บทที่ 40 สังหารคนในคืนฝนตก
“จ้าวผิง เผิงไหลเซียนจวินแห่งทะเลตงไห่*[1]”
เถียนฟู่ไห่พูด
“เขาเป็นคนแต่งกลอน ส่วนสุราเซียงซือนี้ก็ฝีมือการหมักของเขา”
“จ้าวผิง? เผิงไหลเซียนจวิน?”
หลี่เฮ่อหรานทวนซ้ำแล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า “ข้าอาจไม่ได้รู้จักอัจฉริยะกวีในใต้หล้านี้ไปเสียทุกคน แต่ในสิบคนก็ยังรู้จักสักเจ็ดแปดคน เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินสมญานามเผิงไหลเซียนจวินมาก่อนเล่า”
“จ้าวผิง… ยิ่งไม่เคยได้ยินชื่อ”
“เผิงไหลเซียนจวินเป็นยอดคนเร้นกาย ไม่ปรากฏตัวง่าย ๆ”
เถียนฟู่ไห่หัวเราะพลางกล่าว “ข้าเองก็พบโดยบังเอิญถึงได้ขอเหล้าไม่กี่ไหนี้มา และยังได้ฟังกวีบทนี้อีก”
“พอส่งคนไปหา ก็ไม่พบร่องรอยเสียแล้ว”
“ช่างเป็นยอดคนที่เป็นอิสระเสรีจากทางโลกโดยแท้!”
หลี่เฮ่อหรานทอดถอนใจ ท่าทางผิดหวังอย่างมาก
ก่อนปรับเปลี่ยนอารมณ์มาดื่มด่ำกับสุราชั้นยอดและงานกวีชิ้นเอก
เผิงเยว่ทอดหายถอนใจติดต่อกันหลายที
นึกว่าจ้าวผิงคนนี้เป็นคนมีความสามารถของเมืองตงไห่
แต่กลับเป็นยอดคนเร้นกายที่ไม่สนใจทางโลกเสียอย่างนั้น
ต่อให้เหินขึ้นฟ้าไปในสักวันก็ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้าเมืองตงไห่อย่างเขา
กลับไปดื่มเหล้าดีกว่า
ทั้งหมดมีแค่ไม่กี่ไห ดื่มได้เพียงไม่กี่ครั้ง หลังจากนั้นเกรงว่าคงหาดื่มไม่ได้แล้ว
สวีเทียนหัวครุ่นคิดไปมา ก่อนถามขึ้นมาว่า “สหายเถียน ท่านมีสุราทั้งหมดอีกกี่ไห ขายให้ข้าได้หรือไม่?”
“ข้าให้ไหละสองพันตำลึง”
“ข้าไม่ขาย”
เถียนฟู่ไห่ปฏิเสธโดยไม่ลังเล
เจ้าพูดเองว่าสุรานี้อร่อยกว่าน้ำจัณฑ์บรรณาการในวังแต่กลับเสนอราคามาเพียงแค่สองพันตำลึง ช่างตระหนี่เสียเหลือเกิน
หากขายให้เจ้า ข้าคงเสียสติไปแล้ว
“สามพันตำลึง”
“ไม่ขาย”
“ห้าพันตำลึง”
สวีเทียนหัวร้อนใจเสียแล้ว “สหายเถียน ถ้ายอมขายให้หนึ่งไห ข้าจะช่วยค้ำประกันให้ท่านไปกู้เงินห้าแสนตำลึงที่ร้านเทียนเซี่ยเฉียนจวง”
“สหายสวี ใช่ว่าข้าไม่อยากขาย แต่เป็นข้าเองที่จนปัญญา”
เถียนฟู่ไห่มุ่นคิ้วถอนใจ
“จนปัญญาเรื่องใด?”
“จ้าวเซียนจวินเป็นยอดคนเร้นกาย ไม่มีใบอนุญาตของทางการ การหมักสุราถือว่าละเมิดกฎหมายของต้าเว่ย หมักดื่มเองยังพอทำเนา แต่ถ้านำไปขายแล้วถูกคนไม่ประสงค์ดี …”
“ก็แค่ใบอนุญาตเองไม่ใช่รึ? ข้าออกให้เอง”
เผิงเยว่กล่าวอย่างใจปล้ำ “ทั้งยังจะให้สิทธิ์หมักสุราปีละหมื่นไหกับเขาด้วย”
เฮือก!
เถียนฟู่ไห่สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ในใจพลันลิงโลดยินดีเป็นที่สุด
หมื่นไหเชียวนะ!
