“แฮ่ก… แฮ่ก… สวรรค์เบื้องบน ข้าเป็นบัณฑิตฝ่ายบุ๋นนะมิใช่จอมยุทธ์ฝ่ายบู๊! เหตุใดบททดสอบชีวิตข้ามันถึงได้โลดโผนโจนทะยานเช่นนี้!” เสียงโอดครวญอย่างหมดสภาพดังมาจากร่างของ **‘จอหงวนเหวินเทียน’** ที่บัดนี้สภาพไม่ต่างจากขอทานป้ายแดง เสื้อผ้าป่านสีขาวหม่นธรรมดาที่ใส่ตอนโดนเนรเทศ บัดนี้ทั้งขาดวิ่นตามตะเข็บ แถมยังมีรอยเปื้อนฝุ่นเปื้อนโคลนจากการควบม้าหนีตายมาราธอนข้ามวันข้ามคืน
ย้อนกลับไปตอนขบวนเนรเทศโดนถล่ม บัณฑิตหน้าขาวผู้ไร้วรยุทธ์และไม่เคยแม้แต่จะจับบังเหียนม้าอย่างเขากลับรอดมาได้เพราะโชคช่วยล้วนๆ วินาทีที่ทหารต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย เหวินเทียนก็ทำสิ่งเดียวที่มนุษย์รักตัวกลัวตายจะทำได้ นั่นคือการกอดคอม้าที่เขาโด้มาอย่างแนบแน่น หลับตาปี๋ แล้วร้องตะโกนลั่นป่าจนคอแทบแตกปล่อยให้ม้าพาวิ่งไปตามยถากรรม ผลลัพธ์คือนอกจากจะไม่โดนธนูสอยร่วงแล้ว เขายังควบม้าหนีรอดมาถึงใน **‘เมืองหลิงหยวน’** เมืองหน้าด่านสุดเถื่อนประชิดชายแดนแคว้นเยี่ยนตี้ได้สำเร็จอย่างหวุดหวิด ทว่า… ความโชคดีของเขามันหมดลงแค่นั้น
“ฮี้ววววววววว!”
เสียงม้าศึกคู่ใจร้องลั่นพลางสะบัดก้นใส่เหวินเทียนจนเจ้าตัวต้องกระโดดหลบพัลวัน ทันทีที่ย่างเท้าเข้าประตูเมือง ม้าศึกตัวนั้นที่เหนื่อยสายตัวแทบขาด มันก็ตัดสินใจสะบัดเหวินเทียนร่วงแอ้งแม้งลงพื้นดิน แล้วสะบัดบ๊อบวิ่งหนีหายเข้าไปในฝูงชน ทิ้งให้จอหงวนอันดับ1นั่งมึนอยู่กลางถนนเพียงลำพัง
“เฮ้ย! เจ้าม้าอกตัญญู! ข้าอุตส่าห์กอดคอเจ้ามาตลอดทาง ถือเป็นสหายร่วมตาย เหตุใดพอถึงเมืองแล้วเจ้ากลับทิ้งข้าไว้กลางทางเช่นนี้เล่า! กลับมาก๊อนนนน!”
เหวินเทียนตะโกนไล่หลังทว่าม้าไม่หันกลับมา สายตาของชาวบ้านและเหล่านักเลงชายแดนขวักไขว่เริ่มหันมามองบัณฑิตชุดขาวหม่นที่นอนโวยวายอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกปะปน… ระหว่างสมเพชกับสติไม่ดี
หลังจากพยุงสังขารลุกขึ้นมาได้ สิ่งแรกที่เหวินเทียนทำคือการคลำหาตั๋วเงินและเศษเงินในอกเสื้อ… และความจริงอันโหดร้ายก็ตบหน้าเขาฉาดใหญ่
“ว่างเปล่า… สะอาดหมดจดราวกับล้างจาน” เหวินเทียนอ้าปากค้าง หน้าถอดสีเมื่อพบว่าถุงเงินตกลงหายไปตั้งแต่ตอนกอดคอม้าหนีตาย “สวรรค์! เงินก็ไม่มี วรยุทธ์ก็ไม่มี ตอนนี้เหลือแค่ชุดผ้าป่านสีขาวหม่นขยุกขยิกกับสมองอันชาญฉลาด… ซึ่งยามนี้เอาไปแลกหมั่นโถวสักลูกก็ยังไม่ได้!”
