ตอนที่ 1
(10 มกราคม 2556)
“ผมเป็อวัยวะส่วนตัวของคนคนนั้นอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่จำเป็ต้องมีกฎระเบียบมาบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น ต้องเลิกไปเลย” ชายหนุ่มใส่แว่นวัย 16 ปีพูดขึ้น
“แล้วระเบียบวินัยล่ะ อยู่ตรงไหน” เสียงพิธีกรแทรกถาม
“ก็ต้องกำหนดนิยามก่อน ระเบียบวินัยที่เรากำหนดกันนั้นน่ะ เป็ระเบียบวินัยที่เคารพในกฎสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า เป็ประชาธิปไตย นักเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางหรือเปล่า มันต้องถามในประเด็นนี้ก่อน ... ก่อนจะมาบอกวินัย อะไรก็บอกวินัยทั้งนั้นน่ะ แต่วินัยนั้นเป็เผด็จการ และไม่ให้นักเรียนคิด ตั้งคำถามหรือเปล่า” ชายหนุ่มตอบด้วยความเชื่อมั่นในตนเองอย่างมาก
เสียงของชายหนุ่มใส่แว่นดังขึ้นมาจากทีวีเครื่องหนึ่ง แสงไฟจากทีวีช่วยส่องสว่างให้ห้องรับแขกของบ้านหลังหนึ่ง แสงนั้นส่องไปยังชายหนุ่มผอมสูงอายุ 16 ปี ซึ่งกำลังนอนตะแคงหันหน้าไปทางจอทีวี
“คิดถึง” หนุ่มผอมสูงพูดกับตนเองเบา ๆ พร้อมใช้สองแขนโอบกอดสิ่งที่เดิมอยู่ในมือจนแน่น ขณะที่สายตายังคงหันไปดูชายหนุ่มใส่แว่นที่กำลังให้สัมภาษณ์ในทีวี
พิธีกรถาม “คุณเข้าใจมั้ย กฎของสังคมน่ะ”
“ผมจะไม่เข้าใจได้ยังไงล่ะ ดูสังคมต่างประเทศก็ได้ ถ้าคุณบอกคุณจะเข้าอาเซียนเนี่ยะ คุณจะอยู่ในระเบียบ ในกฎของสังคม ก็ดูต่างประเทศสิว่าเขาเป็ยังไง ... เขาเลิกแล้ว เลิกแล้วทั้งนั้นเลย เื่ทรงผมเนี่ยะ ไม่มากำหนดกดขี่กันในเื่นี้ ครูบาอาจารย์ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาเลย”
“ส่วนเื่ที่บอกว่าเป็อัตลักษณ์ ... วัฒนธรรมทุกวัฒนธรรมไม่มีการหยุดนิ่ง เมื่อก่อนเราก็ไว้ทรงมหาดไทยนะ แล้วต่อมาก็มาเป็ทรงนี้ ทุกอย่างมันเคลื่อนที่ เปลี่ยนแปลง เป็อนิจจัง ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง”
ชายใส่แว่นกล่าวย้ำปิดท้าย “และเดิมทีลักษณะนิสัยของคนไทย คือ รักอิสระ มีความสันโดษเป็พื้นฐาน”
คำว่า อิสระ และ สันโดษ ที่หนุ่มใส่แว่นพูดด้วยเจตนามุ่งมั่นนั้น ไปกระทบจิตใจกับชายผอมสูงโดยบังเอิญ ชายผอมสูงสับสนกับความอิสระและสันโดษที่ตนเองได้รับ ไม่เข้าใจว่าทำไมความมีอิสระและสันโดษของตนเองในตอนนี้จึงไม่ได้สร้างความสุขและความมั่นใจได้เหมือนคนในทีวี
“หรือคุณพ่อคุณแม่มอบความมีอิสระและสันโดษเป็ของขวัญให้เรา” หนุ่มผอมสูงพูดคนเดียว พลางยกสิ่งที่โอบกอดขึ้น ปรากฏเป็เนื้อและกระดูกหมูดิบ ที่ผ่านการใช้มีดตัดแต่งเป็รูปมนุษย์ เชื่อมติดกันด้วยไม้เสียบลูกชิ้นที่เสียบผ่านกลางเนื้อหมู และเย็บชิ้นส่วนเนื้อที่ทำเป็แขนและขาด้วยด้ายสีน้ำตาล รูปร่างแปลกพิลึก
