เช้าวันงานเลี้ยงชมดอกท้อมาถึงเร็วกว่าที่ซูอวี่คิด
นางยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง หมุนตัวซ้ายที ขวาที มองเงาสะท้อนของตนเองด้วยสีหน้าพึงพอใจอย่างยิ่ง
ชุดสีเขียวหม่นเรียบง่าย ไร้ลวดลายสะดุดตา
ปิ่นปักผมไม้ธรรมดา
ไม่มีเครื่องประดับทอง ไม่มีไข่มุก ไม่มีหยก ไม่มีอะไรที่ทำให้ผู้คนเหลียวมอง
ต่อให้โยนนางเข้าไปกลางงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยคุณหนูตระกูลใหญ่ นางก็คงกลืนหายไปกับฉากหลังได้อย่างแเี
สมบูรณ์แบบ
นี่แหละรูปลักษณ์ของตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด
ซูอวี่ยิ้มให้เงาของตัวเองในกระจก
ดีมาก
วันนี้นางไม่ได้มาเพื่ออวดโฉม ไม่ได้มาเพื่อหาคู่ ไม่ได้มาเพื่อแสดงความสามารถ และยิ่งไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนชะตาบ้านเมือง
นางมาเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเงียบ ๆ
แค่นั้นพอ
ด้านหลัง ชิงเหอยืนถือกล่องเครื่องประดับด้วยสีหน้าเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลาย
“คุณหนูเ้าคะ ท่านจะแต่งตัวเช่นนี้ไปจริงหรือเ้าคะ”
“จริง”
“แต่…แต่ผู้คนจะคิดว่าจวนแม่ทัพกำลังประสบปัญหาการเงินนะเ้าคะ”
ซูอวี่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ยิ่งดี”
ชิงเหอเบิกตา
“ยิ่งดีหรือเ้าคะ”
“ใช่ หากพวกเขาคิดว่าจวนแม่ทัพยากจน ก็จะไม่มีใครอยากมายุ่งกับข้า”
“แต่ท่านเป็คุณหนูสามสกุลซูนะเ้าคะ”
“วันนี้ข้าจะเป็คุณหนูสามผู้ไร้ตัวตน”
ซูอวี่กล่าวอย่างภาคภูมิใจ ราวกับเพิ่งประกาศตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก
ชิงเหอกลืนน้ำลาย
นางรับใช้คุณหนูสามมาั้แ่เล็ก ย่อมรู้ดีว่าคุณหนูเป็คนอ่อนโยน เรียบร้อย และไม่ค่อยกล้าโต้แย้งใคร
แต่หลังตกน้ำครั้งนั้น คุณหนูเหมือนเปลี่ยนไปเป็คนละคน
ยังคงใจดี
ยังคงไม่ชอบสร้างเื่
แต่ความคิดบางอย่างกลับ…ประหลาดจนคาดเดาไม่ได้
ซูอวี่หันกลับมา ชูนิ้วขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง
“จำกฎเอาชีวิตรอดข้อแรกได้หรือไม่”
ชิงเหอถอนหายใจอย่างยอมแพ้
“อยู่ห่างจากเซียวอ๋องอย่างน้อยสิบจั้งเ้าค่ะ”
“ถูกต้อง”
“แต่หากบังเอิญพบเล่าเ้าคะ”
“หันหลังแล้วเดินหนีอย่างสง่างาม”
ชิงเหอกะพริบตา
“เมื่อวานท่านบอกว่าวิ่ง”
“วิ่งดูมีพิรุธเกินไป ต้องเดินก่อน หากสถานการณ์อันตรายค่อยวิ่ง”
“หากวิ่งไม่ทันเล่าเ้าคะ”
“แกล้งเป็ลม”
“หากแกล้งเป็ลมไม่ได้”
ซูอวี่นิ่งคิดครู่หนึ่ง
“ร้องไห้”
ชิงเหอหมดคำจะพูด
นี่คือแผนเอาชีวิตรอดหรือแผนทำให้บ่าวหัวใจหยุดเต้นกันแน่
ไม่นาน รถม้าจากจวนแม่ทัพก็มาถึงหน้าจวนเสนาบดี
วันนี้จวนเสนาบดีคึกคักเป็พิเศษ ประตูใหญ่ประดับโคมแดงและผ้าแพรหลากสี กลีบดอกท้อปลิวตามลมอ่อน ๆ ตกลงบนทางเดินหินขาวราวกับพื้นถูกปูด้วยสีชมพูอ่อน
เหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางแต่งกายงดงามราวประชันกันอย่างเงียบ ๆ
บางคนสวมชุดผ้าไหมปักดิ้นทอง
บางคนประดับหยกน้ำงามเต็มศีรษะ
บางคนยิ้มอ่อนหวานแต่สายตากลับคมกว่ามีดสั้น
ซูอวี่แอบสูดลมหายใจลึก
นี่แหละสังคมชั้นสูงในนิยายจีนโบราณ
ดูภายนอกงดงามเหมือนภาพวาด
แต่ข้างในเต็มไปด้วยคำพูดเสียดสี รอยยิ้มเคลือบพิษ และบททดสอบที่คนธรรมดาอย่างนางไม่อยากเข้าร่วมแม้แต่น้อย
นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะ
ขอเพียงผ่านวันนี้ไปได้ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น
ซูอวี่ก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีสงบ พยายามก้มหน้าเล็กน้อย ลดการมีตัวตนให้มากที่สุด
