ร่วมมือ
ขณะที่การต่อสู้สามารถปะทุได้ทุกเมื่อพวกฟางเฉินก็แสดงสีหน้าเคร่งเครียดทันทีเพราะถ้าเกิดการต่อสู้จริง ๆพวกฟางเฉินได้ถูกลูกหลงแน่ ๆ“จุ๊ จุ๊ ดูเหมือนจะมีหนูสกปรกแอบซ่อนอยู่สินะ คิดว่าค่ายกลของเจ้าจะปกปิดจากสายตาของข้าได้งั้นเหรอ” ในตอนนั้นเองชายหน้ากากแมงมุมก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนจะตบฝ่ามือโจมตีมายังค่ายกลของฟางเฉิน“แย่แล้ว!!!!!!!!!!!!” ฟางเฉินตื่นตระหนกและรีบกระโจนเข้ามาบังเย่เซียนทันที“เสวี่ยหนิงสร้างกำแพงน้ำแข็งเร็วเข้า!!!” ฟางเฉินคำรามเสวี่ยหนิงกัดฟันและใช้พลังทั้งหมดสร้างกำลังแพงน้ำแข็งทันที“ตูม!!!!!!!!!”ทั้งค่ายกลและกำแพงน้ำแข็งแตกกระจายในพริบตา นี่คือความต่างของระดับเซียนและครึ่งเซียน เพียงแค่ฝ่ามือเดียวก็ทำลายค่ายกลที่ครึ่งเซียนวางเอาไว้อย่างง่ายดาย“พวกเจ้า!!!!!!!!!!” เซียนของนิกายพฤกษาครามแสดงสีหน้าตื่นตระหนกแต่สำหรับศิษย์ของราชาเซียนเฉิงอู่ถอนหายใจออกมา“หืมเสวี่ยหนิง ส่วนผู้ชายคนนั้นที่แท้เป็นเจ้ากล้าที่จะมาเป็นศัตรูของข้าพวกเจ้าต้องตาย” เสวี่ยซินกล่าวและขยับฝ่ามืออีกครั้ง หอกน้ำแข็งพุ่งตรงไปยังพวกฟางเฉินที่ได้รับบาดเจ็บทันที“แย่แล้ว!!!!!!!!” ถังเจี่ยยืดอยู่หน้าอู่เย่หลานเตรียมหยิบแผ่นยันต์ป้องกันออกมาแต่ในตอนนั้นเองคลื่อนมิติก็ปรากฎและบิดเบือนการโจมตีของเสวี่ยซินทำให้หอกน้ำแข็งพุ่งผ่านพวกฟางเฉินไป“พลังมิติ” ฟางเฉินกล่าวด้วยสีหน้าขาวซีด“นี่มันหมายความว่ายังไงเฟยเหยา” เสวี่ยซินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา“พวกเขาคือผู้มีพระตุณของนิกายเทพธิดาของข้าเพราะถ้าไม่ใช่พวกเขาเข้าช่วยคนของเราคงตกตายด้วยน้ำมือของคนตระกูลเสวี่ยไปแล้ว” เฟยเหยากล่าวด้วยรอยยิ้ม“นี่เจ้าคิดจะเป็นศัตรูกับข้างั้นเหรอ” เสวี่ยซินกล่าว“เจ้าคิดว่าตอนนี้เราเป็นศัตรูกันได้งั้นเหรอ ถ้าเจ้าไม่โง่พอเจ้าน่าจะรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ควรจะทำยังไง” เฟยเหยากล่าวเสวี่ยซินแสดงสีหน้าเย็นชาก่อนจะหลบตาลงและหันไปทางกลุ่มของพวกลัทธิเทพอสูร ใช่แล้วตอนนี้ศัตรูที่น่าหวาดกลัวคือกลุ่มของลัทธิเทพอสูรส่วนครึ่งเซียนอย่างฟางเฉินนั้นนางสามารถบดขยี้เมื่อไหร่ก็ได้ดังนั้นตอนนี้นางไม่ควรขัดแย้งกับเฟยเหยาเพราะมีเพียงพวกนางสองคนที่สามารถต่อกรกับเพลิงอสูรและมังกรคลั่งได้“หึ พวกเจ้ากล้าหลบหน้าพวกข้างั้นเหรอ” เซียนของตำหนักปรุงยาเดินเข้ามาหาฟางเฉินและเค้นเสียงอย่างเย็นชา“พวกข้าจะทำอะไรมันก็เราของของพวกข้านี่” ฟางเฉินกล่าว“นี่เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับข้างั้นเหรอ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกข้าที่เป็นเซียนแล้วมีสถานะเป็นผู้อาวุโสไปแล้วเพราะงั้นต่อไปนี้พวกเจ้าต้องเชื่อฟังพวกข้าทุกอย่างและแน่นอน พวกเจ้าจะต้องส่งขอมีค่าที่พวกเจ้าหาได้มาให้พวกข้าเดี๋ยวนี้” เซียนของตำหนักภารกิจกล่าวด้วยน้ำเสียงข่มขู่“พวกเจ้าอย่าได้มางี่เง่าตอนนี้พวกเจ้าไม่เห็นงั้นเหรอว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเป็นยังไง และถ้าพวกเจ้าคิดจะยังสร้างความแตกแยกแบบนี้ละก็รอให้กลับไปถึงนิกายข้าจะรายงานท่านเจ้านิกายโดยตรงกับสิ่งที่พวกเจ้าทำทั้งหมด” เซียนที่เป็นศิษย์พี่ของเย่เซียนกล่าว“เหอะแล้วยังไง