เล่มที่1 บทที่27 คู่บำเพ็ญ
สำหรับจั่วเฉิน เพียงแค่รับรู้การเปลี่ยนแปลงรอบข้างในระยะร้อยเมตรได้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว
จั่วเฉินเข้าใจในทันทีว่าทำไมหมาป่าจันทราราตรีจึงได้ถอยไปนั่นก็เพราะเมื่อครู่ ในตอนที่เขากำลังเครียดถึงขีดสุดนั้น ได้กระตุ้นหินหยกในร่างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนถ่ายทอดปณิธานแรงกล้าขุมหนึ่งออกมาให้ ตัวเขาจึงคล้ายจะมีแรงกดดันของยอดฝีมือเกิดขึ้นหมาป่าจันทราราตรีเ่าั้จึงเข้าใจผิดและพากันหนีไปเพราะความหวาดกลัว
แม้ตอนนี้แรงปณิธานจะถูกเก็บกลับเข้าไปในหินหยกแล้วทว่าขอเพียงจั่วเฉินเกิดจิตคิดเชื่อมโยง ก็จะสามารถยืมเอาแรงปณิธานส่วนหนึ่งออกมาได้
ข้อดีของการมีแรงปณิธานก็คือ เมื่ออยู่ในขุนเขาร้าวเวหาแห่งนี้จั่วเฉินจะสามารถรับรู้ถึงอันตรายได้ล่วงหน้า ซึ่งจะทำให้สามารถหลบเลี่ยงความลำบากไปได้ไม่น้อย อีกทั้งในระหว่างการต่อสู้แรงปณิธานที่แข็งแกร่งเหล่านี้ยังสามารถช่วยให้เขาควบคุมจังหวะการต่อสู้ได้ดียิ่งขึ้นไม่เพียงเท่านั้น หากจั่วเฉินก้าวเข้าสู่เส้นทางหลักอักขระยันต์ เขาก็จะได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ
พูดอีกอย่างก็คือ จั่วเฉินสามารถพัฒนาเป็ยอดอัจฉริยะในด้านหลักอักขระยันต์ได้เลย
ไม่นานจั่วเลิกก็ลุกขึ้นยืนหลังจากเก็บเอาผลึกอสูรของหมาป่าจันทราราตรีสี่ตัวที่เขาสังหารไปได้แล้วก็รีบไปจากที่นี่ทันที
ผลึกอสูรทั้งสี่ก้อนนี้ล้วนเป็ระดับสองถือเป็ผลพลอยได้ของการต่อสู้ แม้จะไม่ได้มีค่ามากเท่าตอนที่อยู่ในการทดสอบของศิษย์ใหม่แต่เมื่อรวมๆ กันแล้วก็ยังสามารถแลกค่าผลงานได้เกือบสองร้อยแต้ม
จากนั้นอีกหลายวัน นอกจากฝึกฝนตนเองแล้วจั่วเฉินก็ไปล่าอสรพิษสองตัวเพื่อเอาดีงูมา ตอนนี้เขาอยู่ในระดับหลอมรวมขั้นสี่หากไม่ถูกปิดล้อมเหมือนตอนสู้กับฝูงหมาป่าจันทราราตรี จั่วเฉินก็สามารถจัดการสัตว์อสูรขั้นสองทุกชนิดได้อย่างง่ายดาย
หลังจากเข้ามาในขุนเขาร้าวเวหาได้ครึ่งเดือนภารกิจทั้งหมดก็ลุล่วง อีกทั้งเขายังผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง ตอนนี้จึงมีเค้าลางว่าจะพัฒนาเป็ระดับหลอมรวมขั้นห้าแล้ว
ยิ่งกว่านั้น เขายังเริ่มจับจุดเคล็ดวิชาบงการอัสนีได้บ้างแล้วเมื่อรวมกับแรงปณิธานที่ปรากฏ นับว่าครั้งนี้จั่วเฉินได้รับประโยชน์มาไม่น้อย นับว่าไม่เสียเที่ยวที่เข้ามาที่นี่
...
