เขาตั้งใจเน้นเสียงกับประโยคหลังเพื่อให้อีกฝ่ายได้รู้สึกถึงความเ็ปกดย้ำความเจ็บช้ำให้ลึกลงไปสุดหัวใจ
ซึ่งทุกอย่างก็เป็ไปตามอย่างที่เขานั้นตั้งใจคนฟังที่ต้องเก็บกลั้นความรู้สึกขมขื่นอยู่ก่อนหน้านี้ชาวาบกับคำพูดของเขาในทันที
ดวงตากลมมองใบหน้านิ่งขรึมด้วยแววตาสั่นระริกอยู่วูบหนึ่งก่อนจะฝืนเก็บความสั่นไหวกลับไป ไม่แสดงความอ่อนไหวอ่อนแอต่อหน้าเขาแล้วเค้นเสียงหัวเราะออกมาอย่างหมาจนตรอกไร้ซึ่งหนทางจะสู้ต่อพลางแสร้งเหยียดยิ้มเหี้ยมๆอย่างปลงชีวิต “ก็มาเอาไปสิ!ชีวิตของฉันน่ะ ... เอาไปได้เลย ถ้ามันคุ้มค่าแก่การชดใช้”
“หึ! ปากดีแบบนี้ให้ได้ตลอดแล้วกัน ... เพราะฉัน ‘เอา’คืนเธออย่างสาสมแน่!” อีกฝ่ายเค้นเสียงตอกกลับก่อนจะสะบัดมือผละออกจากกรอบหน้าเล็กอย่างแรงจนใบหน้าสวยโยกหันไปตามทิศทางความแรงที่ส่งผ่านมา
เวลส์เหยียดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง190 เิเ ร่างสูงใหญ่พับแขนเสื้อของเสื้อเชิ้ตขึ้นไปอีกนิดพลางปลดกระดุมเสื้อออกเพิ่มหนึ่งเม็ดก่อนจะออกคำสั่งกับเหล่าบรรดาลูกน้องของเขาเสียงเข้ม “ออกไป! แล้วไม่ต้องอยู่เฝ้าหน้าห้อง”
บรรดาลูกน้องที่ยืนเฝ้าหญิงสาวมาหลายชั่วโมงโค้งคำนับรับคำสั่งใหม่จากบอสใหญ่ของตนเองทันทีแล้วพากันเดินออกจากห้องสีอึมครึมนั้นไปเงียบๆ
“คะ ... คุณจะทำอะไร?” กรีซเอ่ยถามคนตรงหน้าทันทีที่เขาเริ่มเขยิบตัวเดินเข้ามาใกล้เธอพร้อมเชือกเส้นหนาเส้นหนึ่งในมือสายตาของเขากำลังฉายชัดสื่อให้เธอััได้ถึงความอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นผสมผสานกับแววตาที่เต็มไปด้วยความเครียดแค้นรอเอาคืน
กรีซถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดหวั่นพร้อมหัวใจที่กำลังหวาดกลัวทั้งสายตา ทั้งท่าทีของเขาตอนนี้ ทำเอาหัวใจของเธอเริ่มไม่มั่นใจและกลัวๆ มากขึ้น หากเป็พี่เวลส์ของเธอเขาจะไม่มีใช้สายตาแบบนี้กับเธอเด็ดขาดแต่ทว่าตอนนี้สายตาของเขาแทบจะไม่เหลือเค้าคนรักในอดีตของเธอเลยสักนิด ทุกย่างก้าวที่ขาเรียวยาวคู่นั้นก้าวเดินขยับเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากภัยอันตรายก็เริ่มทำงาน
หญิงสาวเผลอเอนหลังพยายามร่นถอยหนีร่างสูงที่เขยิบเข้ามาใกล้เรื่อยๆอัตโนมัติ โดยนึกลืมไปว่าตอนนี้ร่างกายทั้งร่างของเธอถูกผูกมัดติดตึงแนบไว้กับเก้าอี้ตัวใหญ่อย่างที่ไม่สามารถจะดิ้นหนีไปที่ใดได้
“จะหนีไปไหน” เสียงเรียบเอ่ยถามพร้อมลอบยิ้มอย่างร้ายกาจเมื่อเห็นท่าทีเริ่มลนลานหวาดกลัวของหญิงสาวตรงหน้า
กรีซส่ายหน้าระรัวด้วยความสั่นเทา “ปะ... เปล่า”
“หึ! ก็เห็นๆ อยู่ว่าพยายามถอยหนี ... นึกกลัวฉันขึ้นมาบ้างแล้วหรือไง?” ร่างสูงแสร้งถามพร้อมโน้มตัวลงมาใช้มือข้างที่ยังว่างอยู่จับปลายคางเล็กของเธอเชยเชิดขึ้นให้สบประสานดวงตาคมกริบของเขาก่อนจะกดเสียงต่ำราวกับเสียงปีศาจเอ่ยพูดต่อ “เธอหนีฉันไปอีกไม่ได้หรอกกรีซ... ไม่ว่าเธอจะหาวิธีไหนมาเพื่อหนีฉัน ฉันก็จะไปลากชีวิตเธอให้กลับมาชดใช้ฉันอีกครั้ง!”