“ขอบคุณนะครับ” หนุ่มผอมสูงจับส่วนแขนขวาของเนื้อหมูดิบ ขยับไปมาซ้ายขวา ราวกับว่าคุณพ่อคุณแม่ของเขาโบกมือรับคำขอบคุณนั้น
เสียงจากทีวีแทรกเข้ามา
พิธีกรถาม “วัฒนธรรม คุณจะมาเปลี่ยนตามเขาได้ไง เนี่ย เราจะได้มีเอกลักษณ์”
หนุ่มใส่แว่นตอบ “เอกลักษณ์จริงหรือเปล่า เอกลักษณ์แท้หรือเปล่า คนชอบบอกว่าอันนี้อันนั้นเป็ของไทย แท้จริงมันเป็วัฒนธรรมร่วม อีกอย่าง ทรงผมนี้มันมาตอนมีเหา คือมันต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แล้วแต่สภาวะยุคสมัย อันนั้นยุคเผด็จการ อันนี้ถ้าเราอ้างว่าเป็ประชาธิปไตยแล้วเนี่ย ก็ต้องมีอิสระ”
“และผมเชื่อว่า เด็กไทยมีมันสมองคิดเอง”
พิธีกรถาม “ถ้าข้างหน้าโมฮ็อก ข้างซ้ายทรงนู้นทรงนี้ เอาอย่างนั้นเลยมั้ย”
หนุ่มใส่แว่นตอบด้วยแววตาเรียบเฉย “ครับ”
ก่อนขยายความ “ผมเชื่อว่านักเรียนมีสมองคิด เขาอยู่ในสังคมอ่ะ เขาก็ต้องดูสังคม ดูรอบข้าง เขาคงไม่ขาดวิจารณญาณขนาดนั้น”
“ตอนนี้สังคมโรงเรียนจะเป็ยังไงบ้าง ทำไมเราต้องอยู่ในนี้” ชายหนุ่มผอมสูงฉุกคิด
“ไปเอารถดีกว่า ออกไปโรงเรียนกัน” ชายหนุ่มผอมสูงลุกขึ้น ในอ้อมแขนยังคงกอดเนื้อและกระดูกหมูดิบ แล้วเดินเข้าไปในห้องเก็บของ รื้อหาของบางอย่าง
“ไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้บอกให้เราไปโรงเรียน ไม่มีใครบอกให้ออกไปข้างนอก”
“จอดรถรอตรงนี้แล้วกัน คุณพ่อคุณแม่น่าจะกลับบ้านทางนี้” พูดจบ ชายหนุ่มผอมสูงใช้มือหยิบรถสีขาวขึ้นมา เป็รถของเล่นที่มีสีเดียวกับรถของคุณพ่อและรถของคุณแม่
หนุ่มผอมสูงใช้หลอดดูดน้ำตัวงอ เสียบในฐานจุกลูกโป่ง ทำเป็เสาไฟส่องสว่าง จากนั้น ใช้เข็มหมุดจิ้มที่ปลายนิ้ว เืแดงสดไหลออกมาเล็กน้อย เขานำเืไปแตะปลายหลอดดูดน้ำหลายสิบอัน ทำเป็สีแทนดวงไฟ และนำกระดูกไก่แห้งกรัง มาวางเรียงตามแนวยาว ทำเป็ขอบถนน
เขาเลื่อนรถของเล่นไปตามทาง ที่สร้างอ้างอิงตามเส้นทางหน้าบ้าน แล้วหยุดรถที่หน้าถนนใหญ่
“ใกล้กลับบ้านกันแล้วใช่มั้ยครับ” หนุ่มผอมสูงพูดคนเดียว
เสียงจากทีวีดังขึ้นอีกครั้ง
พิธีกรถาม “คุณจะทำทรงผมอะไรก็ได้ ในเครื่องแบบอันมีเกียรติหรือ”
หนุ่มใส่แว่นตอบอย่างหนักแน่น “เครื่องแบบจะมีเกียรติก็ต้องมีคนใส่ และคนใส่ก็ต้องมีศักดิ์ศรีความเป็มนุษย์ของตนเอง”
“และมากกว่าเครื่องแบบ เราลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาตินะครับ คุณไม่ให้เกียรติสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหรือ”
พิธีกรถามต่อ “มันเป็่เวลาชีวิตหนึ่ง จะมีแค่เด็ก ๆ นี่แหละ ถ้าผ่าน่นี้ไปก็จบละ วันหนึ่งคุณได้กลับมาดู คุณไม่ถวิลหาหรือ”