โครก… คราก…
ท้องเจ้ากรรมดันร้องประท้วงขึ้นมาถูกเวลาเสียเหลือเกิน กลิ่นหอมของซาลาเปานึ่งสุกใหม่ๆ จากร้านแผงลอยข้างทางลอยมาแตะจมูก
จอหงวนหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขาเดินโซซัดโซเซเข้าไปหน้าร้าน ส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจแบบฉบับบัณฑิตผู้ทรงความรู้ให้แก่พ่อค้า
“เถ้าแก่… ข้าคือจอหงวนคนใหม่… อ๊ะ ไม่ใช่ ข้าคือบัณฑิตตระกูลกู้ผู้มีความรู้ท่วมหัว ท่องตำราขงจื๊อได้ขึ้นใจ หากเถ้าแก่เมตตาซาลาเปาข้าสัก2-3ลูก ข้าจะยอมแต่งกลอนสรรเสริญความหล่อเหลาและกิจการของท่านให้รุ่งเรืองไปเจ็ดชั่วโคตร ดีหรือไม่?”
พ่อค้าซาลาเปาปรายสายตามองเหวินเทียนตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นเสื้อผ้าขาวหม่นขาดกะรุ่งกะริ่ง หน้าตาเปื้อนเขม่าดิน กลิ่นตัวโชยหึ่ง พ่อค้าจึงคว้าสากกะเบืออันโตขึ้นมาเคาะโต๊ะดังปัง!
“ไป ๆ ๆ ! ไอ้ขอทานถังแตก! แต่งกลอนอันใดของเจ้า กินแล้วอิ่มท้องรึ? ไม่มีเงินก็ไสหัวไปนู่นเลย อย่ามาขวางหน้าร้านทำมาหากินข้า!”
“โธ่ เถ้าแก่ ศิลปะและวรรณกรรมมันมีค่ามากกว่าเงินทองนะ…” ยังไม่ทันขาดคำ สากกะเบือก็ลอยหวีดผ่านหน้าไปจนเหวินเทียนต้องรีบก้มหัวหลบ “จ๊ากก! คนเมืองนี้เหตุใดจึงป่าเถื่อนไร้อารยธรรมเช่นนี้! เอะอะใช้กำลัง ขงจื๊อกล่าวไว้ว่าวิญญูชนใช้ปากมิใช้กำลังแท้ๆ !”
เหวินเทียนวิ่งหนีหางจุกตูดเข้ามาซ่อนตัวในตรอกแคบๆ แห่งหนึ่ง ทรุดตัวลงนั่งยองๆ พิงกำแพงอิฐเก่าอย่างหมดสภาพ สายตาเหลือบไปเห็นหมาจรจัดตัวหนึ่งกำลังนอนแทะกระดูกอยู่ไม่ไกล มันหันมามองเหวินเทียนด้วยสายตาผู้อยู่เหนือกว่า
“มองอะไรเจ้าตูบ? อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีกระดูกให้แทะนะ ส่วนข้า… จอหงวนอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ตอนนี้ต้องมานั่งดมกลิ่นขยะในตรอกหน้าด่าน” เหวินเทียนถอนหายใจยาว พลางกอดเข่าตัวเอง “หลี่เฟยหลง… ซื่อจื่อหน้าตายคนนั้น ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ? หากข้ายังมีสภาพเช่นนี้ จะส่งข่าวให้เขาได้ยังไง… ”
บัณฑิตหนุ่มพึมพำกับตัวเองพลางลูบท้องที่ร้องประท้วงไม่หยุด ในใจเริ่มคิดหาแผนการเอาชีวิตรอดในเมืองสุดดิบเถื่อนแห่งนี้ด้วยสติปัญญาที่เขามี
“เอาเถอะ! ในเมื่อใช้ความรู้ทางวรรณกรรมหากินไม่ได้ ข้าคงต้องใช้วิชาขั้นสูงเสียแล้ว…” เหวินเทียนยืดอกขึ้นด้วยความมั่นใจ แววตาประกายวิบวับ “นั่นคือ… วิชาหน้าหนาไร้ยางอาย! ดูซิว่าระหว่างความหิวกับศักดิ์ศรีของจอหงวน สิ่งใดจะพังทลายลงก่อนกัน!”