รับจากจ้าวผิงมาไหละหนึ่งพันตำลึง แล้วนำไปขายต่อห้าพันตำลึง ได้กำไรไหละสี่พันตำลึงเชียว
หมื่นไห นั่นคือเงินสี่สิบล้านตำลึงแล้ว
ราชสำนักต้าเว่ยเก็บภาษีทั้งปียังไม่ได้เท่านี้เลยกระมัง?
เถียนฟู่ไห่อดหวั่นไหวไม่ได้
ตนจะต้องรักษาสายสัมพันธ์กับจ้าวผิงเอาไว้ เถียนฟู่ไห่ถึงขั้นตัดสินใจแล้วว่าจะยกเถียนโหรวให้จ้าวผิง
เมื่อจ้าวผิงกลายเป็นลูกเขย อีกฝ่ายก็คงหนีไปจากเงื้อมมือของเขาไม่ได้แล้ว
ทั้งยังต้องส่งลูกชายไปที่อำเภออวิ๋นอัน ให้ไปใกล้ชิดกับจ้าวผิงเอาไว้ด้วย
เวลานั้นเอง…
ข้ารับใช้คนหนึ่งก็มาเคาะประตูรายงาน “นายท่าน! แย่แล้ว ฝนตกแล้วขอรับ!”
ฝนตก!
คำว่าฝนตกประหนึ่งเสียงอสนีบาตก้องอยู่ในโสตเผิงเยว่ เขาผุดลุกขึ้นทันที
“ทุกท่าน ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว วันนี้กลับมีฝนตก เกรงว่าอาจมีเรื่องฉุกเฉินเกิดขึ้น ข้าต้องไปจัดการงานราชการ คงต้องขอตัวก่อน”
เผิงเยว่ประสานมือคารวะ เดินออกไปจากห้องโถงอย่างรวดเร็ว
หลี่เฮ่อหรานทอดถอนใจ ดมื่แนึกถึงว่าชาวนาต้องประสบความทุกข์ยากอีกแล้ว ก่อนก้มหน้าดื่มสุราต่อ
ยามนี้เขาไม่ใช่อาจารย์ของรัชทายาทอีกต่อไปแล้ว แม้นมีใจแต่หากไร้กำลัง
ทำได้เพียงใช้สุราย้อมใจเท่านั้น
สวีเทียนหัวไม่สนใจว่าฝนจะตกหรือไม่ ก่อนบอกให้เถียนฟู่ไห่นำสุรามาให้เขาด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ
ในใจหมายมั่นปั้นมือว่า กลับไปจะต้องขอตำแหน่งขุนนางชิมสุราส่วนพระองค์ให้จ้าวเซียนจวินให้ได้
มีตำแหน่งนั้นติดตัวแล้ว เขาจะหมักสุรามากเท่าไหร่ก็ไม่มีใครกล้าวิจารณ์
…
ณ หมู่บ้านซีผิง บัดนี้ที่หมู่บ้านฝนก็กำลังตกเช่นกัน
ทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความโกลาหล
“ฝนตกแล้ว รีบไปเกี่ยวข้าวเร็วเข้า”
รอบด้านมีเสียงตะโกนเซ็งแซ่ดังขึ้นเป็นระลอก
ฝนตก?
จ้าวผิงตกใจ…
ชาติก่อนเขาเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดฝนตกหนักในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว
ข่าวนั้นมีเนื้อหาว่าด้วยรถเกี่ยวข้าวถูกด่านเก็บค่าผ่านทางบนทางด่วนทำให้ยิ่งล่าช้า ส่งผลให้ข้าวหลายล้านไร่เปียกน้ำฝนเสียหาย ทางการถูกประชาชนวิพากษ์วิจารย์อย่างดุเดือด
ข้าวเหล่านั้นคือหยดเลือดและหยาดเหงื่อของชาวนาที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน
ตอนนี้เล่า?
ไม่มีรถเกี่ยวข้าวขนาดใหญ่ การเกี่ยวข้าวต้องใช้แรงงานคนทั้งหมด
ตั้งแต่เก็บเกี่ยว ตากข้าว กระทั่งการนวดข้าว ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาราวเดือนกว่า
ฝนสารทฤดูตกอย่างต่อเนื่อง ย่อมต้องกระทบต่อพืชผลแน่นอน
ครั้นถึงคราวเสียภาษี หากไม่อาจเสียภาษีได้ครบจำนวนย่อมยุ่งยากในภายหลัง
บ้านจ้าวผิงไม่ได้ทำนา ฝนจะตกหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเขา
แต่ในฐานะคนจากยุคปัจจุบัน จ้าวผิงจะมองชาวบ้านเกี่ยวข้าวตาปริบ ๆ โดยไม่ทำอะไรเลยได้อย่างไร?