หนุ่มใส่แว่นตอบอย่างติดตลก “ผมก็ถวิลหาทรงมหาดไทยเนี่ย ทรงั้แ่สมัยบรรพบุรุษเราเลย ทำไมเราไม่ถวิลหา ทรงเกรียนเลิกซะ แล้วไปมหาดไทย ไปไว้จุก อะไรแบบนี้ เนี่ยล่ะ คนไทยที่แท้จริง”
และย้ำว่า “ถ้าอ้างไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดจบหรอก”
หนุ่มผอมสูงฉุกคิด “พรุ่งนี้วันศุกร์” “เราจะไปโรงเรียนดีมั้ย ยังไงตัวเราก็เป็มนุษย์ มีศักดิ์ศรีที่จะออกจากบ้าน ไปโรงเรียนด้วยตนเองแหละนะ”
หนุ่มผอมสูงวางรถของเล่น ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปห้องแต่งตัวที่สภาพเหมือนไม่เคยมีผู้ใดเข้าไป เสื้อผ้าและของทุกอย่างในห้องแต่งตัววางซ้อนทับกันอย่างเป็ระเบียบ แม้แต่ผ้าคลุมยังคลุมกองเสื้อผ้าไว้อยู่เลย
เขาเดินไปหน้ากระจก ปรากฏเป็ภาพหนุ่มผิวขาว สภาพมอมแมม เสื้อผ้ามีคราบน้ำลาย คราบน้ำเนื้อหมูดิบ คราบเื กลิ่นคาวปะปนกับกลิ่นตัว
“พรุ่งนี้ใส่ชุดนักเรียนทับไปเลยดีกว่า อยู่คนเดียว ไม่ได้ซักผ้าให้ใครอยู่ละ”
“จะไม่ตัดผมไปละกัน ไม่มีเงิน และยังไงหัวก็เป็หัวของเรา ... จะว่าไป ผมยาวแบบนี้ก็เท่ดี ไม่น่าเบื่อ”
หนุ่มผอมสูงเดินไปปิดทีวี แล้วลงไปนอนกอดเนื้อหมูต่อ
(11 มกราคม 2556; วันรุ่งขึ้น)
หนุ่มผอมสูงตื่นขึ้นมาหลังได้เผลอหลับไป แสงแดดจ้าส่องเข้ามายังจุดที่เขานอนอยู่ กลิ่นเนื้อหมูเน่าผสมกับกลิ่นคาวของเืตลบอบอวลไปทั่วบริเวณบ้าน หนุ่มผอมสูงจูบส่วนบนของเนื้อหมูเน่าด้วยความรัก จากนั้น เขาพาเนื้อหมูเน่าไปอาบน้ำ ถูสบู่ แปรงฟัน และเช็ดด้วยผ้าจนหมาด
“คุณแม่พร้อมแล้ว คุณพ่อพร้อมแล้ว ช่วยอยู่กินข้าว และได้โปรดรอผมไปโรงเรียนหน่อยนะครับ”
“ผมจะทำให้เต็มที่ ผมจะไม่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ผิดหวังครับ”
เขาพาเนื้อหมูเน่าไปนั่งบนเก้าอี้ ที่เขาไม่เคยได้นั่งเลยั้แ่ ม.2 และเดินไปตักข้าวที่หุงั้แ่เมื่อวาน ตักใส่จาน วางไว้หน้าเนื้อหมูเน่า กลิ่นข้าวแฉะที่ใกล้บูดรวมกับกลิ่นเนื้อเน่าฟุ้งไปทั่ว
เขาไม่แปรงฟัน ไม่อาบน้ำ ไม่สระผม สวมชุดนักเรียนยับ ๆ ทับแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยผื่นแดง และเส้นผมชี้แข็งราวกับเบจิต้า เขาเพียงดื่มน้ำเพียง 1 อึก แล้วเดินออกไปทันที
“เพราะผมยังหาเงินเข้าบ้านได้ไม่มากเท่าที่คุณพ่อคุณแม่้า ผมจึงไม่สมควรใช้เงินเก็บของตัวเองในตอนนี้” เขาตัดสินใจเดินเท้าจากบ้านไปโรงเรียน ซึ่งบ้านของเขาอยู่ห่างจากโรงเรียน 8 กิโลเมตร
ผ่านไป 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็เวลา 14:30 น. เขาเดินเท้าถึงโรงเรียน เหงื่อเต็มหลัง จนคนแถวนั้นสังเกตเห็นคราบคล้ำ ๆ ทะลุออกมาจากข้างในเสื้อ เขาไม่ได้สนใจคนอื่น เขาเดินตรงเข้าไปในโรงเรียน แล้วเข้าไปนั่งพื้นบริเวณหลังห้องเรียนเดิมของตัวเอง