จั่วเฉินเดินทางกลับตำหนักนภาปราณยุทธทันทีเมื่อมาถึง ก็ตรงไปที่ตำหนักภารกิจ
“จั่วเฉินผู้นั้นกลับมาแล้ว”
หลังจากที่ก้าวเข้าสู่ตำหนักภารกิจ สายตามากมายก็จับจ้องมาที่เขา
ตอนที่จากไปจั่วเฉินรับภารกิจระดับสองไปหลายภารกิจ ซึ่งโดยปกติแล้ว หากรับภารกิจระดับสองไปมากขนาดนั้นจะต้องรวมกลุ่มกันจึงจะทำสำเร็จโดยเฉพาะถ้าเป็ศิษย์ใหม่ ทว่าจั่วเฉินกลับเลือกที่จะไปตามลำพังก่อนหน้านี้จึงมีคนไม่น้อยเย้ยหยันในความไม่เจียมตัวของเขา วันนี้เมื่อเห็นอีกฝ่ายกลับมาทุกคนจึงเฝ้ารอที่จะหัวเราะเยาะ
“ผลึกอสูรของสัตว์อสูรมารทมิฬสามก้อนโปรดตรวจสอบด้วย”
เมื่อมาถึงหน้าแท่นภารกิจจั่วเฉินก็ล้วงเอาผลึกอสูรออกมา ตามด้วยหนังของจิ้งจอกไฟและดีงูของอสรพิษสองหัว
“นี่มัน... ข้าไม่ได้ตาฝาดใช่หรือไม่” ศิษย์ไม่น้อยขยี้ตาตัวเองพลางจ้องเขม็งไปที่จั่วเฉินในจังหวะนั้นพลันเกิดเสียงดังโครมขึ้นที่พื้น ร่างของหมาป่าจันทราราตรีถูกจั่วเฉินทุ่มลงมา
ภารกิจทั้งหมดล้วนสำเร็จลุล่วง จั่วเฉินจึงได้รับค่าผลงานอีกหนึ่งพันห้าร้อยแต้มเพิ่มขึ้นมาบนแผ่นป้ายแสดงสถานะทว่าเขายังไม่ได้จากไปในทันที แต่กลับเปิดแหวนห้วงมิติออกมา...
การทำภารกิจครั้งนี้ จั่วเฉินยังได้สิ่งอื่นมาด้วย
ตลอดทางก็ทั้งฝึกฝน ทั้งต่อสู้ และสังหารสัตว์อสูรระดับฮวงไปอีกจำนวนหนึ่งทำให้ได้ผลึกอสูรระดับหนึ่งและสองมาไม่น้อย เมื่อเทมันออกมารวมกันแล้ว ก็ได้ค่าผลงานเพิ่มอีกเกือบห้าร้อยแต้ม
“จั่วเฉินผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้วได้ยินว่าเป็แค่ผู้ติดตามไม่ใช่หรือ ทำไมถึงมีความสามารถเช่นนี้เล่า”
รอบข้างมีสายตามากมายจับจ้องมาพร้อมกับเสียงถกเถียงกันจากผลึกอสูรที่จั่วเฉินนำออกมาคาดว่าน่าจะสังหารสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นสองไปอย่างน้อยสิบตัว และสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นหนึ่งไปอีกจำนวนหนึ่งซึ่งผู้ฝึกยุทธพลังปราณที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นสามไม่น่าจะทำได้โดยลำพัง
“ไม่... เขามีพลังระดับหลอมรวมขั้นสี่”
ที่ด้านหลัง ศิษย์สายในที่มีพลังแข็งแกร่งผู้หนึ่งเอ่ยออกมาเขามีสายตาหลักแหลม สามารถมองระดับพลังที่แท้จริงของจั่วเฉินออก
ระดับหลอมรวมขั้นสี่หรือ
ศิษย์บางส่วนสูดลมหายใจ ทันใดนั้น สายตาที่จ้องมองจั่วเฉินก็แปลกไปพวกเขายังจำได้ว่าวันแรกที่จั่วเฉินมาที่ตำหนักนภาปราณยุทธนี่ เขามีพลังอยู่ในระดับหลอมรวมขั้นสองเท่านั้นทว่าในเวลาสั้นๆ กลับพัฒนาขึ้นเป็ขั้นสี่แล้ว นับว่ามีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าศิษย์ทั่วไปเลย
ค่าผลงานหนึ่งพันห้าร้อยแต้มที่ได้จากภารกิจเมื่อรวมกับทรัพยากรต่างๆ ที่ได้มา จั่วเฉินก็ได้ค่าผลงานไปถึงสองพันแต้มในการทำภารกิจครั้งนี้ซึ่งเป็จำนวนไม่น้อยเลย เมื่อรวมกับค่าผลงานที่เหลือแล้ว เท่ากับว่าตอนนี้เขามีสามพันแต้มในมือ
ทว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอกับความ้าของเขาเลยสักนิด
...