แม้ไม่มีความสามารถช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ชาวบ้าน แต่อย่างน้อยการยื่นมือเข้าช่วยเหลือก็เป็นเรื่องไม่เหลือบ่ากว่าแรง
จ้าวผิงหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง พลันลุกจากเตียงขึ้นมาสวมเสื้อผ้า
เมื่อออกมาข้างนอก พวกเซี่ยเฉวียนก็ตื่นแล้วเช่นกัน
พวกเขามองจ้าวผิงเหมือนอยากพูดอะไร แต่ก็เกรงใจไม่กล้าเอ่ยปาก
จ้าวผิงเข้าใจดี เขายิ้มเฝื่อน กล่าวว่า “เฉวียนจื่อ พี่เหมิ่ง ถึงพวกท่านจะทำงานให้ข้า แต่ข้าจะไม่จำกัดอิสรภาพของพวกท่าน”
“ฝนตกแล้ว รีบกลับไปช่วยที่บ้านเกี่ยวข้าวเถอะ”
“ไม่ได้”
เซี่ยเฉวียนลังเลเล็กน้อย แต่ก็ส่ายหน้าพูดว่า “พวกข้าไปแล้ว ถ้าหมาจิ่วฉวยโอกาสบุกมาหาเจ้าจะทำอย่างไร?”
“ไม่บังเอิญขนาดนั้นกระมัง” จ้าวผิงยิ้มพูด “อีกอย่าง ข้าก็จะไปช่วยชาาวบ้านเกี่ยวข้าวด้วยเหมือนกัน ถ้าเขามาก็คงมาเสียเที่ยว”
“รีบกลับไปเถอะ”
“เฉียนลิ่ว อาการบาดเจ็บของเจ้ายังไม่หายดี เจ้าอยู่เฝ้าบ้าน”
“อวิ๋นหม่าน พวกเราไปบ้านหลี่หู่ ช่วยอาสะใภ้สี่เกี่ยวข้าว”
ได้ยินดังนี้ เซี่ยเฉวียนก็ไม่ลังเลอีก พาพวกเซี่ยหยางกลับหมู่บ้านเซี่ยซุนทันที
จ้าวผิงคว้าเคียวพาคนอื่น ๆ ไปที่บ้านหลี่หู่ แต่กลับไม่พบใคร
อาสะใภ้สี่กับอาหลี่คงไปทุ่งนาแล้ว
หลี่หู่หัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เขาไม่รู้ว่าทุ่งนาบ้านตัวเองอยู่ที่ไหน
โชคดีที่อวิ๋นหม่านรู้ คนทั้งสามจึงตรงไปที่ทุ่งนาบ้านหลี่หู่
แล้วก็พบว่าพวกอาสะใภ้สี่อยู่ที่ทุ่งนาจริง ๆ
อาสะใภ้สี่กำลังเกี่ยวข้าว
ส่วนอาหลี่ขนข้าวที่เกี่ยวเสร็จแล้วไปไว้บนเกวียนลา
จ้าวผิงไม่พูดพร่ำ ถือเคียวเดินเข้าไปช่วยเกี่ยวข้าวทันที
อาสะใภ้สี่กับหลี่โฉ่วเห็นอย่างนั้นก็พร่ำพูดถ้อยคำเกรงใจ ก่อนขอบคุณในน้ำใจอีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อวิ๋นหม่านไม่มีเครื่องมือจึงไปช่วยขนข้าวขึ้นรถลา
มีเพียงหลี่หู่ที่ยืนงงทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงนั้น
อาหลี่โฉ่วกับอาสะใภ้สี่ถอนหายใจออกมาทั้งคู่
เจ้าลูกชายช่างเป็นคนโง่เขลาเสียจริง
ฝนตกก็ยังไม่รู้จักมาช่วยที่บ้านเกี่ยวข้าว
ฝนตกหนักมากขึ้นทุกที หลี่โฉ่วตะโกนเสียงดัง “หู่จื่อ เจ้าก็มาช่วยงานด้วยสิ”
“ให้ข้าทำอะไร?” หลี่หู่ถาม ก่อนพูดว่า “เคียวมีอยู่สองอัน ท่านแม่กับพี่ผิงกำลังใช้อยู่”
“ท่านแม่กับพี่ผิงเกี่ยวข้าวกันสองคน ท่านกับอาหม่านก็ขนขึ้นรถแทบไม่ทันแล้ว ไม่มีอะไรที่ข้าจะทำได้แล้ว”
หลี่โฉ่วได้ยินแล้วก็โมโหกว่าเดิม “พ่อหนุ่มจ้าวเลี้ยงข้าวเจ้า ตอนนี้ยังมาช่วยบ้านพวกเราเกี่ยวข้าวอีก เจ้าก็ไม่รู้จักมาทำเอง ให้เขาได้พักหน่อยรึ?”
