หลังจากเคลื่อนไหวร่างกายอยู่พักหนึ่ง หลินฉางชิงจึงลุกขึ้นยืนด้วยความพึงพอใจ
ร่างกายนี้หลังจากผ่านการบ่มเพาะมาหนึ่งคืน ถึงขั้นสามารถใช้คำว่าผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นมาบรรยายได้เลยทีเดียว
"กฎการบ่มเพาะของโลกนี้ เริ่มต้นจากขั้นฝึกปราณ ผ่านการสร้างรากฐาน แก่นทองคำ ครึ่งก้าวขั้นกำเนิดิญญา แปรจิต แปลงิญญา ผสานกายา ถามไถ่ ผ่านทัณฑ์์ จนถึงขั้นมหายานในท้ายที่สุด หากข้าััไม่ผิด ความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้ ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นฝึกปราณระดับชั้นฟ้าที่หนึ่งแล้ว" หลินฉางชิงกำหมัด
เขาััได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านอยู่ในลำแขนอย่างต่อเนื่อง จึงค่อย ๆ กล่าวว่า "แม้จะเป็เพียงก้าวแรกที่พื้นฐานที่สุด แต่สำหรับข้า ก้าวแรกนี้กลับเป็ก้าวที่ยากที่สุด ทว่าขอเพียงก้าวนี้ผ่านพ้นไป ด้วยความสามารถในการหยั่งรู้ของข้า ข้าเชื่อว่าการเติบโตในภายหน้าจะเป็เพียงเื่ของเวลาเท่านั้น"
หลินฉางชิงสูดลมหายใจเข้าลึก เขาไม่ได้รู้สึกสับสนเลยแม้แต่น้อยว่าในภายภาคหน้าตนจะเป็อย่างไร
ป้ายศิลาจารึกนับหมื่นแสนทีู่เาด้านหลังคือขุมทรัพย์ของหลินฉางชิง และยังเป็ไพ่ตายที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นในภายหน้า
...
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : หงส์ร่อนลงสู่ที่ราบ]
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : มือเด็ดดาวนอกนภา]
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : วิชากระจายปราณคุ้มกาย]
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : เคล็ดวิชาลมปราณผสานเจตจำนง]
[โฮสต์พิจารณาป้ายศิลาอย่างตั้งใจจนเกิดการหยั่งรู้ ได้รับตำราวิชา : วิชาห้าปราณคืนสู่แหล่งกำเนิด]
...
เวลาสามเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับหลินฉางชิงแล้ว เวลาสามเดือนนี้จะว่ายาวก็ไม่ยาว จะว่าสั้นก็ไม่สั้น
ภารกิจเช็ดถูป้ายศิลาจารึกในทุก ๆ วัน แม้ดูเหมือนจะน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก แต่สำหรับหลินฉางชิงที่มีความสามารถในการหยั่งรู้ เขากลับมีความสุขกับมันมาตั้งนานแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างหลินฉางชิงและเหยียนเฉิน ก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นใน่เวลานี้
หลายครั้งที่เหยียนเฉินแม้จะพูดจาไม่รื่นหู แต่การกระทำของเขากลับบ่งบอกว่าความจริงแล้วเขาปฏิบัติต่อหลินฉางชิงได้ดีมาก โดยเฉพาะใน่สองเดือนหลังมานี้ ในบางครั้ง่เที่ยง เหยียนเฉินจะเดินไปเรียกหลินฉางชิงที่กำลังเช็ดถูป้ายศิลาจารึกให้มากินข้าว
แม้กับข้าวทีู่เาด้านหลังจะเรียบง่าย แต่หลินฉางชิงก็ไม่ได้คิดจะเกี่ยงงอน ในทางตรงกันข้าม เขากลับตอบตกลงด้วยรอยยิ้มทุกครั้ง
"ฉางชิง หากข้าจำไม่ผิด เ้ามาอยู่ที่นี่ได้สามเดือนกว่าแล้วใช่หรือไม่?"
