ตอนที่ 7 ความจริงของโลกอีกใบ
คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาทว่าหลุดพ้นจากกรอบความจริงที่เด็กชายวัยสิบขวบจะจินตนาการได้ ยิ่งทำให้ริวตกอยู่ในภาวะมึนงงสับสนหนักกว่าเก่า สมองที่เคยประมวลผลได้อย่างรวดเร็วกลับเริ่มติดขัดเมื่อต้องรับรู้ว่ามี “เศษเสี้ยวจิติญญา” ของสิ่งมีชีวิตอื่นสถิตอยู่ในหัวของตัวเอง
บุรุษปีกสี่ข้างมองท่าทางเหลอหลาของเด็กชายด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะขยับข้อมือขวาเบาๆ ในอากาศ
ครืนนนน...
ทันใดนั้น อาณาเขตภวังค์จิตสำนึกที่เคยเป็สีดำสนิทอันหนานุ่มกลับเกิดการสั่นะเืเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินไหว รอยปริร้าวแห่งแสงสว่างพุ่งแหวกความมืดมิดออกเป็เสี่ยงๆ ก่อนที่ทัศนียภาพรอบกายของทั้งสองจะแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
แสงสีตระการตาพุ่งวาบเข้ามาบดบังความมืด เผยให้เห็นภาพทิวทัศน์ของโลกอีกใบหนึ่งที่ริวไม่เคยรู้จักหรือพบเห็นในหนังสือเล่มใดบนโลกมนุษย์ มันลอยเด่นขึ้นมาเป็ภาพสามมิติเสมือนจริงที่โอบล้อมพวกเขาไว้ทุกทิศทาง ทั้งสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมทรงสูงเสียดฟ้าสลักเสลาด้วยศิลาขาวบริสุทธิ์
ต้นไม้ั์เรืองแสง และผืนดินที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
“ในโลกเดิมของข้า...” กระแสเสียงทุ้มต่ำของชายลึกลับดังขึ้น ท่ามกลางภาพมายาสามมิติที่กำลังเคลื่อนไหว
“มีเผ่าพันธุ์หลักที่ดำรงอยู่ร่วมกันทั้งหมดสี่เผ่าพันธุ์”
ภาพมายาแปรเปลี่ยนไปปรากฏร่างของสิ่งมีชีวิตงดงามที่มีรัศมีเปล่งประกายและปีกสีขาวสะดุดตา
“เผ่าแรกคือ เผ่าเทพ... เผ่าพันธุ์ของข้า เป็ผู้ที่ทรงอำนาจ สติปัญญา และพลังเวทมนตร์อันแก่กล้ามากที่สุดในมิตินั้น”
ภาพม้วนตัวเปลี่ยนเป็เงาร่างมืดดำที่แผ่ไอพลังงานดุดันน่ากลัว
“รองลงมาคือ เผ่าปีศาจ... พวกมันมีพลังขับเคลื่อนทางกายภาพและจิติญญาที่แข็งแกร่งเป็รองแค่เผ่าเทพ ทว่าเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและกระหายการทำลายล้าง”
ต่อมา ภาพแปรเปลี่ยนเป็ฝูงสิ่งมีชีวิตหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่มีลักษณะคล้ายสัตว์ป่า มนุษย์กึ่งสัตว์ หรืออสูรกายร่างั์
“ถัดมาคือ เผ่าอสูร... นี่คือเผ่าพันธุ์ที่มีสายพันธุ์แยกย่อยมากที่สุด มีจำนวนประชากรหนาแน่นที่สุด และรักในอิสรภาพมากที่สุด ทว่าพวกมันกลับไร้ซึ่งความสามัคคีและไม่เคยรวมกันเป็หนึ่งได้เลย เพราะแต่ละสายพันธุ์ต่างถือดีและคิดว่าพวกตนแตกต่างจากพวกอื่น”
ท้ายที่สุด ภาพสามมิติลดระดับลงมาปรากฏเป็กลุ่มคนที่แต่งกายด้วยชุดเกราะและเสื้อผ้าธรรมดา ท่ามกลางเมืองที่มีเครื่องจักรกลไกรูปร่างแปลกตา
“และเผ่าพันธุ์สุดท้าย... เผ่ามนุษย์ พวกเขาคือเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาสี่เผ่าพันธุ์หลัก น้อยคนนักที่จะมีพละกำลังมากพอจะเข้าสู่สนามรบ และไม่มีพลังเวทมนตร์เฉพาะตัวใดๆ เลย ทำได้เพียงหยิบยืมและใช้เวทมนตร์ธาตุพื้นฐานอย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขายังคงสืบทอดเผ่าพันธุ์และเอาตัวรอดมาได้ คือความโดดเด่นในด้านเทคโนโลยีและการปรับตัวอันยอดเยี่ยม”
ริวจ้องมองภาพา การสรรค์สร้าง และอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลกใบนั้นด้วยความตื่นตะลึงและอัศจรรย์ใจอย่างที่สุด ความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจของแต่ละเผ่าพันธุ์ที่ได้รับฟังมันช่างห่างไกลจากโลกบ้านไม้ริมป่าสะเมิงของเขาเหลือเกิน
ทว่าคำถามสำคัญข้อหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในหัวใจจนเขาอดใจไม่ไหวที่จะโพล่งถามออกไป
“...แล้วโลกที่มีแต่ผู้แข็งแกร่ง มีทั้งเทพ ทั้งเวทมนตร์ขนาดนี้ ทำไมถึงล่มสลายลงได้กันล่ะครับ?!”
เมื่อได้ยินคำถามอันตรงประเด็นจากเด็กสิบขวบ บุรุษปีกสี่ข้างก็ชะงักกึกไปชั่วครู่ แววตาที่เคยเฉยชา ฉายรอยไหววูบสั้นๆ ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทตามเดิม ภาพมายาสามมิติรอบกายค่อยๆ สลายตัวกลับกลายเป็ความมืดมิดของภวังค์จิตตามเดิม
“ข้าก็ไม่รู้...” ชายลึกลับเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ตรงไปตรงมาโดยไม่มีการปิดบังหรืออ้อมค้อม “และนั่น... คือสิ่งที่ข้าอยากให้เ้าเป็คนออกไปสืบหาคำตอบมาให้ข้ายังไงล่ะ ภายในโลกอันต่ำต้อยและแสนธรรมดาของเ้าใบนี้”