บทที่ 7 ไม่สนใจ
หลังจากวันที่ฉันตัดขาดกับเขาครั้งนั้นฉันก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย แต่มันก็ดีแล้วล่ะ ในเมื่อเลิกกันแล้วจะยากเจอไปทำไมจริงไหม?
กริ๊ง...กริ๊ง...
“สวัสดีค่ะพี่ไฟ”
‘สวัสดีครับน้องทิพย์วันนี้เรามาเจอกันหน่อยดีไหมครับ’
“ได้ค่ะว่าแต่เราจะเจอกันที่ไหนดีคะ”
‘อืม...เอาเป็คาเฟ่แถว ๆ คอนโดทิพย์ก็ได้’
“โอเคค่ะไว้เจอกันนะคะ บายค่ะ” พูดจบก็วางสายไป
ส่วนคนที่โทรเข้ามาคนนี้คือพี่ไฟหรืออัคคี เขาเป็คู่หมั้นคู่หมายของฉันเองเราสองคนพึ่งตกลงหมั้นหมายกันเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ไม่ได้หมั้นแบบเป็ทางการนะ การหมั้นครั้งนี้รู้กันเพียงในครอบครัวและเพื่อนสาวทั้งสามของฉันเท่านั้นที่เราตกลงหมั้นกันเพราะว่ามันมีเหตุจำเป็ เอาเป็ว่าเมื่อถึงเวลาทุกคนก็จะรู้เอง
ส่วนพี่วีที่ฉันไปกินข้าวด้วยที่พี่เหนือหรือนายเหนือนทีไปพบและทะเลาะกันวันนั้น ความจริงแล้วมันไม่มีอะไรเรารู้จักและสนิทกันในระดับหนึ่ง จึงไปด้วยกันเฉย ๆ
“พี่ไฟโทรมาชวนไปไหนอะไปด้วยดิ” เป็น้ำพิ้งค์ที่เอ่ยถาม
“ไปได้เหรอหลัวแกอะเขาไม่ห้ามไง” ฉันถามอย่างหยอกล้อ เพราะ่นี้ไม่รู้พี่วินเป็อะไรแต่ค่อนข้างที่จะหวงยายพิ้งค์มากวันวันนี่แทบจะเกาะติดเพื่อนฉันเหมือนกลัวว่ามันจะหายไปอะ
“ไม่หรอกเขาไม่กล้าหือหรอก เดี๋ยวจัดการเอง” มันเชิดหน้าขึ้นก่อนจะพูดออกมา
“เก่งจริงแม่คุณ”ยายหวานว่าก่อนจะหัวเราะออกมา ทำให้ยายพิ้งค์หน้ามุ่ยที่ถูกกลั่นแกล้ง
“แล้วแกนี่ยังไงหมั้นกับพี่ไฟแบบนี้จะไม่มีปัญหาทีหลังแน่นะ”
“...”ประโยคคำถามของยายน้ำมนตร์ทำฉันเงียบไปสักพัก แล้วครุ่นคิดกับตัวเองก่อนจะยิ้มแล้วตอบคำถามของมัน
“ไม่หรอกพวกแกก็รู้”
“พวกฉันรู้แต่พ่อแม่ของพวกเรากับพ่อแม่ของพี่ไฟยังไม่รู้นี่ ที่ถามแบบนี้เพราะฉันเป็ห่วงขืนทางนั้นให้แกแต่งงานจริง ๆ ขึ้นมาจะทำไง”
“ไม่ดีรึไงฉันมั่นใจว่าพี่ไฟดูแลฉันดีแน่นอน”
“อันนี้ฉันรู้แต่แกอย่าลืมนะว่าพวกแกสองคนไม่ได้รักกันแบบคู่รัก ทำแบบนี้บอกตามตรงนะฉันไม่ค่อยเห็นด้วยเลย สงสารผู้ใหญ่แล้วก็สงสารแกทั้งคู่”
“มนตร์แกจะมาสงสารอะไรฉันแกดูสิ ฉันมีความสุขจะตาย มีตรงไหนเป็ทุกข์กัน”
“ฉันกับแกรู้จักกันมาั้แ่เกิดแต่ก็เอาเถอะแกบอกว่ามีความสุขก็มีความสุข แต่จำไว้นะเว้ยบางทีความหวังดีอาจจะทำร้ายใครอีกคนก็ได้”
“ใช่ๆ ฉันเห็นด้วยกับไอ้มนตร์ บางทีนะถ้าพี่ไฟตัดสินใจบอกคุณลุงคุณป้าเื่มันอาจจะไม่ได้เป็อย่างที่คิดก็ได้แต่ก็นั่นแหละเื่แบบนี้ไม่เจอกับตัวเองคงไม่รู้สึกหรอก ปล่อยให้เวลาเป็ตัวพิสูจน์ก็แล้วกัน”
“หูยวันนี้ยายพิ้งค์พูดดี เอาไปสิบเต็มสิบ” หลังจบคำพูดของน้ำหวานพวกเราทั้งสี่คนก็หัวเราะออกมา
ส่วนฉันก็พยายามหลบสายตาของน้ำมนตร์เพราะมันจ้องจะจับผิดฉันตลอดทุกวันนี้ฉันไม่รู้เลยว่าสรุปมันเป็เพื่อนหรือแม่กันแน่แต่ก็นั่นแหละมันเป็ห่วงฉันเข้าใจ
“เออนี่ยายทิพย์แล้ว่นี้แกเจอกับพี่เหนือบ้างปะวะ”
กึก!