“ผู้ชายตัวโตคนหนึ่งเกี่ยวข้าวจะเหนื่อยแค่ไหนเชียว?”
หลี่หู่ย้อน
“พี่ผิงมักพูดว่าคนเก่งย่อมต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น เขาเป็นคนมีความสามารถ ให้ทำงานมากหน่อยก็ถูกแล้วนี่”
หลี่โฉ่วโมโหแทบกระอักเลือด
กระทั่งจ้าวผิงก็แทบทนฟังต่อไปไม่ได้แล้วเหมือนกัน
แต่เขาก็คิดขึ้นมาได้ว่า สาเหตุที่คนโง่ถูกมองว่าเป็นคนโง่ก็เพราะเรื่องที่เขาฉลาดยังไม่ถูกคนค้นพบ
ดูเหมือนว่าหลี่หู่จะเป็นคนประเภทนั้น
เพื่อไม่ต้องทำงานแล้ว เขาคิดข้ออ้างไร้สาระได้มากมาย
จ้าวผิงไม่ถือสาหาความกับคนโง่ ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป
จนถึงตอนฟ้าสางก็ยังเกี่ยวข้าวไม่เสร็จ
จ้าวผิงนึกทอดถอนใจ การเกี่ยวข้าวที่ใช้แรงงานมนุษย์คืบหน้าได้ช้ามากจริง ๆ
แต่ของอย่างรถเกี่ยวข้าว จ้าวผิงก็แค่เคยเห็นมาก่อน ถ้าจะให้สร้างคงเป็นไปไม่ได้เลย
แค่อะไหล่พวกนั้น ด้วยเงื่อนไขตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว
“ฮัดเช้ย!”
ลมหอบหนึ่งพัดมา จ้าวผิงจามอย่างอดไม่อยู่
นี่ทำให้เขาคิดถึงเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าขึ้นมาได้
ยุคโบราณไม่มีทั้วเสื้อกันฝนหรือแม้แต่ร่ม
ถ้าเจอวันฝนตก คนรวยใช้ร่มกระดาษน้ำมัน คนจนมักสวมเสื้อฟางกันฝน หรือไม่อย่างนั้นก็สวมหมวกสาน
เจ้าของร่างเดิมเป็นพวกไม่ทำการทำงานหรือทำนาใด ๆ ที่บ้านจึงไม่มีแม้แต่เสื้อฟางกันฝน
ตอนออกมาจากบ้านเขาจึงสวมมาเพียงหมวกสาน
เวลาเกี่ยวข้าวต้องค้อมหลัง เพียงไม่นานเสื้อผ้าบนร่างก็ถูกฝนกระหน่ำจนเปียกปอน
พอยามนี้เพียงลมพัดมาก็จามเสียแล้ว นี่เป็นสัญญาณเตือนของไข้หวัด
ต่อให้สวมเสื้อฟางกันฝน แต่ต้องตากฝนกลางแจ้งเช่นนี้ ก็คงถูกฝนสาดจนเปียกชุ่มทั้งตัวหมดแล้วเช่นกัน
ถ้าเกิดเป็นไข้หวัดก็คงติดต่อกันทั้งหมู่บ้าน
บอกว่าเป็นโรคระบาดย่อมไม่เกินไป
ในสมัยโบราณ ตัวอย่างของการหนาวตายมีให้เห็นมากมาย
ทั้งการแพทย์ของราชวงศ์ต้าเว่ยยังล้าหลังมาก ถ้าอยากรักษาให้หายก็คงเป็นเรื่องยาก
อีกอย่าง คนที่ต้องตรากตรำเกี่ยวข้าวกลางฝนมักเป็นชาวบ้านตาดำ ๆ ไหนเลยจะมีเงินไปหาหมอกัน
ถึงไม่สบายเพียงใดก็ทำได้แค่อดทนเอาไว้
จ้าวผิงไม่กล้าเสียเวลาอีก เขาหันไปพูดกับหลี่โฉ่ว “ท่านอาหลี่ ข้าต้องขึ้นเขาไปขุดสมุนไพร คงช่วยพวกท่านเกี่ยวข้าวต่อไม่ได้แล้ว”
“ไม่เป็นไร เจ้าไปเถอะ”
หลี่โฉ่วยิ้มพูด
จ้าวผิงบอกหลี่โฉ่วว่าไม่ต้องฝืนเกี่ยวข้าวกลางฝนแล้ว รอให้ฝนหยุดก่อนค่อยเกี่ยวก็ยังไม่สาย
แต่หลี่โฉ่วยอมฟังเสียที่ไหน ยังคงทำงานต่อไป
ชาวบ้านลำบากตรากตรำกันมาครึ่งค่อนปีก็เพื่อช่วงเวลาเก็บเกี่ยวนี้ไม่ใช่หรือไร?