หลังจากที่จั่วเฉินกลับมา หลงซินเย่ก็ออกจากการกักตัวพอดี
เมื่อจั่วเฉินติดตามนางมาจนถึงตำหนักนภาปราณยุทธหลงซินเย่ก็ไม่ได้ปรากฏตัวอีก นางเพียงแค่บอกกล่าวให้รู้ว่าตนจะเข้ากักตัวบำเพ็ญกับผู้เป็อาจารย์เท่านั้นทว่าหลังจากที่ออกจากการกักตัว หลงซินเย่ก็ตรงมาหาจั่วเฉินทันที
เมื่อได้พบหลงซินเย่อีกครั้งสายตาของจั่วเฉินก็พลันเข้มขึ้น รู้สึกได้ถึงแรงกดดันขุมหนึ่งโดยสัญชาตญาณ
ก่อนหน้านี้หลงซินเย่น่าจะมีพลังอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นห้าคิดไม่ถึงว่าเวลาไม่ถึงเดือน นางก็พัฒนาเป็ขั้นที่เจ็ดแล้ว ความสามารถเช่นนี้ถือว่าโดดเด่นเป็อันดับต้นๆในหมู่ศิษย์ใหม่เลยทีเดียว อย่างน้อยๆ ก็แข็งแกร่งกว่าหลิวหยวนหรือเซียวพั่วรื่ออยู่มากสมกับที่มีหกตราปราณโบราณ เพิ่งมาถึงตำหนักนภาปราณยุทธก็ได้เลื่อนเป็ศิษย์สายตรงแล้ว
“จั่วเฉิน พลังของเ้าอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นสี่แล้วสินะ”หลงซินเย่ตาเป็ประกาย รู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อย
ตอนมาถึงที่นี่ใหม่ๆจั่วเฉินเพิ่งจะปลุกพลังสำเร็จได้ไม่นาน มีระดับพลังเพียงขั้นสองเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันเขาจะพัฒนาขึ้นได้รวดเร็วเช่นนี้
ระดับหลอมรวมขั้นสี่ก็แทบจะเทียบเท่าศิษย์ใหม่ส่วนมากแล้วข้อแตกต่างเพราะอายุมากจึงถูกลบล้างไป หากก่อนหน้านี้จั่วเฉินมีระดับพลังเช่นนี้ก็มีสิทธิสมัครเข้าตำหนักนภาปราณยุทธได้เองไม่จำเป็ต้องพึ่งหลงซินเย่
“ไม่เลวเลยศิษย์พี่หญิง”จั่วเฉินยิ้มน้อยๆ
“ได้ยินว่าเ้าได้ค่าผลงานหมื่นกว่าแต้มในการทดสอบศิษย์ใหม่หรือดูจากความสามารถตอนนี้แล้ว นับว่าข้ามองคนไม่ผิดจริงๆ” หลงซินเย่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“หลังจากนี้ข้ามีเื่หนึ่งอยากให้เ้าช่วยหน่อย”นางมองจั่วเฉินด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม ดูประหลาดอยู่บ้าง
“หืม เื่อะไรหรือ”ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ๆ จั่วเฉินก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
“หลังจากนี้เ้าจะต้องเป็คู่บำเพ็ญของข้า!” หลงซินเย่เอ่ย
จั่วเฉินหมดคำจะพูด
นี่เขาหูฝาดไปหรือ เป็คู่บำเพ็ญเนี่ยนะ
“ก็แค่แสดงละครให้คนนอกดูเท่านั้น”หลงซินเย่จ้องตาจั่วเฉินก่อนจะว่าต่อ “นอกจากนี้ก็ไม่มีข้อจำกัดอะไรอีกเ้าอยากจะทำอะไรก็ทำ”
ได้ยินดังนั้นจั่วเฉินก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาทว่าเพราะเป็ผู้ติดตาม เื่ที่สัญญากันไว้เขาย่อมรักษาคำพูดเดิมยังคิดว่าหลงซินเย่จะให้ทำเื่อะไรเสียอีก คิดไม่ถึงว่าคำขอของนางจะง่ายดายเช่นนี้
จั่วเฉินไม่เชื่อว่าหลงซินเย่จะสนใจตัวเองเพราะด้วยพร์ของนาง นับเป็อัจฉริยะของตำหนักนภาปราณยุทธ คนเช่นนี้มักจะหยิ่งทระนงและไม่เห็นใครอยู่ในสายตาไม่มีทางที่จะสนใจตัวเขาในตอนนี้ได้
หรือหากหลงซินเย่หมายตาจั่วเฉินจริง ก็ไม่แน่ว่าจั่วเฉินจะสนใจนางเช่นนั้นทำไมนางจึงเอ่ยคำขอเช่นนี้ออกมา
“ได้” ผ่านไปครู่หนึ่งจั่วเฉินก็พยักหน้า
การตอบรับคำขอข้อนี้ไม่ได้ทำให้เขาเสียหายอะไรในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่สนใจ แล้วเขาจะกังวลทำไม
กระทั่งหลงซินเย่จากไปจั่วเฉินก็ยังไม่ได้สติ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
...