คนฟังนิ่งชะงักไปทันทีอย่างไม่กล้าจะปริปากสู้อีก เศษเสี้ยวภายในหัวใจดวงน้อยมีวูบหนึ่งที่เธอแอบหลงดีใจที่ได้ยินเสียงของเขาเรียกขานชื่อของเธออีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ยินมานานแสนนานแต่ทว่าประโยคเหน็บแนมเ่าั้มันกลับดึงกระชากความสุขเล็กๆเพียงครู่เดียวของเธอออกไปจากหัวใจจนหมด
หญิงสาวพยายามข่มกลั้นความเ็ปที่มี บังคับเส้นเสียงไม่ให้สั่นไหวในขณะกำลังพูด“อยากจะทำอะไรก็ทำเลย ... กรีซไม่มีปัญญาไม่สู้อะไรพี่เวลส์ได้หรอก”
เสียงหวานอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดพร้อมกลับมาใช้สรรพนามเรียกขานชื่อเขาเหมือนในความทรงจำของอดีตที่เคยมีเธอยอมอ่อนต่อเขาอย่างไม่นึกริอ่านจะต่อกรอีก ยิ่งพยายามจะสู้เท่าไหร่ทำเป็เข้มแข็งแค่ไหน แต่ผลลัพธ์กลับเป็ตัวเธอเองที่จะเ็ปเสียมากกว่า
แต่ก็จะไปโทษใครได้ ...ในเมื่อเธอเป็คนทำให้เขาต้องเ็ปก่อน
“อย่ามาเรียกชื่อฉันเหมือนก่อน... ทั้งที่ตอนนี้เราไม่ได้สนิทกัน”เสียงเรียบโต้สวนกลับในทันทีพลางปล่อยมือออกจากปลายคางเล็กของคนที่มีทีท่าอ่อนลง ส่วนคนฟังก็ยิ่งถอนระบายลมหายใจหนักๆออกแทนคำตอบโต้ เธอปลงและหวังให้ลมหายใจที่ถอดถอนออกมาช่วยระบายความหนักหน่วงที่แสนจะอึดอัดในหัวใจออกไปบ้าง
เวลส์ทันเห็นั์ตาสั่นไหวแว็บหนึ่งในหัวใจแกร่งแอบวูบไหวตามความอ่อนไหวนั้น แต่ทว่าเขาก็เลือกที่จะสะบัดหน้าหนีปล่อยผ่านและไม่สนใจกับความสั่นไหวนั้นอีก ก่อนจะหันกลับมาสนใจที่จุดมุ่งหมายเดิมของเขา
การ‘เอา’คืนและการทวงแค้นคนทรยศ ...