อย่าว่าแต่ฝนตกเลย ต่อให้หยาดฝนแปรเปลี่ยนเป็นมีดคมก็ขวางพวกเขาไว้ไม่ได้
จ้าวผิงส่ายหน้าอย่างจนใจ
เรื่องฟ้าเรื่องฝน เรื่องคนแต่งงาน จ้าวผิงไม่อาจขัดขวางได้
ได้แต่พยายามยับยั้งไม่ให้เกิดโรคระบาดหลังจากนี้
เขาเพิ่งทะลุมิติมาได้ไม่นาน ไม่อยากข้ามมิติครั้งที่สองเพราะโรคระบาดหรอกนะ
อวิ๋นหม่านเป็นลูกศิษย์ของจ้าวผิง ย่อมต้องถูกพาตัวไปด้วย
กลับเป็นหลี่หู่เสียอีกที่ตามมาด้วยอย่างงงงวย
จ้าวผิงก็ไม่เกรงใจ มีคนมาเพิ่มหนึ่งคนย่อมช่วยให้ขนสมุนไพรกลับไปได้เยอะขึ้น ทั้งยังเลี่ยงไม่ให้เกิดกรณีสมุนไพรไม่พอใช้ได้
เมื่อคนทั้งสามกลับมาถึงบ้านก็ไปเปลี่ยนใส่ชุดแห้งสะอาด จ้าวผิงบอกให้เหวินฮุ่ย หลิ่วเมิ่งหรูกับเฉียนลิ่วสานเสื้อฟางกันฝน ส่วนตัวเขาจะเริ่มต้มยา
ตอนนี้ยังไม่มียาแก้ไข้หวัด จึงต้องทำเอาเอง
ดีที่ก่อนหน้านี้จ้าวผิงซื้อสมุนไพรจากหลินหัวมาพอสมควร ทั้งในนั้นก็มีสมุนไพรแก้หวัดอยู่ด้วยพอดี
ตากฝนไม่สบายจัดอยู่ในประเภทหวัดลมเย็น
ถ้าต้องการป้องกันก็ต้องใช้ตำรับยาอวี้ผิงเฟิงส่าน*[2] ส่วนประกอบสำคัญก็คือเซิงหวงฉี เซิงไป๋จู๋และฝางเฟิง
จ้าวผิงนำสมุนไพรเหล่านั้นมาต้ม
คนทั้งสามดื่มกันคนละถ้วย ฉับพลันก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก
ถึงตอนนี้พวกเหวินฮุ่ยก็สานเสื้อฟางกันฝนเสร็จแล้ว โดยสานหญ้าฟางมัดเป็นปมอย่างง่าย ๆ คลุมไว้บนร่าง แม้จะมีช่องว่างให้ลมเล็ดรอดเข้ามาได้ทุกทิศทาง แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
ขณะเดียวกัน ภายในบ้านก่ออิฐมุงกระเบื้องหลังคาสีดำหลังหนึ่งในอำเภออวิ๋นอัน ชายหน้าปรุยื่นมือออกมารองรับเม็ดฝนที่เทลงมา
มือข้างนั้นมีนิ้วมือเพียงสี่นิ้ว
เขาก็คือหมาจิ่ว
บัดนี้ มุมปากเขาหยักยิ้มเหี้ยม
พึมพำว่า “โอกาสมาถึงแล้ว!”
“ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม พวกเราจะไปสังหารคนในคืนฝนตก!”
[1] เผิงไหลเซียนจวิน(蓬莱仙君) หมายถึง ท่านเซียนจากเกาะเผิงไหล
[2] ตำรับยาอวี้ผิงเฟิงส่าน(玉屏风散) เป็นตำรับยาจีนที่มีสรรพคุณเสริมภูมิคุ้มกัน บรรเทาไข้หวัด แพ้อากาศ ประกอบด้วย เซิงหวงฉี(บำรุงชี่ ปอด และม้าม เสริมภูมิ ระงับเหงื่อ) เซิงไป๋จู๋(เสริมม้าม ขับชี่ สลายความชื้น) และฝางเฟิง (ป้องกันการกระทบจากลมภายนอก)