ฉันมองหน้ายายหวานก่อนจะตอบ“ไม่เจอ ไม่อยากเจอและที่สำคัญฉันไม่ได้สนใจ ว่าแต่แกจะไปพูดถึงเขาทำไมเสียอารมณ์หมด”
“ใจเย็นอย่าพึ่งอารมณ์เสีย ที่ถามเพราะอยากรู้ไง แกคิดจริง ๆ เหรอว่าคนอย่างพี่เหนือจะเลิกกับแกจริงๆ”
“จะเลิกไม่เลิกก็เื่ของเขาฉันคร้านจะสนใจแล้ว แกเลิกพูดถึงเขาสักทีเถอะ”ฉันตอบพร้อมกับส่งแววตาหาเื่ไปให้เพื่อน
“ขออีกคำถามเดียวถ้าเขาตามกลับมาง้อแก แกจะกลับไปคืนดีด้วยปะ”
“โอ๊ยไม่รู้!แกจะถามอะไรนักหนาเล่า ถามจริงเขาจ้างแกมาพูดปะเนี่ย”
“ก็ใช่นะสิ! เฮ้ย!ไม่ใช่ แค่อยากรู้” ฉันจ้องหน้ายายหวานพลางจับผิดมันก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อนอีกสองคน เมื่อไม่เห็นความผิดปกติ เราจึงเปลี่ยนเื่คุย
“เวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนกันเนอะดูสิ อีกไม่กี่เดือนเราก็จะจบปีสองกันแล้ว” น้ำพิ้งค์
“ใช่แกว่าพอขึ้นปีสามพวกเราจะมีสภาพแบบไหนวะ” น้ำหวาน
“ก็คงทำงานหัวหมุนเช่นเดิมแหละ”ฉัน
“อืมคงเป็แบบนั้นแหละ” และสุดท้ายคือน้ำมนตร์ และนี่คือเื่ที่พวกฉันหยิบยกขึ้นมาสนทนาเพราะด้วยเวลาผ่านไป อะไรหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
พวกเราสนทนากันต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะแยกย้ายกันไปแน่นอนฉันมาที่คาเฟ่ใกล้ ๆ กับคอนโดที่นัดกับพี่ไฟไว้ ส่วนเพื่อน ๆที่เหลือก็ไปกับแฟนหรือกลับบ้านบ้างอ้อยายพิ้งค์ที่บอกว่าจะมาด้วยก็ถูกพี่วินลากเข้าคอนโดไปแล้วฉันจึงได้มานั่งรอเงียบ ๆ คนเดียวที่นี่
“ขอโทษนะครับนั่งด้วยได้ไหมครับ” ขณะที่ฉันนั่งเงียบ ๆ อยู่คนเดียว ก็ได้มีคนเข้ามาทักตอนแรกก็ว่าเสียงคุ้น ๆ พอเงยหน้าเท่านั้นแหละ ชัดเลย
จะมาทำไม!