ไม่รู้ว่าหลงซินเย่จงใจปล่อยข่าวหรืออย่างไรเพียงแค่ครึ่งวัน เื่นี้ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งสำนัก เกิดเป็มรสุมใหญ่ขึ้นมา
เมื่อกลับถึงที่พักเพียงแค่ก้าวเข้ามาในห้อง จั่วเฉินก็เห็นสายตาประหลาดของเย่เชียนตี้ที่จ้องมองมา เขาอดยิ้มขมขื่นออกมาไม่ได้
“อย่าบอกนะว่าเ้าก็คิดว่าข้าเป็คู่บำเพ็ญของนาง”
“ก็ไม่แน่” เย่เชียนตี้มองจั่วเฉินก่อนจะเอ่ยตอบ
“นี่...” จั่วเฉินได้ยินก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีคนแห่กันมาที่ด้านนอกบางคนยังะโเรียกชื่อจั่วเฉินอีกด้วย
“ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!”
“หลงซินเย่ไม่ใช่คนที่คนไร้ค่าอย่างเ้าจะหมายปอง!”
“ใช่ ไสหัวออกมาดวลกันหน่อย หากเ้าแพ้ก็จงอยู่ห่างๆจากนางเสีย!”
คำพูดมากมายลอยเข้ามาในห้องทำให้จิตใจที่เพิ่งจะสงบลงของจั่วเฉินปั่นป่วนขึ้นอีกครั้ง เขาเข้าใจแล้วว่าคำขอที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรของหลงซินเย่นั้นได้นำพาความยุ่งยากมาให้มากมายขนาดไหน
หากตรองดูก็จะรู้ หลงซินเย่มีทั้งพร์และยังงดงามไม่ได้ด้อยไปกว่าเสี่ยวอู๋เลยสักนิด ศิษย์ที่โดดเด่นเช่นนี้มีหรือที่จะไม่มีใครสนใจแม้ว่านางจะไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบของศิษย์ใหม่ ทว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวกับนางคงจะร่ำลือกันไปทั่วแล้วแน่ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าจะมีคนไม่น้อยหลงใหลยอดสตรีเช่นหลงซินเย่
ทว่าบัดนี้กลับมีเื่คู่บำเพ็ญของนางปรากฏขึ้นไม่แปลกที่คนเหล่านี้จะทนไม่ไหวและถ่อมาหาเื่เขาถึงที่
เข้าใจก็เื่หนึ่ง แต่เื่ที่จะทำเป็ไม่สนใจคำก้นด่าว่าไร้ค่าหรือเศษสวะก็เป็อีกเื่หนึ่งจั่วเฉินไม่ใช่คนอ่อนแอที่ใครๆ ก็มารังแกได้โดยไม่คิดตอบโต้ นั่นไม่ใช่นิสัยของเขา
เมื่อออกจากห้องจั่วเฉินก็เห็นกลุ่มคนเ่าั้ หลังจากพิจารณาดูแล้วก็รู้ได้ว่าศิษย์ส่วนมากที่อยู่ที่นี่น่าจะมีพลังอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นสี่คาดว่าคงจะเป็ศิษย์ใหม่ทั้งหมด
“ด่าใครน่ะ”จั่วเฉินมองทุกคนด้วยสายตาเ็าพลางลอบโคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนีไปด้วย