ข่าวที่เ้าหอเทียนจีจัดการกับจักรพรรดิปีศาจทั้งสองตน ถูกระบุไว้ชัดเจนในรายงานของเ้าเมืองอวิ๋นโจว
แม้จะยังไม่ได้แพร่สะพัดไปถึงหูชาวบ้านทั่วไป แต่องค์จักรพรรดินีย่อมเป็คนแรกที่ได้รับรู้ข่าวนี้
ทว่าในตอนนั้น นางไม่ได้รีบร้อนไปขอบคุณแต่อย่างใด
ประการแรกเพราะนางยังอยู่ในโลกปุถุชน ไม่สามารถละทิ้งฐานะไปได้ และการส่งขุนนางไปแทนก็ดูขาดความจริงใจ
ประการที่สอง หอเทียนจีให้ความสำคัญกับวาสนาและเหตุปัจจัยเสมอมา นางจึงอยากจะไปถามท่านเ้าหอด้วยตัวเองว่า เหตุใดจึงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแคว้นต้าจิ้ง
เพราะถึงอย่างไร หากปราศจากการปรากฏตัวของเ้าหอผู้นั้น ด่านอวี้เหมินและแคว้นต้าจิ้งที่ยังไม่ทันได้เตรียมรับมือ ย่อมต้องตกเป็อาหารของเหล่าปีศาจไปแล้ว
หากบ้านเมืองต้องลุกเป็ไฟ ผลที่ตามมาคงไม่อาจจินตนาการได้เลย
ในเมื่อสร้างวาสนาต่อกันไว้แล้ว ต่อให้วันหน้าหอเทียนจีจะไม่ได้ตั้งใจผูกมิตรกับแคว้นจิ้ง แต่การไปขอบคุณท่านเ้าหอก็ถือเป็สิ่งที่ควรทำ
...
สายลมฤดูใบไม้ร่วงเริ่มพัดผ่าน
ถนนสายยาวและตรอกต่าง ๆ เริ่มคึกคักขึ้น โดยเฉพาะที่ศาลเ้าเฉิงหวงและหอเหวินฉวี่ที่ตั้งอยู่นอกเมือง ซึ่งเป็สถานที่ที่ผู้คนไปสักการะขอพร บัณฑิตที่เตรียมตัวสอบเข้ารับราชการในปีนี้ต่างพากันไปอธิษฐานขอพรกันอย่างเนืองแน่น
เพราะใกล้จะถึงงานสอบฤดูใบไม้ร่วงอันยิ่งใหญ่แล้ว
กู้หลานกินมื้อเช้าเสร็จก็พาลุงหยางที่สะพายสัมภาระเตรียมพร้อมก้าวออกจากจวนตระกูลกู้ โดยมีมู่อวี่เยียนและหลิ่วเย่ซีเดินตามมาส่งที่หน้าประตูด้วยความอาลัยอาวรณ์
“คุณชาย ท่านนำป้ายเลขที่นั่งสอบมาหรือยังเ้าคะ?”
หลิ่วเย่ซีถามด้วยความกังวล
“เสี่ยวซี นี่เ้าเห็นคุณชายของเ้าเป็คนสะเพร่าขนาดนั้นเชียวหรือ?”
กู้หลานเบ้ปากยิ้ม ๆ พลางเหลือบมองลุงหยาง
ลุงหยางรีบควักป้ายเลขที่ 295 ที่ขัดจนเงาวับออกมาจากอกเสื้อ แกว่งไปมาต่อหน้าสาวน้อยและฮูหยิน
“เตรียมพร้อมไว้หมดแล้วขอรับ พวกท่านวางใจได้ บ่าวจะดูแลคุณชายเอง!”