ฉันเลือกที่จะนิ่งเฉยไม่ได้ตอบรับและก็ไม่ได้ปฏิเสธ มือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นแก้เบื่อขณะที่ชายคนนั้นก็เลือกที่จะหน้าด้านนั่งตรงข้ามกับฉัน
แน่นอนว่าฉันไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเช่นกัน เพราะแค่เห็นหน้าตอนนี้บอกตรง ๆเลยว่ามันรู้สึกเอียน ไม่อยากเจอ ไม่อยากได้ยินเสียงเห็นเขาแล้วมันขัดหูขัดตาไปหมด
แม้ว่าภายในจิตใจและหัวสมองจะรู้สึกไม่พอใจมากแค่ไหนแต่ท่าทีที่แสดงออกไปก็ยังคงเรียบนิ่งอยู่ดี
เขาก็พยายามนะพยายามที่จะชวนฉันคุย พยามยามถามคำถาม ถามทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าฉันไม่มีทางตอบ
คนเรานี่ก็แปลกนะตอนมีไม่รักษา พอไม่มีดันมาเห็นค่าและอยากได้คืน แปลกจริง ๆ
ติ๊ง!
ฉันเล่นโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ ดูนั่นดูนี่ค่าเวลาระหว่างรอพี่ไฟไป เพื่อที่สายตาและหูจะได้ไม่ต้องสนใจคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามและระหว่างที่ไถโทรศัพท์อยู่เนี่ย เสียงข้อความไลน์ก็เด้งเข้ามาเมื่อกดดูจึงได้รู้ว่าเป็พี่ไฟส่งข้อความเข้ามาหา
ข้อความบอกว่าพี่เขาขอเลทไปอีกครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวจะรีบเข้ามา ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร ไหน ๆ ก็มานั่งรอแล้วให้รออีกครึ่งชั่วโมงก็ได้เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องนั่งรอในสถานการณ์แบบนี้อีกครึ่งชั่วโมงจึงได้หยิบหูฟังขึ้นมาเชื่อมต่อกับโทรศัพท์โดยไม่สนใจคนที่ทำหน้าตาจะเป็จะตายเลยสักนิด
.
.
.
.
ดูนั่นสิครับยายตัวร้ายของผม
เธอไม่แม้แต่จะสนใจผมเลยสักนิดแถมตอนนี้ก็หยิบหูฟังเสียบหูเรียบร้อย ทำราวกับว่าผมไม่ได้นั่งอยู่นี่ เหมือนเธอไม่เห็นผมอยู่ในสายตา!
ซึ่งผมก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงนั่งเงียบ ๆมองดูเธอเท่านั้น ตอนเห็นมีข้อความไลน์เข้ามาหาเธอใจผมร้อนรุ่มแทบอยากจะฉวยโทรศัพท์เข้ามาดูเองว่าใครกันที่ส่งข้อความเข้ามา แต่มันติดที่ว่าผมทำแบบนั้นไม่ได้เพราะถ้าผมทำ เธอคงไม่ให้อภัยผมแน่ ๆ เผลอ ๆ อาจจะเกลียดผมมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
ตอนแรกผมไม่รู้หรอกว่าเธออยู่ที่นี่แต่อยู่ดี ๆ ไอ้วินมันก็ส่งข้อความมาบอกผมว่า น้ำทิพย์จะไปที่คาเฟ่ข้างคอนโดเท่านั้นแหละหลังจากที่เคลียร์งานเสร็จผมก็บึ่งรถมาที่นี่เลย
คราแรกผมก็คิดว่าไอ้วินจะโกหกแต่พอเปิดประตูเข้ามาในร้านก็เห็นเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะคนเดียว คล้ายกับว่ากำลังรอใครด้วยความหน้าด้านของตัวเองผมจึงได้เดินเข้าไปขอเธอนั่งด้วย
แน่นอนว่าเธอไม่ตอบรับและปฏิเสธผมจึงได้เชิญตัวเองนั่งตรงข้ามกับเธออย่างหน้าไม่อายหลังจากนั้นผมก็พยายามชวนเธอคุยและถามคำถาม ไม่ว่าจะเป็
‘ทานอะไรหรือยังครับ’
‘เป็ยังไงบ้างสบายดีไหม’
‘พี่คิดถึงทิพย์นะ’
‘แล้วนี่มานั่งรอใครเหรอครับพี่เห็นว่าเรานั่งอยู่คนเดียว’
‘พี่มีเื่ที่จะเล่าให้ทิพย์ฟังมากมายเลยนะ’
‘พี่รู้เื่ทุกอย่างหมดแล้วนะพี่ขอโทษ ไม่แปลกหรอกที่เราจะด่าพี่ ว่าควายพี่โง่เองที่เชื่อดารินเพราะเห็นว่าดารินยังเด็ก ทำให้เผลอทำร้ายจิตใจทิพย์พี่ขอโทษนะครับ’
‘จริงสิอีกไม่กี่เดือนเราก็จะสอบ ตั้งใจอ่านและตั้งใจเรียนนะครับ พี่เป็กำลังใจให้วันนี้พี่ฝึกงานมาเหนื่อยมาก ๆ เลย อยากได้กำลังใจจัง’
‘น้ำเราหมดแล้วเอาอะไรเพิ่มไหมครับ เดี๋ยวพี่สั่งให้’
“...”
