้นมาด้วยความซาบซึ้งในความเมตตาของท่านมหาเทพที่มีต่อตน
“แต่การที่ท่านมหาเทพช่วยเหลือข้ามากมายแบบนี้ไม่ทราบว่าท่านมหาเทพมีงานหรือภารกิจอะไรให้ข้าหรือเ้าคะ” พูดจบลี่หงก็จ้องไปยังใบหน้าหล่อเหลาของท่านมหาเทพพร้อมกับส่งสายออดอ้อนราวกับลูกแมวน้อยเพื่อที่จะได้รับงานหรือหน้าที่ที่ไม่ยากเย็นเกินความสามารถของตน
ทางด้านท่านมหาเทพ รู้อยู่แล้วว่าลี่หงจะต้องถามคำถามนี้แต่ตนก็ไม่สามารถบอกเหตุผลที่แท้จริงออกไปได้
“เดิมทีข้าก็ไม่อยากช่วยอะไรเ้านักหรอกแต่...” ท่านมหาเทพพูดได้ไม่กี่ประโยคจู่ๆ ก็หยุดพูดไปเสียดื้อๆเหมือนกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
การกระทำของท่านมหาเทพ ทำให้ลี่หงที่รอฟังอยู่ต้องรีบเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความหวาดหวั่น
“แต่อะไรเ้าคะท่านมหาเทพ แล้วเหตุใดท่านถึงช่วยเหลือข้ามากมายแบบนี้เ้าคะ”เมื่อได้ยินเสียงของลี่หง ท่านมหาเทพก็หลุดออกจากห้วงความคิด
“แอ้ม! ทั้งหมดมันก็เพราะเ้านั่นแหละ”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง ก่อนจะก้มหน้าครุ่นคิดว่าที่ผ่านมาตนทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง
เมื่อเห็นท่าทางและได้ยินความคิดของลี่หงท่านมหาเทพก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความเ้าเล่ห์
“แอ้ม! เ้าไม่ต้องคิดให้มากความทั้งหมดมันก็เพราะพรที่เ้าขอในตอนนั้นยังไงล่ะ หากเ้าไม่ขอพรบ้าๆ แบบนั้นข้าก็ไม่ต้องให้พรเ้าเป็พลังส่วนหนึ่งของข้าหรอก”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ได้แต่ส่งยิ้มให้แก่ท่านมหาเทพ
“ไม่ต้องมายิ้ม! แม้เ้าจะได้พลังเพียงเศษเสี้ยวของข้าไปแต่เ้าก็ไม่สามารถใช้ได้อยู่ดี แถมโลกที่เ้าอยู่ในตอนนี้การรักษาก็หาได้ก้าวหน้าเหมือนโลกอื่นๆไม่” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็เห็นด้วยกับคำพูดของท่านมหาเทพ เพราะขนาดแพทย์หลวงก็ยังไม่สามารถรักษาอาการติดพิษของร่างเดิมได้
เมื่อเห็นว่าลี่หงเริ่มคล้อยตามคำพูดของตนท่านมหาเทพก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ แล้วจึงพูดต่อ
“ด้วยร่างกายที่อ่อนปวกเปียกของเ้าก่อนหน้านี้หากพลังที่ได้รับไปตื่นขึ้นมาตัวเ้าก็จะะเิตายทันทีสุดท้ายก็ต้องตกมาเป็หน้าที่ของข้า ที่ต้องหาภาชนะรองรับหรือร่างไร้ิญญาที่เหมาะสมเพื่อให้เ้าได้กลับไปใช้ชีวิตอีกครั้งด้วยตัวข้าหาได้มีเวลาว่างมากมายนัก ดังนั้นข้าจึงต้องสละเวลาว่างที่มีเพียงน้อยนิดมาชี้แนะเ้าอยู่นี่ไง”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็กระจ่างแจ้งถึงเหตุผลของท่านมหาเทพ
แม้คำพูดของท่านมหาเทพจะคลุมเครือและมีหลายส่วนที่น่าสงสัยแต่เ้าตัวก็ปล่อยผ่านเื่พวกนั้นไป
แม้ตนจะไม่สามารถกลับไปโลกเดิมได้แล้วแต่ในโลกใบใหม่นี้ตนได้มีครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้ารอให้ตนกลับไปหาได้ตลอดเวลา เพียงแค่นี้ตนก็ไม่หวังสิ่งใดมากไปกว่านี้อีกแล้ว
“ต้องขอบคุณท่านมหาเทพอีกครั้งนะเ้าคะตะ แต่ข้ามีอีกคำถามหนึ่งเ้าค่ะ คะ คือ คือว่า ชิ้นส่วนสัตว์เลี้ยงที่ท่านมหาเทพนำมาหลอมรวมกับร่างกายของข้านั้นมะ ไม่ทราบว่าคือชิ้นส่วนของสะ...” เมื่อได้ยินคำพูดของลี่หง ท่านมหาเทพก็ทราบได้ทันทีว่าเ้าตัว้าสอบถามถึงสิ่งใด