“ใครน่ะ นักเรียนมาจากห้องไหน” ครูที่กำลังสอนหน้าห้องถาม
“ใช่ไอ้นั่นมั้ยวะ หน้ามันกูจำได้” เพื่อนคนหนึ่งหันไปถามเพื่อนอีกคน
“กูก็ว่ามัน แต่คิดอีกทีก็ไม่น่าใช่ ปกติมันเป็เด็กเรียน เนี้ยบ ไม่สกปรกแบบนี้เปล่าวะ” เพื่อนอีกคนตอบ
“พวกมึงคิดไรเยอะแยะ ดูสายตา ท่าทางมัน ก็ยังแปลกเหมือนเดิม มันนั่นแหละ” เพื่อนอีกคนเสริม
“พวกเธอรู้จักคน ๆ นี้เหรอ เป็เพื่อนห้องไหน ครูจะได้บอกให้เขาไปหาครูประจำชั้นห้องนั้น” ครูถาม
“เป็เด็กห้องนี้แหละครับ ขาดเรียนไปนาน ไม่คิดว่าจะกลับมาสภาพนี้ครับครู” นักเรียนตอบ
ครูชะงักกับคำตอบเล็กน้อย แล้วเดินมาหาหนุ่มผอมสูงหลังห้อง
“เธอชื่ออะไร หายไปอยู่ไหน” ครูถาม
“ผมมาเรียนหนังสือครับ” เด็กหนุ่มไม่ตอบคำถามครู
“เพื่อนบอกว่า เธอขาดเรียนนานแล้ว จริงมั้ย ทำไมไม่มาเรียน”
“ครูสอนต่อเลยได้มั้ย มันเสียเวลาของผมครับ”
ครูเริ่มโมโห ะโเสียงดังว่า “ครูถามอยู่ ตอบด้วย ตอบเดี๋ยวนี้ว่า ทำไมไม่มาเรียน”
เด็กหนุ่มลุกขึ้นเดินไปหยิบหนังสือของครูกลับมาเปิดอ่านที่หลังห้อง นั่งอ่านโดยม้วนผม ดึงผมเล่นไปด้วย
“ครูสอนถึงไหนแล้วครับ ผมพลาดอะไรไปบ้าง ผมยังจะตามทันอยู่มั้ย ผมจะได้คะแนนดีใช่มั้ยครับ”
ครูโกรธ และหมดความอดทนจะถามต่อ จึงคว้าข้อมือเด็กหนุ่ม แล้วพาไปห้องกิจการนักเรียน
“ถ้าไม่อยากตอบครู ก็ไปตอบฝ่ายปกครองนู้น ดูสิจะหน้ามึนได้นานแค่ไหน”
“และถ้าอยากเรียนมากนัก ทำไมไม่มาเรียนั้แ่ก่อนหน้า ไปเรียนกับฝ่ายปกครองเถอะไป”
ถึงห้องกิจการนักเรียน
“ขออนุญาตค่ะ มีกรณีนักเรียนขาดเรียนนาน แล้วเพิ่งจะกลับมาค่ะ ขอให้ช่วยจัดการหน่อยนะคะ”
(3 สิงหาคม 2560)
วันนี้ ทุกครั้งที่รีเฟรชหน้าเฟซบุ๊ก จะเต็มไปด้วยข่าวและความคิดเห็นต่อข่าวนี้ตลอดทั้งวัน
“พวกสร้างความแตกแยก ชอบสร้างความวุ่นวาย”
“เื่พร้อม ภาพพร้อม โปรดักชั่นพร้อม มันสร้างสถานการณ์ให้ตัวเองเป็เหยื่อ”
“นาตะวันอีกแล้วเหรอ มันชอบทำตัวขวางโลก แล้วมาโพสต์ด่ามหาลัย กับคนที่คิดไม่เหมือนมัน”
หนุ่มตาโตใส่แว่นอายุ 21 ปีคนหนึ่ง นั่งเล่นเฟซบุ๊ก ขณะกำลังนั่งรถเมล์กลับอพาร์ตเมนต์หลังเลิกเรียน ปกติเขาไม่ค่อยเล่นเฟซบุ๊ก แต่วันนี้หนุ่มตาโตกลับสนใจติดตามข่าวนี้เป็พิเศษ พลางบ่นออกมาว่า
“ฝนตก พิธีใกล้เลิก เดินออก มันแตกแยก วุ่นวายตรงไหน”
“ถ้าไม่มีอาจารย์มาล็อคคอ มันก็คงไม่วุ่นวายมั้ย”
หนุ่มตาโต อ่านความคิดเห็นต่อไป
“สงสารอาจารย์ ทำหน้าที่แต่ถูกโจมตี เป็กู กูก็โกรธ กูไม่แค่ล็อคคอแค่นี้หรอก หนักกว่านี้แน่”
“ไม่สนับสนุนความรุนแรงนะ แต่นาตะวันกับพวกก็ทำไม่ถูก การที่นาตะวันเดินออกมาก็เป็ความรุนแรง”
