ท่ามกลางกระแสลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแยกของขุนเขา พวกอวิ่นหนิงเจี่ย เหินร่างด้วยท่าร่างอันรวดเร็วประดุจวิหค์ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวพ้นเขตแดนสุดท้ายของหุบเขาหลงเซี่ยงนั้นเองร่างของชายหนุ่มพลันแข็งค้างราวกับถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นกระชากลงจากนภากาศ!
"อึก!"หนิงเจี่ยร่วงลงสู่พื้นดินอย่างหนักแน่น แรงกดดันมหาศาลบีบอัดจนแผ่นดินใต้เท้าแตะร้าว
ต้วนผิงอัน และ หนิวมู่อี้ ที่เหินนำไปก่อนหน้าพลันชะงักงันพวกเขารีบย้อนกลับมาหาเพื่อนรักด้วยความใแต่เพียงแค่ก้าวเข้าใกล้กลับต้องะโถอยหลังหนีอย่างสุดตัวเมื่อลำแสงสีแดงฉานดุจโลหิตพิฆาตพุ่งขึ้นจากใต้ดินขวางกั้นระหว่างพวกเขากับหนิงเจี่ยไว้
"หนิงเจี่ย!นี่มันอะไรกัน?" มู่อี้อุทานคทาในมือสั่นไหวด้วยสัญชาตญาณระวังภัย
หนิงเจี่ยนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่แววตาของเขาสั่นระริกขณะสื่อสารกับบางสิ่งในจิติญญาก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวเสียงเรียบ "พวกเ้าเดินทางล่วงหน้าข้าไปก่อน...จุดหมายที่เราจะพบกันคือเมืองพายุโหมข้ามีภารกิจสุดท้ายที่ต้องทำที่นี่ในฐานะเ้าของสถานที่ข้าต้องผ่านด่านนี้ไปให้ได้"
"แต่ว่า..."ผิงอันกำลังจะค้าน ทว่าเมื่อเห็นสายตามุ่งมั่นของหนิงเจี่ย เขาก็พยักหน้าเข้าใจ"ได้... พวกเราจะไปสืบข่าวรอเ้าที่เมืองพายุโหมรักษาตัวด้วยเพื่อนยาก!"
ร่างของสหายทั้งสองเหินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดหนิงเจี่ยหันกลับมาเผชิญหน้ากับลำแสงสีแดง ทันใดนั้นเสียงอันคุ้นเคยแต่ทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิมก็ดังกึกก้องในหัว
... เริ่มต้นด่านทดสอบ 'ขัดเกลาจุติา' หากไม่ผ่าน... ิญญาจะถูกจองจำที่นี่ชั่วนิรันดร์!
สิ้นเสียงแจ้งเตือนทิวทัศน์รอบกายหนิงเจี่ยพลันบิดเบี้ยวและเปลี่ยนไปในพริบตา!
หนิงเจี่ยลืมตาขึ้นอีกครั้งพบว่าตนเองยืนอยู่บนลานประลองที่สร้างจากศิลาลอยฟ้า ล้อมรอบด้วยห้วงอวกาศอันมืดมิดเบื้องหน้าของเขาคือร่างจำลองของตนเองที่สร้างจาก สุญญตาจิตมาร ซึ่งแผ่กลิ่นอายกดดันในระดับ คลื่นปราณ (ชี่ปอ)!
"ต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้นสินะ..."หนิงเจี่ยพึมพำ เขาชักดาบอัสนีเพลิงเผาผลาญออกมา แสงสีม่วงดำลุกโชน............