ด้วยกำลังของพวกเราคิดว่าจะไปต่อสู้กับพวกมันได้งั้นเหรอ ขนาดศิษย์พี่ของพวกข้ายังต้องตายด้วยน้ำมือของพวกมันมาแล้ว” เซียนของตำหนักภารกิจกล่าว“ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้จะสิ้นหวังไปแล้วสินะ” ถังเจี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยัน“เจ้าเป็นใครถึงกล้ามาพูดแบบนี้กับพวกข้า” เซียนของตำหนักปรุงยากล่าว“ข้าถังเจี่ยนายน้อยตระกูลถังแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ข้าจะบอกอะไรให้พวกเจ้าอย่าได้ทำให้พวกข้าโกรธจะดีกว่า ไม่อย่างงั้นข้าจะทำให้ตำหนักทั้งสองของพวกเจ้าหายไปจากนิกายพฤกษาคราม” ถังเจี่ยกล่าวข่มขู่“แดนศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ โอ้ ฟางเฉินนี่เจ้าคิดจะร่วมมือกับคนของแดนศักดิ์สิทธิ์และกลายเป็นกบฏไปแล้วสินะ ก็ดีถ้างั้นข้าก็จะทำลายสังหารพวกเจ้าซะตรงนี้เลย” เซียนจากตำหนักภารกิจกล่าว“ดูเหมือนเจ้าพวกนี้ไม่คิดจะฟังใครเลยและต้องการสังหารพวกเราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” อู่เย่หลานกล่าว“ศิษย์พี่!!” เย่เซียนกล่าว“ข้ารู้ดูเหมือนว่าพวกนี้จะถูกผู้อาวุโสของทั้งสองตำหนักสั่งมาให้สังหารพวกเราทั้งหมดเพื่อปกปิดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแดนศักดิ์สิทธิ์” ศิษย์พี่ของเย่เซียนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“พวกเจ้าทั้งสองคนถ้ายังไม่หยุดสร้างเรื่องละก็ข้าจะสังหารพวกเจ้าก่อนพวกลัทธิเทพอสูรให้ดู” เฟยเหยากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาเพียงแค่พวกลัทธิเทพอสูรนางก็ปวดหัวมากพอแล้วแต่คนของนิกายพฤกษาครามยังคิดจะสร้างปัญหาให้กับพวกนางอีก“หึ พวกเจ้ารอดตัวไปแต่เมื่อเรื่องนี้จบเมื่อไหร่พวกเจ้าได้ตายแน่” ทั้งสองคนแสดงสีหน้าเย็นชาและเดินทางจากไปฟางเฉินหันไปทางพวกเฟยเหยาและแสดงสีหน้าขอบคุณ เพราะเฟยเหยาได้ช่วยพวกตนถึงสองครั้ง“ก่อนอื่นพวกเราหาที่หลบก่อน” ศิษย์พี่ของเย่เซียนกล่าวแต่ในตอนนั้นเองหมองสีขาวก็เริ่มปรากฏออกมาซึ่งบรรยากาศที่กำลังจะปะทุก็เงียบลงทันทีทุกคนหันไปเห็นยักษ์ตนนั้นหยุดเดินลงและนั่งคุกเข่าแทน จากนั้นหมอกก็ลอยออกมาจากตัวของยักษ์ตนนั้นใช่แล้วยักษ์ตนนั้นปล่อยหมอกออกมาเพื่อล่อให้พวกอสูรทั้งหมดในทุ่งหญ้ามารวมตัวกัน ในตอนนั้นพวกฟางเฉินก็แสดงสีหน้าขาดซีดออกมาเพราะกลิ่นอายของเซียนปากฎจำนวนมากใช่แล้วกลิ่นอายเซียนเหล่านี้เป็นกลิ่นอายของอสดับ 8 ขั้นสูงทั้งหมด และในตอนนั้นเองที่พวกเฟยเหยาเคลื่อนใหวเข้ามาใกล้พวกฟางเฉิน“เจ้าสร้างค่ายกลขึ้นอีกได้หรือไม่” เฟยเหยากล่าว“ก็พอได้แต่ต้องใช้เวลาเล็กน้อย” ฟางเฉินกล่าวเพาะว่าธวัชของฟางเฉินได้รับความเสียดายส่วนหนึ่งจึงต้องใช้ของสำรองซึ่งมันต้องปรับแต่งเล็กน้อย“ย่อมได้เดี๋ยวข้าจะสร้างค่ายกลมิติขึ้นมาเองส่วนเจ้าสร้างค่ายกลมายาขึ้นมาเมื่อเอาค่ายกลทั้งสองมาซ้อนทับกันก็จะกลายเป็นค่ายกลมิติลวงตาได้” เฟยเหยากล่าว“แบบนี้นี่เองถ้างั้นก็มาเริ่มกันเถอะ” ฟางเฉินกล่าวจากนั้นทั้งสองที่ไม่เคยร่วมมือกันมาก่อนก็เริ่มช่วยกันสร้างค่ายกลขึ้นมา อีกด้านพวกเสวี่ยซินและลัทธิเทพอสูรต่างใช้ค่ายกลของตัวเองปกป้องตัวเองจากพวกอสูร