การสอบฤดูใบไม้ร่วงจัดขึ้นที่สำนักผู้ตรวจการเมืองหลางโจว กินเวลาต่อเนื่องเจ็ดถึงแปดวัน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องรีบไปเช่าโรงเตี๊ยมพักอาศัยอยู่ก่อน
“ท่านพี่ รีบกลับมานะเ้าคะ ข้าจะรอท่านอยู่ที่บ้าน”
มู่อวี่เยียนเดินเข้ามาจัดเสื้อผ้าให้เขา แววตาเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์พลางกระซิบเบา ๆ
ั้แ่แต่งงานกัน ทั้งสองยังไม่เคยห่างกันนานขนาดนี้มาก่อน
แม้จะมีองครักษ์เงาคอยคุ้มครองกู้หลานอยู่ห่าง ๆ และไม่น่าจะมีเหตุการณ์ผิดปกติอะไร แต่ตัวนางเองต้องเดินทางไปกราบไหว้ขอพรที่หอเทียนจี จึงอดที่จะเป็ห่วงไม่ได้
“น้องหญิงไม่ต้องกังวล รอบนี้พี่จะไม่หาเื่ใส่ตัวแล้ว”
กู้หลานรับรู้ถึงความกังวลของนาง จึงยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่งดงามของนางพลางยิ้ม “ได้ยินมาว่าหลังการสอบฤดูใบไม้ร่วง จะมีงานเทศกาลดอกไม้ไฟที่หน้าศาลเ้าด้วย… น้องหญิง เ้าจำได้หรือไม่? ปีที่แล้วพวกเราก็รู้จักกันใน่นี้แหละ”
“ปีนี้รอพี่สอบเสร็จ แล้วพี่จะพาเ้าไปเดินเที่ยวชมเมืองหลางโจวด้วยกันอีกรอบ ดีหรือไม่?”
“จะลืมได้อย่างไรกัน...”
มู่อวี่เยียนเม้มปาก เผยรอยยิ้มที่งดงามจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ นางพยักหน้าเบา ๆ “ดีเ้าค่ะ ข้าจะรอนะเ้าคะ”
“อืม… เช่นนั้นพี่ไปก่อนนะ”
กู้หลานบอกลาภรรยา จากนั้นก็หันไปเรียกลุงหยาง ก่อนจะจูงม้าแก่สองตัวพากันมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง
กีบม้ากระทบกับใบไม้แห้งที่ร่วงหล่น แผ่นหลังของทั้งสองค่อย ๆ เลือนหายไปไกล
“คุณชาย ออกนอกเมืองแล้ว อีกสามสิบลี้กว่าจะถึงสำนักผู้ตรวจการ เราจะตรงไปเลยที่นั่นเลยดีหรือไม่ขอรับ?”
“ไม่รีบ แวะไปไหว้เทพเ้าที่หอเหวินฉวี่แถวนี้ก่อน แล้วถือโอกาสดูเหล่าบัณฑิตรุ่นเดียวกันของต้าจิ้งด้วย”
“เช่นนั้น... เราไปซื้อเหล้าสักสองไหดีหรือไม่ขอรับ?”
“ฮ่า ๆ ๆ รู้อยู่แล้วว่าลุงหยางนี่ขี้เมาเสียจริง แต่ก็เอาเถอะ! ออกจากเมืองแล้ว เดี๋ยวข้าจะเลี้ยงเหล้าเหลืองชั้นดีที่นั่นให้เอง!”
“คุณชายรู้ใจที่สุด!”
“...”
เสียงของทั้งคู่ค่อย ๆ แ่เบาลง
หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน
ที่หน้าจวนตระกูลกู้ มู่อวี่เยียนได้สติ จึงหันไปสั่งหลิ่วเย่ซีเบา ๆ “เตรียมตัวพร้อมหรือยัง เราไปกันเถอะ”
“เพคะ ฝ่าา”
...
ในขณะเดียวกัน!
ที่เขาทางทิศใต้ของเมือง
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านหน้าผา ร่างสองร่างที่ขี่ม้ามาหยุดลงที่นี่ พลางทอดสายตามองลงไปยังเมืองหลางโจวเบื้องล่าง
“นี่หรือเมืองเอกของแคว้นจิ้ง ช่างสร้างได้อย่างโอ่อ่าเสียจริง!”
ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวอุทานออกมาด้วยความชื่นชม
เขามีรูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างามตามแบบฉบับบัณฑิต แม้ในยามนี้จะสวมเพียงชุดผ้าหยาบธรรมดา แต่ระหว่างคิ้วกลับเผยให้เห็นถึงกลิ่นอายความสูงศักดิ์ที่มีมาแต่กำเนิด
“ฝ่าา ต่อไปที่นี่ก็จะเป็ของท่าน ไม่ต้องไปอิจฉาพวกเขาหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
ชายชราในชุดคลุมสีดำที่อยู่ข้าง ๆ กล่าว เสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อย “ท่านราชครูทำนายไว้แล้วว่า โชคชะตาของแคว้นจิ้งกำลังเดินมาถึงจุดจบ ประกอบกับโลกปีศาจกำลังบุกหนัก...”
ยังไม่ทันพูดจบ บัณฑิตหนุ่มก็ส่ายหน้าขัดขึ้น “ผู้เฒ่าหลง อย่าได้ประมาทเกินไป มดปลวกนับร้อยแม้ตายก็ไม่สิ้น แคว้นจิ้งที่กว้างใหญ่นี้ พลังชีวิตย่อมไม่อาจดับสูญได้โดยง่าย”
“ไม่เห็นชัยชนะที่ด่านอวี้เหมินหรือ? ทหารแคว้นจิ้งสามหมื่นนายสังหารกองทัพปีศาจได้นับแสน และผลักดันไปได้ถึงร้อยลี้ ผลงานเช่นนี้... น่ากลัวเพียงใด!”
“ฝ่าาตรัสถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชายชราในชุดดำผู้ถูกเรียกว่าผู้เฒ่าหลงดูเหมือนจะเลื่อมใสเขามาก จึงไม่ได้โต้แย้งและพยักหน้ายอมรับ
“แต่... ที่ท่านพูดก็ไม่ผิด”
บัณฑิตหนุ่มมองลงไปยังเมืองหลางโจวอีกครั้ง แววตาฉายความทะเยอทะยาน มุมปากค่อย ๆ ยกขึ้น
“โชคชะตาแคว้นจิ้งยังหลงเหลืออยู่แล้วอย่างไร?”
"ที่นี่ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องเป็ดินแดนของต้าอวี่ของข้า! และไม่เพียงแค่ที่นี่ สิบสองเขตของแคว้นจิ้ง ข้าจะเอามาให้หมด... รวมไปถึงองค์จักรพรรดินีผู้สูงส่งคนนั้นด้วย!”
“ฮ่า ๆ ๆ ฝ่าามีปณิธานยิ่งใหญ่ บ่าวชราได้ยินแล้วมีความสุขยิ่งนัก!”
ชายชราในชุดดำกล่าวสรรเสริญ
“ไปกันเถอะ ผู้เฒ่าหลง!”
บัณฑิตหนุ่มฟาดแส้ลงบนหลังม้า เปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าลงเขา
“พิชิตแคว้นจิ้ง เริ่มต้นจากการสอบฤดูใบไม้ร่วงครั้งนี้นี่แหละ ข้าจะดูว่าเหล่าบัณฑิตแคว้นจิ้งจะมีความรู้จริงแค่ไหน วันหน้าจะคู่ควรให้ข้าใช้งานหรือไม่!”
...
“ลุงหยางจ่ายเงินหรือยัง?”
“คุณชายบอกว่าจะเลี้ยงไม่ใช่หรือขอรับ... แค่ก ๆ ”
ลุงหยางดูจะชอบเหล้าเหลืองที่ซื้อมาจากหน้าเมืองมาก ขณะพูดก็ไม่ลืมที่จะจิบจนสำลักไปสองสามรอบ
“...”
เสี่ยวเอ้อร์มองคนทั้งสองด้วยสายตาที่ไม่เป็มิตรขึ้นเรื่อย ๆ !