สายลมยามบ่ายพัดผ่านซุ้มประตูหินสลักลายัคาบแก้วที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าทางเข้า เมืองฝูเจิ้น (เมืองแห่งโชคลาภ) เมืองท่ากึ่งพาณิชย์ที่เป็จุดเชื่อมต่อสำคัญก่อนมุ่งหน้าสู่ใจกลางมณฑลเฟิงเป่าบรรยากาศภายในเมืองยังคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนผสมผสานกับกลิ่นธูปหอมและเสียงกระดิ่งลมที่ดังกรุ๊งกริ๊งจากหน้าศาลเ้าเทพเ้าโชคลาภอันเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง
ต้วนผิงอัน และ หนิวมู่อี้ ทะยานร่างลงสู่พื้นถนนหินขัดเงาสภาพร่างกายของทั้งคู่บัดนี้ดูองอาจผึ่งผายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเคี่ยวกรำในหุบเขาหลงเซี่ยงที่กินเวลาร่วมแปดเก้าเดือนทว่า ทันทีที่ย่างกรายเข้าสู่เขตเจริญรุ่งเรืองทั้งสองกลับต้องหยุดชะงักลงด้วยปัญหาที่ "น่าปวดหัว"ยิ่งกว่าการประจันหน้ากับสัตว์อสูร
"ผิงอัน...เ้าลองเช็กดูอีกทีสิ ว่าในถุงเงินของเรานั่นเหลือศิลาผลึกครามเท่าไหร่"มู่อี้เอ่ยเสียงอ่อย พลางปาดเหงื่อที่ขมับ
ผิงอันล้วงเข้าไปในถุงผ้าใบเก่ายับยู่ยี่ก่อนจะเทศิลาโปร่งแสงสีฟ้าครามออกมานับดูที่ฝ่ามือ "320 ผลึกคราม...ทั้งหมดที่เรามีเหลือแค่เท่านี้"
ทั้งสองคนมองศิลาในมือแล้วพลันส่ายหน้าคอตกไปตามๆ กัน ความจำอันเลวร้ายจากครั้งก่อนที่โรงเตี้ยมในเมืองเสิ่นอู่ไหลย้อนกลับมาตอนนั้นพวกเขาสูญเสียศิลาครามไปถึง 200 ผลึกเพียงเพื่อค่าที่พักคืนเดียวมิหนำซ้ำอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็นยังปล้นพวกเขาไปอีก 50 ผลึก!
"ตอนอยู่บนเขาหนิงเจี่ยเป็คนจัดการเื่เสบียงและของใช้ทั้งหมด ข้าก็เพิ่งรู้วันนี้เองว่าการมีชีวิตรอดในเมืองใหญ่มันแพงหูฉี่ขนาดนี้"มู่อี้บ่นกระปอดกระแปด "แค่นึกถึงค่าที่พักคืนนี้ ข้าก็รู้สึกปวดศีรษะหนึบๆขึ้นมาทันที"
ในขณะที่ทั้งสองกำลังละล้าละลังว่าจะไปหาที่พักราคาถูกหรือจะนอนข้างถนนอยู่นั้นเสียงฮือฮาและฝีเท้าที่วิ่งสับสนก็ดังขึ้นจากหัวมุมถนนทางทิศตะวันออก
"เร็วเข้า!การประลองคู่เอกใกล้จะเริ่มแล้ว!" "วันนี้ใครจะชนะกันนะเห็นว่าลูกหลานตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงก็มาร่วมด้วย!"
ชาวบ้านจำนวนมากทั้งคนหนุ่มสาวที่วิ่งปราดไปและผู้ใหญ่ที่จูงมือบุตรหลานต่างพากันหลั่งไหลไปยังลานกว้างใกล้ศาลเ้าหลักประจำเมืองมู่อี้และผิงอันหันมาสบตากันด้วยความสงสัยสัญชาตญาณนักสู้ที่ถูกขัดเกลามาอย่างหนักทำให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะเดินตามฝูงชนไปดู
เมื่อไปถึงทั้งคู่ต้องเบิกตากว้าง ลานศิลาขนาดมหึมาบัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็เวทีประลองยกพื้นสูงรอบด้านเนืองแน่นไปด้วยชาวเมืองที่ยืนออจนแทบไม่มีที่ว่างอีกด้านหนึ่งของเวทีเป็ปะรำพิธีไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงมีกลุ่มคนสวมชุดหรูหราเนื้อละเอียดแผ่กลิ่นอายผู้สูงศักดิ์นั่งชมการประลองอยู่
บนเวทีนั้น ชายฉกรรจ์สองคนกำลังปะทะฝีมือกันอย่างดุเดือดคนหนึ่งถือทวนยาวสีนิล อีกคนใช้ดาบใหญ่ฟันกระแทก พลังปราณระดับ หลอมทอง (จินหรง) ปะทะกันจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ตู้ม! ตู้ม! ทุกครั้งที่อาวุธปะทะกันคลื่นพลังจะสั่นะเืออกมาจนฝุ่นควันม้วนตัวเป็เกลียว
ขณะที่ชาวบ้านกำลังโห่ร้องให้กับการต่อสู้มู่อี้กลับเหลือบไปเห็นป้ายประกาศไม้กระดานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากลานประลองมีผู้คนยืนรุมอ่านและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเซ็งแซ่ทั้งสองจึงเบียดเสียดแทรกกายเข้าไปดู
สายตาของมู่อี้และผิงอันจับจ้องไปยังตัวอักษรสีทองที่ตวัดลายเส้นอย่างทรงพลังบนแผ่นกระดาษแดงใบใหญ่ใจความระบุว่า:
"ประกาศแจ้งแห่งอาณาจักรหลันเป่าสือ(มรกตอำพัน)"
ขอประกาศแก่เหล่ายอดฝีมือและอัจฉริยะทั่วทศทิศบัดนี้กาลเวลาครบกำหนดขวบปีที่สี่ศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายใต้ฟ้านพเก้ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น!