วันหนึ่ง ขณะร่วมโต๊ะอาหาร เหยียนเฉินก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินฉางชิงที่กำลังกินข้าวอยู่ก็พยักหน้า
"หากจะพูดให้ถูกต้อง พ้นวันนี้ไปก็จะครบสี่เดือนพอดีขอรับ" เขาตอบกลับไป
ในวันที่บ่มเพาะ เวลามักจะผ่านไปรวดเร็วเป็พิเศษ โดยเฉพาะหลังจากที่หลินฉางชิงได้ฝึกฝนคัมภีร์หัวใจแปรเซียนะ ปรับเปลี่ยนรากปราณจนได้รับพลังปราณ
ตอนกลางวันเขาหยั่งรู้ตำราวิชาในป่าศิลาจารึก พอตกกลางคืนก็กลับมาบ่มเพาะในห้องของตนเอง เวลาสามเดือนดูเหมือนจะยาวนานแต่สำหรับหลินฉางชิงแล้ว สามารถกล่าวได้ว่าผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเดียวจริง ๆ
เหยียนเฉินที่อยู่ด้านข้างเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด
"สี่เดือน… นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าเวลาจะผ่านไปเร็วเพียงนี้ เมื่อก่อนข้าไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้เลย" เหยียนเฉินมองชามข้าวในมือ พลางพึมพำกับตัวเอง
หลินฉางชิงไม่ได้พูดแทรก เขาก็สังเกตเห็นเช่นกัน เพราะนอกจากจะไม่ปรากฏตัวในตอนกลางคืนแล้ว บางครั้งเหยียนเฉินก็มักจะทอดถอนใจเช่นนี้
เขารู้สึกเสมอว่าชายชราตรงหน้าผู้นี้ อาจมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่
"ฉางชิง"
ทันใดนั้น เหยียนเฉินเรียกขึ้นอีกครั้ง
หลินฉางชิงเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาที่ฝ้าฟางของเหยียนเฉินพอดี
"เ้าในตอนนี้ เมื่อเทียบกับตอนที่ข้าเจอเ้าครั้งแรก สีหน้าดูดีขึ้นมาก ชีวิตทีู่เาด้านหลังนี้ เ้าคุ้นเคยแล้วหรือยัง?" เหยียนเฉินถาม
หลินฉางชิงพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า "ทุกอย่างดีมากขอรับ แม้จะไม่น่าสนุกเท่ากับการใช้ชีวิตในสำนัก แต่ก็เติมเต็มมากขอรับ"
เขาตอบไปเช่นนั้น
เื่ที่ตนเองสามารถบ่มเพาะได้แล้ว หลินฉางชิงไม่ได้บอกเหยียนเฉิน เพราะหากต้องอธิบาย ย่อมเป็ไปไม่ได้ที่จะไม่เปิดเผยความสามารถในการหยั่งรู้ของตน
หากเป็เช่นนั้นจะกลายเป็ว่าเกิดช่องโหว่และนำมาซึ่งปัญหาที่ไม่จำเป็ เพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ หลินฉางชิงจึงตัดสินใจปิดบังเื่นี้ไว้ชั่วคราว
เหยียนเฉินได้ยินคำตอบของหลินฉางชิงก็เพียงแต่พยักหน้า โดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
ในขณะนั้นเอง
เหง่ง!
เสียงระฆังดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ ทำให้หลินฉางชิงใ
"นี่คือเสียงระฆังของบันไดเจตจำนงกระบี่หรือขอรับ?"
เขาหันไปมองเหยียนเฉินราวกับ้าคำยืนยันจากอีกฝ่าย
บันไดเจตจำนงกระบี่คือสถานที่สำหรับทดสอบพร์ของศิษย์ในสำนักชูซาน บันไดสิบชั้น ทุกครั้งที่ก้าวขึ้นไปได้หนึ่งชั้น ระฆังใบใหญ่ที่ยอดบันไดจะดังขึ้นหนึ่งครั้ง
ยิ่งสูงขึ้นไป บันไดเจตจำนงกระบี่ยิ่งปีนป่ายยากขึ้นเพราะแรงกดดันจะเพิ่มมากขึ้นตามระดับชั้น และในขณะเดียวกัน ยิ่งเสียงระฆังดังขึ้นมากเท่าไหร่ ก็หมายความว่าศิษย์สำนักชูซานผู้ที่ปีนบันไดเจตจำนงกระบี่ผู้นั้น มีพร์แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเท่านั้น!