แต่ยังไม่ทันเดินพ้นประตู เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“นั่นคุณหนูสามสกุลซูหรือ”
“เหตุใดแต่งตัวเรียบง่ายเช่นนี้”
“หรือจวนแม่ทัพตกอับแล้วจริง ๆ”
เสียงหัวเราะคิกคักดังตามมา
ซูอวี่หันไปมอง เห็นกลุ่มคุณหนูสามสี่คนยืนจับกลุ่มกันอยู่ใต้ต้นท้อ ใบหน้าแต่งแต้มงดงาม ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความสนุกสนานยามได้กลั่นแกล้งผู้อื่น
หากเป็เ้าของร่างเดิม คงหน้าแดงด้วยความอับอายแล้วรีบก้มหน้าเดินหนี
แต่ซูอวี่ไม่ใช่เ้าของร่างเดิม
นางไม่โกรธเลยสักนิด
ตรงกันข้าม ยังรู้สึกยินดีด้วยซ้ำ
ดีมาก
หัวเราะเถิด
ยิ่งพวกนางมองนางต่ำต้อยเท่าไร นางก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น
ซูอวี่ยิ้มกว้างกว่าเดิม
ยิ้มจนอีกฝ่ายเริ่มรู้สึกผิดปกติ
คุณหนูคนหนึ่งกระแอมเบา ๆ
“เ้าไม่โกรธหรือ”
“ไม่โกรธเ้าค่ะ”
“เหตุใด”
ซูอวี่ตอบอย่างจริงใจ
“เพราะพวกท่านกล่าวถูกแล้ว”
กลุ่มคุณหนูเงียบกริบ
สายลมพัดผ่าน กลีบดอกท้อร่วงลงหนึ่งกลีบ
บรรยากาศชั่วขณะนั้นเงียบเสียจนได้ยินเสียงชิงเหอกลั้นหายใจ
คุณหนูผู้หนึ่งขมวดคิ้ว
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
ซูอวี่ยังคงยิ้มสุภาพ
“ข้าแต่งตัวเรียบง่ายจริง จวนแม่ทัพอาจดูไม่ฟุ่มเฟือยจริง พวกท่านสายตาเฉียบคมยิ่งนัก ข้านับถือ”
คำชมนี้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามพูดไม่ออก
จะด่าต่อก็ดูเหมือนตนไร้มารยาท
จะรับคำชมก็รู้สึกเหมือนถูกตบเบา ๆ ด้วยผ้าไหม
เหตุใดคำตอบของนางจึงทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนชกหมัดใส่อากาศ
ซูอวี่ถือโอกาสค้อมศีรษะเล็กน้อย แล้วเดินจากมาอย่างรวดเร็ว
ภารกิจสำเร็จ
หลีกเลี่ยงการสร้างศัตรูเพิ่มหนึ่งครั้ง
หากชีวิตนี้มีระบบแจ้งเตือน คงมีข้อความเด้งขึ้นมาว่า
ค่าความอยู่รอด +1
ภายในสวนดอกท้อ ผู้คนจับกลุ่มสนทนาอย่างครึกครื้น เสียงหัวเราะ เสียงดนตรี และกลิ่นชาหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ
ซูอวี่กวาดตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง
ซ้าย ไม่มีเซียวอ๋อง
ขวา ไม่มีเซียวอ๋อง
ด้านหน้า ไม่มีเซียวอ๋อง
ด้านหลัง มีเพียงชิงเหอที่ทำหน้าเหมือนอยากพานางกลับจวนตลอดเวลา
ดีมาก
นางเลือกมุมนั่งที่อยู่ไกลจากศาลากลางงานที่สุด ใต้ต้นท้อใหญ่ข้างทางเดินเล็ก ๆ ตำแหน่งนี้มองเห็นคนได้ทั่ว แต่คนอื่นไม่ค่อยมองเห็นนาง
เหมาะแก่การซ่อนตัวอย่างยิ่ง
ซูอวี่นั่งลง หยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมากินอย่างสบายใจ
ขนมดอกท้อไส้ถั่วแดงหวานกำลังดี
น้ำชาก็หอมใช้ได้
หากตัดเื่การลอบสังหารกับความตายที่แขวนอยู่เหนือศีรษะออกไป งานเลี้ยงนี้ก็นับว่าไม่เลว
เมื่อไม่ต้องเข้าสังคม ชีวิตก็ดีเช่นนี้เอง
ชิงเหอยืนอยู่ข้างหลัง มองคุณหนูของตนเคี้ยวขนมด้วยสีหน้าสงบเกินเหตุ
“คุณหนู ท่านไม่คิดจะไปทักทายผู้ใดเลยหรือเ้าคะ”
“ไม่คิด”
“แม้แต่คุณหนูใหญ่กับคุณหนูรองหรือเ้าคะ”
“เดี๋ยวค่อยไป”
“เดี๋ยวของท่านหมายถึงเมื่อใดเ้าคะ”
ซูอวี่ตอบอย่างจริงใจ
“เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ชิงเหอเงียบไปอีกครั้ง
แต่แล้วจู่ ๆ เสียงซุบซิบรอบตัวกลับเงียบลงอย่างกะทันหัน
เสียงดนตรีเหมือนเบาลง
เสียงหัวเราะหยุดชะงัก
แม้แต่กลีบดอกท้อที่ปลิวอยู่ในอากาศก็ราวกับช้าลงในสายตาของทุกคน
จากนั้นเสียงขันทีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตูสวน
“เซียวอ๋องเสด็จ!”