“ัครามา” ได้ยินดังนั้นร่างกายของลี่หงก็แข็งทื่อดวงตาน้อยๆ ก็ค่อยๆ เบิกกว้าง
“ยะ ยะ อย่าบอกนะว่า มะ มะ ัที่ท่านว่า คะ คะ คือ ...” หลังจากได้สติกลับคืนมาลี่หงก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่ไม่ทันที่จะได้พูดจนจบประโยคท่านมหาเทพก็ชิงพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ัครามา ัต้นกำเนิดแห่งัทั้งปวงของโลกใบนี้ตามที่เ้าคิดนั่นแหละ” ได้ยินดังนั้นราวกับมีสายฟ้าฝ่าฟาดลงมายังร่างกายของลี่หง
ทางด้านท่านมหาเทพเมื่อเห็นท่าทางของลี่หงก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความขบขัน ‘ฮึ!กะอีแค่สัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งของข้าเท่านั้น ทำเป็ตกอกใไปได้’หากลี่หงได้ยินความคิดนี้ของท่านมหาเทพสติคงไม่กลับเข้าร่างในเร็วๆ นี้แน่นอน
จากความทรงจำที่ได้รับถ่ายทอดมาจากท่านมหาเทพีแห่งพฤกษาัครามาในโลกใบนี้ถือเป็ัตนแรก ที่กำเนิดขึ้นมาก่อนการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆนับล้านปีและได้สิ้นอายุขัยไปเมื่อหลายล้านปีก่อน
แต่กลับไม่มีใครเคพบเห็นร่างหรือชิ้นส่วนของัครามาแม้แต่เศษเสี้ยวราวกับว่าจู่ๆ ัครามาก็หายไปในอากาศธาตุ เหลือทิ้งไว้เพียงดวงจิตเท่านั้น
แล้วใครจะคาดคิดว่าชิ้นส่วนของัครามาที่หายสาบสูญไปนับล้านปีจะมาปรากฏต่อหน้าแถมยังกลายเป็ส่วนหนึ่งในร่างกายของตนไปแล้ว
ไม่เพียงแค่หนึ่งเท่านั้นแต่ตนกลับได้สมบัติัหรือชิ้นส่วนของัครามาถึงสี่ชิ้น นั่นก็คือกระดูกัโลหิตั เส้นเอ็นัและเส้นชีพจรั แถมตนยังหลอมรวมเข้ากับสมบัติัได้อย่างสมบูรณ์ทุกชิ้นแล้วแบบนี้จะไม่ให้ตนใได้ยังไง
แม้จะพอคาดเดาได้อยู่แล้วว่าต้องเป็ชิ้นส่วนสัตว์อสูรระดับสูงมากๆแต่ตนก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็ถึงัครามาัผู้ให้กำเนิดเผ่าพันธุ์ัในโลกใบนี้ ยิ่งคิดสติของลี่หงก็ยิ่งเลื่อนลอยจนท่านมหาเทพต้องเรียกสติให้กลับคืนมาด้วยหัตถ์เทวะ
โป๊ก!
“โอ๊ย! เขกหัวข้าทำไมเ้าคะ อู๊ย!”เมื่อได้รับกำปั้นของท่านมหาเทพสติของลี่หงก็กลับเข้าร่างทันที พร้อมกับค้อนวงใหญ่ที่เ้าตัวส่งไปให้ท่านมหาเทพ
“ฮึ่ม! ไม่ต้องมองข้าด้วยสายตาแบบนั้นเลย มาจัดการเื่ของเ้าต่อเลยดีกว่า” พูดจบท่านมหาเทพก็สะบัดมือคราหนึ่งปรากฏลูกแก้วสีใสขนาดเท่ากำปั้นลอยอยู่ตรงหน้าลี่หง พร้อมกับส่องแสงสีทองระยิบระยับออกมา
“มะ มันคืออะไรหรือเ้าคะท่านมหาเทพสวยจังเลยเ้าค่ะ” เมื่อเห็นดังนั้น ดวงตาของลี่หงก็ส่องประกายแข่งกับลูกแก้วตรงหน้าแทบจะทันที
“ไม่ต้องถามให้มากความ หยดเืของเ้าลงบนลูกแก้วนี่ซะ”แม้จะยังไม่เข้าใจ แต่ลี่หงก็รีบทำตามคำสั่งของท่านมหาเทพด้วยความรวดเร็ว
หลังจากที่เืัักับลูกแก้ว ไม่นานแสงสีทองก็สาดส่องออกมาจากลูกแก้วตรงหน้าจนย้อมมิติแห่งนี้เป็สีทองแม้แสงสีทองที่สาดส่องออกมาจะเจิดจ้าแค่ไหน แต่กลับไม่แสบตาเลยแม้แต่น้อย เห็นดังนั้นดวงตาของลี่หงก็เบิกกว้างด้วยความใ
ในขณะที่เ้าตัวกำลังจดจ้องไปยังลูกแก้วนั่นเองจู่ๆ ลูกแก้วตรงหน้าก็กลายเป็กลุ่มก้อนแสงสีทอง แล้วพุ่งตรงมายังกลางอกของตน