[ศึกนพเก้ามรกตอำพัน] เพื่อคัดสรรยอดศาสตราและอัจฉริยะที่จะเป็เกียรติยศแห่งมณฑลทั้งเก้าและเข้ารับการชี้แนะจากยอดปรมาจารย์แห่งราชสำนัก และเข้าศึกษาต่อ ณสำนักแสงดาวจักรพรรดิและ ผู้ชนะจะได้รับทรัพยากรการฝึกตนและตำแหน่งขั้นทรงเกียรติพร้อมศิลาผลึกครามและโอสถ์มหาศาล! โดยปีนี้เป็ปีพิเศษสามารถให้ชาวเมืองแต่ละเมืองคัดเลือกผู้แข็งแกร่งประจำเมืองเข้าร่วมการทดสอบเป็กรณีพิเศษ(การทดสอบจะมีขึ้นหน้าศึกการประลอง ผู้ผ่านการทดสอบได้รับป้ายขึ้นประลองร่วมกับอัจฉริยะที่ได้คัดเลือกไปก่อนหน้านี้)
สถานที่: ลานประลองมรกตหลวง ณ เมืองหลวงอาณาจักรหลันเป่าสือ
กำหนดการ: อีก 2 เดือนข้างหน้านับจากนี้เป็ต้นไป
“ใครเล่าจะเป็ดาราที่โชติ่ที่สุดในอาณาจักร?พลังยุทธ์ตัดสินโชคชะตาคมดาบตัดสินเกียรติยศ!”
"ศึกนพเก้ามรกตอำพัน..."มู่อี้ทวนคำเสียงสั่น "นี่มันงานประลองที่ใหญ่ที่สุดในทวีปนี่นา "
ผิงอันบัดนี้ละสายตาจากป้ายประกาศเขากำลังจ้องมองยังมุมหนึ่งใกล้สถานที่ประลองยุทธ์ป้ายด้านข้างเขียนไว้ชัดเจน "รับพนันการประลอง" เช่นเดียวกัน ณบริเวณนั้นคนออเต็ม เสียงเดิมพันการประลองดังเซ็งแซ่ แววตาที่เคยหม่นหมองเพราะความยากจนพลันลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความหวัง
"มู่อี้...ดูเหมือนว่าการลงเขามารอบนี้ โชคลาภของเมืองฝูเจิ้นจะเริ่มทำงานแล้ว"ผิงอันกำหมัดแน่น อย่างตื่นเต้น "อีกสองเดือน... เมืองหลวงหลันเป่าสือจะเป็ที่ที่พวกเราและหนิงเจี่ยจะประกาศศักดาให้ทั้งอาณาจักรต้องสะท้าน!แต่ตอนนี้" เขาพลันถูมือเข้าหากัน “เราหาทรัพย์กันก่อนเถอะสหาย”
ว่าแล้วผิงอันพลันคว้าคอมู่อี้เดินตัวปลิวไปยังโต๊ะรับพนันทันที