มือที่กำลังหยิบขนมหยุดค้างกลางอากาศ
ซูอวี่นิ่งไปทั้งร่าง
มาแล้ว!
มาเร็วเกินไปแล้ว!
ตามต้นฉบับ เขาควรปรากฏตัวหลังจากนี้อีกครึ่งชั่วยามไม่ใช่หรือ
หรือเพราะนางทะลุมิติมา เส้นเื่จึงเริ่มขยับผิดจังหวะ?
ไม่ได้
ไม่มอง
ไม่สนใจ
ไม่อยากรู้
ต่อให้เขาหล่อจนคนทั้งเมืองหลวงลือกัน นางก็ไม่ควรมอง
ความอยากรู้อยากเห็นคือทางลัดสู่ความตายของตัวประกอบ
ซูอวี่รีบหันหลังกลับทันที ทำทีเป็สนใจต้นท้อด้านหลังราวกับไม่เคยเห็นต้นไม้มาก่อนในชีวิต
ชิงเหอสะกิดนางเบา ๆ
“คุณหนู ทุกคนกำลังคารวะท่านอ๋องเ้าค่ะ”
ซูอวี่ตัวแข็ง
จริงด้วย
อยู่ในยุคโบราณจะทำเป็ไม่เห็นเชื้อพระวงศ์ไม่ได้
นางจำใจหันกลับไปเล็กน้อย ย่อตัวคารวะตามคนอื่น แต่ก้มหน้าลงต่ำจนแทบจะนับลายรองเท้าตนเองได้
ไม่มองหน้า
ห้ามมองเด็ดขาด
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังผ่านทางเดินหิน
ช้า
มั่นคง
และเย็นเยียบอย่างประหลาด
กลิ่นไม้จันทน์อ่อน ๆ ลอยมากับสายลมเพียงชั่วขณะ ก่อนเลือนหายไป
ซูอวี่รู้สึกขนลุกอย่างไร้เหตุผล
นางไม่เห็นหน้าเขา
แต่แค่กลิ่นนั้นก็ทำให้นางแน่ใจ
เซียวอ๋องมาถึงแล้วจริง ๆ
นางลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง เตรียมถอยออกจากบริเวณนั้นตามแผน
เดินอย่างสง่างาม
ห่างออกไป
สิบจั้ง
ยี่สิบจั้งยิ่งดี
แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป เสียงอุทานก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของสวน
“ช่วยด้วย!”
ซูอวี่หันขวับตามสัญชาตญาณ
เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งวิ่งไล่จับว่าวจนเสียหลัก พลัดตกลงไปในสระน้ำข้างศาลา
เสียงน้ำแตกกระจายดังซ่า
ผู้คนรอบข้างแตกตื่นทันที
“มีคนตกน้ำ!”
“รีบตามบ่าวรับใช้มาเร็ว!”