ในความทรงจำของหลินฉางชิง เ้าของร่างเดิมซึ่งเป็ศิษย์เอกของสำนักชูซาน เคยสร้างชื่อด้วยเสียงระฆังแปดครั้งจนโดดเด่นที่สุดในบรรดาศิษย์ใหม่ จนท้ายที่สุดก็ได้ครองตำแหน่งศิษย์เอก
"เสียงระฆังนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้ยินมาหลายปีแล้ว" หลินฉางชิงทอดถอนใจ
หลังจากที่ร่างเดิมกลายเป็ศิษย์เอกก็ได้ติดตามบ่มเพาะอยู่ข้างกายผู้าุโของสำนักชูซาน
ใน่แรก การทดสอบระหว่างศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนัก ร่างเดิมยังเคยกลับไปดูบ้าง แต่ผลการทดสอบในตอนท้ายทุกครั้ง ไม่มีใครสามารถก้าวข้ามร่างเดิมได้เลย
นานวันเข้า เสียงระฆังนี้ก็ไม่ได้ปรากฏในความทรงจำของหลินฉางชิงมานานแล้ว
"ไม่รู้ว่าครั้งนี้ ผู้ที่ปีนขึ้นไปจะเป็ศิษย์ท่านใดของสำนักชูซาน และจะไปถึงระดับชั้นใดกันนะ?" หลินฉางชิงพึมพำกับตัวเองด้วยความสนใจ
ส่วนเหยียนเฉินที่อยู่ด้านข้าง กลับดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงระฆังนั้น แม้แต่คำพูดของหลินฉางชิง เขาก็แสดงท่าทางไม่ใส่ใจอย่างยิ่ง
ในดวงตาที่ฝ้าฟางนั้นไม่มีประกายใด ๆ เลย
เหง่ง!
ขณะนี้ เสียงระฆังครั้งที่สองดังขึ้น
หลินฉางชิงวางชามและตะเกียบในมือลงแล้วมองไปยังทิศทางของสำนักชูซาน เขารู้สึกสงสัยยิ่งนักว่าผู้ที่ปีนบันไดเจตจำนงกระบี่ในตอนนี้ จะสามารถไปถึงระดับใดได้
เหง่ง!
เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง
เพียงแต่่เวลาของเสียงระฆังครั้งที่สาม เมื่อเทียบกับเมื่อครู่ ดูเหมือนจะทิ้ง่นานขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเสียงครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า และครั้งที่หกก็ดังขึ้นตามลำดับ...
เหง่ง!
พร้อมกับเสียงระฆังครั้งที่เจ็ดที่ดังขึ้น หลินฉางชิงอดไม่ได้ที่จะยืดตัวตรง
"ระฆังดังเจ็ดครา แบบนี้ก็น่าสนใจทีเดียว ดูเหมือนว่าพร์ของศิษย์ท่านนี้จะยอดเยี่ยมมาก..." หลินฉางชิงรำพึง
นึกย้อนไปถึงศิษย์รุ่นเดียวกันในตอนนั้น นอกจากตัวเขาเองแล้ว คนอื่น ๆ ทำได้ดีที่สุดเพียงหกคราเท่านั้น
แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี เขาก็ยังคงเป็ขั้นสูงสุดในด้านนี้
"ศิษย์ที่ทำได้เจ็ดคราผู้นี้ อาจมีหวังที่จะกลายเป็ศิษย์เอกคนต่อไป" หลินฉางชิงพึมพำ
ทว่าเขายังพูดไม่ทันจบ...
เหง่ง!