นั่นแหละครับเบื้องต้นที่ผมพยามถามและพูดคุยกับเธอแน่นอนมัน ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ มันยังมีมากกว่านี้อีกเยอะครับแต่ไม่ว่าจะเป็คำพูดหรือประโยคแบบไหนเธอก็ไม่ตอบผมเลย ไม่สนใจกันเลยสักนิดเดียว
ทุกครั้งที่ผมพยายามถามเธอก็จะเงียบผมทำได้แค่ก้มหน้ารับชะตากรรมกับความผิดพลาดของตัวเอง แต่เมื่อเห็นเธอเงียบใส่มากๆ เข้ามันก็อดสะท้อนใจไม่ได้
ตอนนี้ผมเจ็บและจุกมากๆ อยากให้เธอกลับมาพูดคุยกับผมเหมือนเดิม หรืออาจจะไม่ต้องเหมือนเดิมก็ได้ แค่ตอบผมบ้างสักนิดก็ยังดีไม่ใช่ทำเหมือนผมเป็อากาศธาตุไม่สนใจกันแบบนี้
แต่ก็นั่นแหละครับผมทำเขาไว้มากนี้ มันก็สมควรที่จะโดนแล้วล่ะ ถึงจะเป็แบบนี้ใช่ว่าผมจะท้อนะยิ่งเธอเป็แบบนี้ผมก็ยิ่งจะทำให้เธอตกหลุมรักผมมากขึ้น
ถึงตอนนี้มันจะไม่ได้ผลก็ตามที
“น้องทิพย์ครับ”
“อ้าวพี่ไฟมาแล้วเหรอคะ”
“ขอโทษนะครับรอพี่นานเลย”
“ไม่เป็ไรค่ะ”
ขณะที่ผมนั่งมองหน้าเธอและจมอยู่ในความคิดตัวเองมาร่วมครึ่งชั่วโมงอยู่ดี ๆ ก็มีผู้ชายเข้ามาทักเธอและเธอก็ทักตอบเหมือนว่าทั้งคู่จะสนิทสนมกันมากซะด้วย ที่สำคัญคนคนนี้เป็คนที่เธอนั่งรอแน่นอน
ผมมองชายคนนั้นด้วยท่าทางไม่เป็มิตรอยากจะลุกขึ้นไปตั้นหน้าแต่ก็ทำไม่ได้ยิ่งเห็นน้ำทิพย์ส่งรอยยิ้มหวานให้มันผมก็ยิ่งไม่ชอบหน้ามันเข้าไปอีกหน้าอกข้างซ้ายเต้นรุนแรงมากขึ้นเพราะความไม่ชอบหน้าผู้ชายที่ชื่อไฟนั่นเอง
“แล้วเอ่อ...”
“เหอะพึ่งจะเห็นรึไง” ผมตวัดเสียงใส่เพราะมันพึ่งจะนึกได้ว่ามีผมนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ยิ่งเห็นว่ามันพูดและส่งสายตาเป็คำถามไปหาน้ำทิพย์ความไม่พอใจที่มีก็แล่นเข้ามาจุกอก
“พี่ไฟอย่าไปสนใจเลยค่ะคิดซะว่าไม่มีเขาอยู่ตรงนี้สิคะ”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องแต่หรอกคะเพราะถึงเขาจะอยู่หรือไม่อยู่ มันก็ไม่ได้สำคัญอยู่แล้ว อย่าไปสนใจเขาเลยค่ะ”
“เอ่อคือ...”
“ถ้าพี่ไฟไม่สบายใจเราย้ายโต๊ะเปลี่ยนที่ก็ได้นะคะทิพย์ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว”
ผมมองน้ำทิพย์ด้วยสายตาตัดพ้อเพราะแต่ละคำแต่ละประโยคที่เธอพูดออกมานั้น มันช่างแทงใจดำของผมเสียเหลือเกิน
ผมชักเริ่มจะเชื่อแล้วว่าเธอตัดผมออกจากชีวิตของเธอแล้วจริงๆ เมื่อรู้ว่าอยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร แถมจะมีแต่ทำให้ตัวเองเจ็บผมจึงได้หันหลังเดินออกไปพร้อมหัวใจที่ปวดร้าวของตัวเอง...