“เด็กคนนั้นเป็บุตรชายของใต้เท้าหลี่ไม่ใช่หรือ”
บางคนร้องเรียกคนช่วย บางคนยืนหน้าซีด บางคนถอยหลังด้วยความใ
แต่ไม่มีผู้ใดะโลงไป
เพราะสระน้ำลึก และชุดผ้าไหมหลายชั้นทำให้การลงน้ำอันตรายอย่างยิ่ง
ซูอวี่กัดริมฝีปากแน่น
ไม่ยุ่ง
ห้ามยุ่ง
นี่ไม่ใช่เื่ของนาง
ในนิยาย ตรงนี้ควรเป็ฉากที่นางเอกตัวจริงช่วยเด็กจนได้ชื่อเสียง
หากนางเข้าไปยุ่ง อาจทำให้เส้นเื่เปลี่ยน
และถ้าเส้นเื่เปลี่ยน นางอาจยิ่งตายเร็วกว่าเดิม
แต่เด็กคนนั้นกำลังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ
มือเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาแล้วจมหาย
เสียงร้องขาด ๆ หาย ๆ ทำให้หัวใจนางบีบรัด
ซูอวี่กำมือแน่น
บ้าเอ๊ย
นางอาจอยากมีชีวิตรอด
แต่นางยังไม่ได้อยากรอดด้วยการยืนดูเด็กคนหนึ่งจมน้ำตายต่อหน้าต่อตา
“ชิงเหอ! ไปตามคน!”
“คุณหนู?”
“เร็วเข้า!”
พูดจบ ซูอวี่ก็ถอดรองเท้าออกอย่างรวดเร็ว แล้วะโลงสระโดยไม่ลังเล
เสียงกรีดร้องดังขึ้นรอบด้าน
“คุณหนูสาม!”
“นางบ้าไปแล้วหรือ”
“รีบช่วยคนเร็ว!”
น้ำเย็นจัดโอบล้อมร่างทันที
กระแสน้ำไหลเข้าปากเข้าจมูกจนซูอวี่สำลัก นางกัดฟันพยายามว่ายไปหาเด็กชายคนนั้น
โชคดีที่ในโลกเดิม เธอเคยเรียนว่ายน้ำ
แม้ไม่ถึงขั้นเป็นักกีฬา แต่อย่างน้อยก็พอเอาตัวรอดได้
นางคว้าตัวเด็กชายไว้จากด้านหลัง พยายามดันเขาให้ลอยขึ้นเหนือน้ำ
“อย่าดิ้น! จับแขนข้าไว้!”
เด็กชายร้องไห้จ้า สองมือกอดนางแน่นจนเกือบดึงนางจมไปด้วย
ซูอวี่กัดฟัน
แย่แล้ว
ร่างนี้อ่อนแอกว่าที่คิดมาก
ชุดโบราณหลายชั้นดูดน้ำจนหนักอึ้ง แขนขาเริ่มไร้เรี่ยวแรง ไข้ที่เพิ่งหายเหมือนย้อนกลับมาทวงแค้น
ระยะทางถึงฝั่งดูไม่ไกล
แต่ในยามนี้กลับเหมือนอยู่คนละโลก
เสียงผู้คนบนฝั่งดังพร่าเลือน
นางพยายามผลักเด็กชายไปข้างหน้าอีกครั้ง แต่แขนกลับสั่นจนแทบยกไม่ขึ้น
แย่แล้ว…
หรือวันนี้จะเป็วันตายของนางจริง ๆ
เดี๋ยวก่อนสิ
ในต้นฉบับคุณหนูสามตายอีกสามเดือนข้างหน้าไม่ใช่หรือ
จะมาเร่งปิดบัญชีก่อนกำหนดเช่นนี้ไม่ได้!
ขณะที่สติเริ่มเลือนราง เสียงน้ำแตกกระจายก็ดังขึ้นใกล้ ๆ
มีใครบางคนะโตามลงมา
ชั่วพริบตา มือแข็งแรงก็โอบเอวของนางไว้มั่น
แรงนั้นมั่นคงจนร่างที่กำลังจมถูกดึงกลับขึ้นเหนือผิวน้ำ
ซูอวี่สำลักน้ำ ไอจนเจ็บหน้าอก
กลิ่นไม้จันทน์อ่อน ๆ ลอยเข้ามาแตะปลายจมูก
เย็น สะอาด และคุ้นเคยอย่างน่ากลัว
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหู
“ช่วยคนทั้งที่ตนเองยังแทบเอาตัวไม่รอด เ้าโง่หรือกล้าหาญกันแน่”
หัวใจของซูอวี่หยุดเต้นไปชั่วขณะ
ไม่ต้องหันไปมอง นางก็รู้ว่าเป็ใคร
เพราะในนิยายบรรยายไว้ชัดเจน
เซียวอ๋องมีกลิ่นไม้จันทน์ติดกายเสมอ
จบกัน
ซูอวี่หลับตาแน่น
กฎข้อแรกของนาง
พังไม่เป็ท่าแล้ว
นางตั้งใจจะอยู่ห่างจากเขาสิบจั้ง
แต่ตอนนี้…
มือของตัวร้ายผู้นั้นกำลังโอบเอวนางอยู่
และยิ่งเลวร้ายกว่านั้นคือ เขาโอบแน่นเสียด้วย