สาเหตุหลักคือคนทั้งสองดื่มเหล้าไหแล้วไหเล่า ราวกับเป็คนอดอยากมาหลายปี
แม้เหล้าพวกนี้ไม่ได้แพงอะไรนัก แต่ตามหลักแล้ว หลังจากที่เคยดื่มเหล้าเซียนชั้นเลิศมาแล้ว เหล้าชั้นต่ำพวกนี้ไม่น่าจะลงคอได้...
กู้หลานก็เช่นกัน เขาถือชามเหล้าไว้เป็พิธี และจิบไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“คุณชาย จริง ๆ แล้ว... ตอนบ่าวหนีภัยแล้งที่หวงโจวเมื่อหลายปีก่อน สิ่งที่บ่าวโหยหาที่สุดก็คือเหล้าแบบนี้แหละขอรับ”
ลุงหยางกอดไหเหล้าพลางยิ้มเขิน ๆ
ถ้าตอนนั้นเขามีเหล้าดื่มสักชาม ป่านนี้คงไม่ระเห็จมาถึงหลางโจว
กู้หลานได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบไหล่อีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล
“ไม่เป็ไร ข้าแค่ถามดูว่าจ่ายเงินไปหรือยัง ดื่มไปเถอะ ข้าจ่ายไม่อั้น!”
กู้หลานเลื่อนไหเหล้าของตัวเองไปให้อีกฝ่าย
“ขอบคุณคุณชายขอรับ!”
ลุงหยางดื่มพลางกวาดสายตามองรอบ ๆ ด้วยความเมามายเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบยิ้ม ๆ ว่า “คุณชาย ปีนี้ท่านสอบจวี่เหรินติดแน่นอน... ลองดูเหล่าบัณฑิตที่เดินผ่านไปมาสิ บ่าวยังไม่เห็นใครมีสง่าราศีเทียบเท่าคุณชายเลยสักคน!”
“หน้าตาก็ไม่หล่อเท่าคุณชายด้วย!”
เขายังเสริมต่อพลางเบ้ปากมองเหล่าบัณฑิตที่เดินผ่านไปมา
“ดื่มเหล้าของลุงต่อไปเถอะ!” กู้หลานหนังตากระตุก “ข้าเห็นลาภยศเงินทองเป็เพียงเศษดิน จะไปร้อนรนกับการสอบทำไม?”
พูดก็พูดเถอะ!
การสอบขุนนางในโลกนี้ บางครั้งก็ตัดสินกันที่หน้าตาจริง ๆ
เขากลัวเหลือเกินว่าปากเสีย ๆ ของลุงหยางจะนำเื่มาให้เขาต้องสอบติด เพียงเพราะหน้าตาหล่อเหลาบาดใจนั่น!
ยิ่งตอนนี้จักรพรรดินีเป็คนครองราชย์ และได้ยินว่ายังไม่ได้แต่งงาน... หากวันหน้าถูกนางหมายตาขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ลุงหยางหลังจากถูกดุ ก็ยิ้มแห้ง ๆ แล้วปิดปากเงียบ
ในตอนนั้นเอง มีขอทานคนหนึ่งเดินผ่านหน้าร้าน สีหน้าเหลืองซีด ดวงตาตอบลึก ดูเหมือนไม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้ว
ขอทานคนนั้นสวมชุดบัณฑิตที่เก่าขาด แต่ยังพอพอดูออกว่าเป็ชุดปัญญาชน
เขาหยุดเดินที่หน้าโรงเตี๊ยม แต่ยังลังเลไม่กล้าเดินเข้ามา
“ไอ้ขอทานมาจากไหนน่ะ ไปไกล ๆ เลยไป อย่ามาขัดขวางการทำมาหากินของพวกข้า!”
เสียงขับไล่ของเสี่ยวเอ้อร์ทำให้สายตาของลูกค้าบางคนหันมามอง
ส่วนใหญ่ก็แค่ชายตามองด้วยความเมินเฉยและเ็า
แต่ทว่าเมื่อกู้หลานเห็นใบหน้าของขอทานคนนั้น เขาก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย
หลินลู่?