“อาจารย์คณะวิทย์ติดกัปดักพวกนาตะวัน อาจารย์ไม่ควรไปล็อคคอ จับพวกมันติดคุกดีกว่า”
หนุ่มตาโตพูดขึ้นมาคนเดียวบนรถเมล์ว่า
“เอ้อ แปลกดี เดินออกต้องติดคุก ล็อคคอเป็ฮีโร่ สังคมอุดมปัญญาเหลือเกิน”
หนุ่มตาโต รีเฟรชหน้าเฟซบุ๊กเพื่ออ่านความคิดเห็นถัดไป
“จะไม่เข้าก็ทำไปคนเดียว จะมายุยง ปลุกปั่น ปลุกระดม ทำลายวัฒนธรรมของสถาบันทำไม”
“เขาไม่ได้บังคับ พวกนาตะวันกำลังลิดรอนสิทธิของคนที่้าถวายบังคม หมอบกราบด้วยใจจริง ๆ”
“เราเป็ไทย อย่าใช้ค่านิยมตะวันตก อย่าบอกว่าตัวเองเป็ตัวแทนความคิดของนิสิตทั้งหมด”
หนุ่มตาโตรำคาญความคิดเห็นพวกนี้ พลางบ่นว่า
“นาตะวันบอกตอนไหนว่าเขาเป็ตัวแทนทุกคน อย่างมากก็คงบอกแค่ว่าเป็ประธานสภานิสิต”
“ที่เขาเดินออก เพราะทนไม่ได้ที่เห็นรุ่นน้องต้องตากฝนทำพิธี ไม่ใช่เหรอ”
หนุ่มตาโตไม่เข้าใจว่า
“นาตะวันไม่พอใจรองอธิการบดีที่ไม่เตรียมพื้นที่ทางเลือกให้นิสิตโค้งคำนับไม่ใช่เหรอ เพื่อให้คนที่ตั้งใจปฏิบัติตามพระบรมราชโองการยกเลิกธรรมเนียมการหมอบคลาน ได้โค้งคำนับตามวิธีของ ร.5 ไม่ใช่เหรอ”
“การที่รองอธิการบดีไม่เตรียมพื้นที่โค้งคำนับตามคำมั่นสัญญา กลายเป็ว่า รองอธิการบดีรวมถึงมหาลัยบีบบังคับ ลิดรอนสิทธิ ขัดขวางไม่ให้คนที่้าทำตามพระบรมราชโองการ ได้แสดงความเคารพหรือเปล่า”
หนุ่มตาโตเดินลงรถเมล์ หยุดนั่งคิดทบทวนที่ป้ายรถเมล์ และพูดกับตนเองเชิงสงสัยว่า
“สุดท้ายแล้ว นาตะวันหรือมหาลัย ภักดีต่อสถาบัน เชื่อฟังคำสั่งของเ้ามากกว่ากัน”
และ “ใคร ลิดรอนสิทธิของคนอื่นกันแน่ ระหว่างคนเดินออกพิธี กับคนจัดงานที่มีแค่ที่หมอบกราบ”
(4 สิงหาคม 2560; วันรุ่งขึ้น)
“ใช่นาตะวันมั้ยวะ เมื่อวานสร้างเื่ขนาดนั้น วันนี้ยังกล้ามาเดินใน ม. อีกว่ะ”
“แว่นแดงขนาดนั้น ท่าทางขวางโลกแบบนั้น ยังจะถามอีกเหรอวะ”
“ก็กูแปลกใจ ที่มันเดินชิว เหมือนไม่สะทกสะท้านอะไร มันคงภูมิใจที่ได้ก่อเื่”
เสียงซุบซิบ นินทา ถากถาง และสายตาไม่เป็มิตรจากคนรอบข้าง ที่อ่านจากข่าวแล้วไม่พอใจการเดินออกจากพิธีถวายสัตย์เมื่อวาน นาตะวันทำเป็มองไม่เห็น ไม่ได้ยิน แสดงออกว่าเดินตรงต่อไปด้วยความมั่นใจ
“มึงไม่รักเ้าหรอ” เสียงหญิงวัยสี่สิบ ถามพลางใช้นิ้วชี้หน้า ด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง
นาตะวันเพิ่งหลุดจากภวังค์ และไม่ทันได้ตอบ หญิงคนนั้นพูดต่อไปว่า
“มึงเดือดร้อนอะไร กับการกราบท่านแค่ไม่กี่นาที ท่านทำเพื่อพวกเรามากมาย ท่านเหนื่อยจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต กราบขอบคุณท่านไม่ได้หรือไง”
“สวัสดีครับคุณน้า ขอบคุณที่คุณน้าเข้ามาถามนะครับ ผมขออธิบายว่า ผมยินดีที่จะให้ทุกคน...”