อึก! ทันทีที่แสงสีทองหายเข้าไปกลางอกความเ็ปมหาศาลก็ะเิออกมาอีกครั้ง ทำให้ลี่หงต้องรีบโคจรลมปราณด้วยความรวดเร็ว
เวลาผ่านไปกว่าสองชั่วยามความเ็ปที่มีก็ค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกลางอก
หลังจากทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบลี่หงก็จ้องมองไปยังท่านมหาเทพเพื่อขอคำอธิบาย
“ลูกแก้วลูกนั้นก็คือสถานที่ที่เ้าอยู่ในตอนนี้หรือจะพูดให้ถูกลูกแก้วนั่นก็คือแกนกลางของมิติแห่งนี้เมื่อมันหลอมรวมเข้ากับตัวเ้าก็เท่ากับว่ามิติแห่งนี้เป็ของเ้าโดยสมบูรณ์แล้วส่วนคุณสมบัติพิเศษของมันเ้าก็เรียนรู้เอาเองจากความทรงจำก็แล้วกัน” ได้ยินดังนั้นดวงตาของลี่หงก็เบิกกว้างด้วยความใก่อนจะส่องประกายระยิบระยับพริบพรับแพรวพราวออกมา
“มาถึงส่วนสุดท้ายสักทีข้าจะปลดผนึกพลังให้เ้าดั่งที่ข้าเคยลั่นวาจาไว้ ก่อนหน้านี้ข้าเพียงปลดผนึกบางส่วนเท่านั้นจากนี้ข้าจะปลดผนึกพลังอีกส่วนหนึ่งให้เ้า ส่วนที่เหลือเ้าก็หาทางปลดผนึกด้วยตัวเองจงจำไว้ให้ขึ้นใจแม้เ้าจะได้รับพลังของข้าไปเพียงเศษเสี้ยว แต่เ้าก็คงรู้นะ ว่าพลังเพียงแค่เศษเสี้ยวของข้ามันมากมายมหาศาลแค่ไหนในโลกใบนี้”ได้ยังดังนั้นลี่หงก็พยักหน้าขึ้นลงเพื่อตอบรับคำพูดของท่านมหาเทพ แต่สายตากลับส่องประกายระยิบระยับออกมายิ่งกว่าก่อนหน้านี้ลิบลับ
เมื่อเห็นท่าทางราวกับลูกแมวน้อยของลี่หงท่านมหาเทพก็ส่ายหัวให้กับความบ้าของคนตรงหน้า
“เมื่อครู่เ้าถามถึงภารกิจใช่ไหมเดิมทีข้าก็ไม่ได้หวังอะไรในตัวเ้ามากนัก ข้าเพียงแค่้าให้เ้าใช้พลังที่มีและความรู้ที่ได้รับจากข้ากับท่านมหาเทพีบวกกับความรู้ความสามารถที่ติดตัวเ้ามาจากโลกเดิม ช่วยเหลือผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่เ้าจะช่วยได้และปกป้องดูแลเผ่าพันธุ์ของเ้าให้อยู่รอดในโลกอันแสนโหดร้ายแห่งนี้ไม่ใช่แค่เพียงในดินแดนที่เ้าอยู่ตอนนี้เท่านั้นนะ”
“ที่สำคัญอย่าลืมสานต่อปณิธานของท่านมหาเทพีแห่งพฤกษาด้วยและอย่าใช้พลังของข้าไปในทางมิถูกมิควรเข้าใจรึไม่ เื่ที่ข้าจะพูดก็มีเพียงเท่านี้แหละอ้อ! อย่าลืมไปตามหาเหล่าลูกหลานของเ้างูน้อยของข้าด้วยล่ะ”
หลังจากได้ยินคำสั่ง! เอ่อ!คำร้องขอของท่านมหาเทพแล้ว ลี่หงก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับสีหน้าเลื่อนลอยไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากน้อยๆ ของลี่หงแม้แต่คำเดียว
เมื่อเห็นลี่หงเข้าใจคำสั่ง! อ่าไม่ใช่! ไม่ใช่!คำไหว้วานของตนแล้ว ท่านมหาเทพก็ชี้นิ้วตรงมายังหน้าผากของลี่หง
ทันใดนั้นเองก็มีลำแสงสีทองพุ่งออกจากปลายนิ้วพุ่งตรงไปยังหน้าผากระหว่างคิ้วของลี่หง
ทันทีที่ลำแสงสีทองพุ่งหายเข้าไปในหน้าผากของลี่หงพลังที่ถูกท่านมหาเทพปิดผนึกไว้ก็ะเิออกมา ทั้งพลัง ความรู้ ความทรงจำและความเ็ปมากมายมหาศาลต่างก็แข่งขันกันหลั่งไหลเข้าสู่สมองน้อยๆ ของลี่หงราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก
แต่ก่อนที่สติลี่หงจะดับไป เ้าตัวก็ได้ยินคำเตือนของท่านมหาเทพดังแว่วมาตามสายลม
“หากจะออกจากมิติแห่งนี้ เ้าควรบ่มเพาะให้ถึงระดับปราณฟ้าก่อนนะ”พูดจบท่านมหาเทพก็หายไปทันที พร้อมกับสติของลี่หงที่เลือนหายไปเช่นกัน