ร่างสูงย่อตัวนั่งชันเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นกระเบื้องเย็นๆแล้วจับเข้าที่ข้อเท้าเล็ก ก่อนจะทำการปลดล็อกแม่กุญแจที่กักขังข้อเท้าเล็กนั้นออก
ขณะเดียวกันทางด้านของกรีซ... ร่างกายของเธอเอาแต่นั่งเกร็งนิ่งๆ อย่างไม่ไหวติง ปล่อยให้คนตรงหน้าทำอะไรกับร่างกายของเธอก็ได้ในขณะที่สายตาก็เอาแต่จับจ้องมองท่าทีของอดีตคนรักตรงอย่างสำรวจอยู่เนืองๆ ด้วยความหวาดหวั่น
เพราะตอนนี้เธอไม่สามารถคาดเดาความคิดหรือสิ่งที่เขา้าได้เลย
จู่ๆฝ่ามือหนาก็จับข้อเท้าเล็กที่เป็อิสระไร้สิ่งกักขังยกขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับที่วางมือของเก้าอี้จนกระโปรงทรงเอเข้ารูปสีดำนั้นร่นขึ้น ทำเอาผู้สวมใส่ถึงกับสะดุ้งโหยงรีบหนีบสองขาเข้าหากันอัตโนมัติหมายที่จะปกปิดสัดส่วนภายในที่เกรงว่าจะเผยออกมาแทนการใช้สองมือของเธอที่ถูกผูกมัดตึงติดอยู่บนพนักพิง
“หนีบไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก” เสียงเรียบเอ่ยพร้อมใช้เชือกเส้นหนาที่ถือมา ผูกมัดเรียวขาข้างหนึ่งของกรีซติดไว้กับที่วางมือของเก้าอี้
หญิงสาวดีดเด้งขาเรียวเล็กน้อยตามสัญชาตญาณแต่ทว่าก็ไม่มีผลอะไรต่อชายหนุ่มผู้กระทำเลยแม้แต่น้อย
“จะ ...จะทำอะไร” เสียงสั่นไหวเอ่ยถามคนตรงหน้าอีกครั้งอย่างตะกุกตะกัก
เวลส์เลือกจะเมินเฉยไม่สนใจที่จะโต้ตอบอะไรกลับผู้หญิงคนทรยศตรงหน้าเขาเขายังคงวุ่นอยู่กับจัดการผูกรัดเรียวขาอีกข้างตรงหน้าตามมาติดๆ
เมื่อเห็นเขาไม่สนใจที่จะให้คำตอบกับเธอรวมถึงท่าทีการกระทำของเขาก็ยิ่งทำให้หญิงสาวเริ่มดีดดิ้นตามสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด“ปล่อยนะ! นี่พี่จะทำอะไร!!!”
ใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีทั้งสองขาของกรีซถูกจัดวางขึ้นเป็รูปตัวเอ็มพร้อมถูกพันธนาการผูกมัดเอาไว้แน่นซับในตัวบางสีเข้มเผยออกมาเด่นชัดกลายเป็จุดสนใจให้ดวงตาคมได้เห็น
ปลายกระโปรงเข้ารูปทรงเอตัวสั้นร่นขึ้นจนไม่สามารถปกปิดส่วนใดได้อีกแถมการดีดดิ้นตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเธอยังทำให้มันดันร่นขึ้นไปอยู่ในส่วนเว้าโค้งเหนือสะโพกอีก
“หึ!ซับในบางขนาดนี้ยังจะใส่มาอีกเหรอ ... ตั้งใจใส่มาอ่อยฉันหรืออ่อยใคร?” เวลส์มองเศษผ้าบางๆที่พยายามปกปิดส่วนสงวนนั้นแล้วเอ่ยถามขึ้นพร้อมแสยะยิ้มเหี้ยมๆ ก่อนจะตวัดสายตาเลื่อนขึ้นมองสบั์ตากลม
“กรีซมาทำงานไม่ได้มาอ่อยใครอย่างที่ถูกกล่าวหา” หญิงสาวกระแทกน้ำเสียงโต้สวนกลับพร้อมมองคนตรงหน้าตาขวาง
“ไอ้การทรยศนี่... สำหรับเธอเรียกมันว่างานได้ด้วยเหรอ?” เวลส์สวนถามกลับพร้อมบีบเชิดปลายคางมนขึ้นมาอีกครั้ง
สำหรับเขาทั้งชีวิตจะโดนใครต่อใคร ‘ทรยศหักหลัง’ก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่กับคนที่เขามอบหัวใจให้ แต่ทว่าสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมันก็เกิดขึ้น... ยิ่งได้ยินว่าไอ้การทรยศคนอื่นเป็งาน มันก็ยิ่งเหมือนขุดลึกความรู้สึกในอดีตที่ถูกเขาฝังกลบเอาไว้ทิ่มแทงคว้านเอาความเ็ปที่เคยเกิดขึ้นภายในหัวใจแกร่งให้กลับมารู้สึกเ็ปกับมันอีกครั้ง