“ไม่รัก ไม่กราบท่าน ก็ออกไป มาเรียนมหาลัยของท่านทำไม ออกไป!” หญิงะโไล่
“ผมรักเ้า รักท่านมากนะครับ ผมแค่อยากให้ทุกคนมีสิทธิเลือกแสดงความเคารพ ว่าจะกราบหรือจะโค้งคำนับ ตามพระราชดำรัสของท่าน ร.5” นาตะวันพยายามอธิบาย
“เขาก็กราบกันมาเป็ประเพณีตั้งนานแล้ว มึงเป็ใคร ทำลายท่านไม่พอ ทำลายประเพณีมหาลัยด้วย”
“การหมอบคลาน มหาลัยเพิ่งจะสร้างพิธีขึ้นมาไม่นานนี้เองครับ ผมอยากให้มหาลัยยกเลิกการบังคับหมอบคลานตามพระราชดำรัส ร.5 และเพราะว่านิสิตตากฝน ผมอยากให้มหาลัยเตรียม...”
“ไม่อยากกราบท่าน ก็ลาออกจากมหาลัยไป ไม่อยากตากฝน ก็ออกจากประเทศไป” หญิงกล่าวแทรก
“ป้า ถ้าถาม ก็ต้องฟังคำตอบด้วย ป้าจะมายืนด่าแล้วไม่ฟังคนอื่นแบบนี้ ไปด่ากับกระจกคนเดียวเลยไป”
ฟอร์ม หนุ่มหน้าใสตัวเล็ก แต่ดุดัน ะโตอบกลับหญิงคนนั้นด้วยความไม่พอใจ
“พอเถอะฟอร์ม ทุกคนคิดแตกต่างได้” นาตะวันพูด
“ทีหลัง ถ้าจะชี้หน้าด่าใครไม่รักเ้า หัดศึกษาข้อมูลบ้าง พวกผมขออะไร มหาลัยไม่ทำอะไร แล้วป้าเที่ยวไปชี้หน้าด่า ชี้หน้าไล่ใครไปทั่วแบบนี้ สักวันโดนฟ้องแน่ ถ้าป้ายังไม่...” ฟอร์มด่าหญิงคนนั้นกลับ
“ฟอร์ม” นาตะวันเรียกสติ
นาตะวันเดินต่อจนเข้าตัวอาคารเรียน ตลอดทางรู้สึกไม่สบายใจ แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
นาตะวันนั่งเก้าอี้ เปิดโทรศัพท์ เห็นโพสต์ของท่านชายยุกะลา ผู้ใหญ่ในสังคมคนหนึ่ง ซึ่งเขียนว่า
“ขอเป็กำลังใจให้กับศิษย์ปัจจุบัน และศิษย์เก่าในการต่อสู้กับมะเร็งร้ายในมหาลัย”
“ความสง่างาม เกียรติยศ และศักดิ์ศรี ความสามารถ และคุณงามความดี ที่ค้ำจุนประเทศไทยมา 100 ปี คงไม่มีความสกปรกโสมมใด ๆ มาทำให้แปดเปื้อนได้”
นาตะวันอ่านแล้วได้แต่นั่งขำ แล้วโพสต์เฟซบุ๊กเล่าถึงเหตุการณ์ระหว่างเดินเข้ามหาลัย
และตอนท้าย ก็เขียนตอบกลับท่านชายยุกะลาไปว่า
“มะเร็งร้ายกันเลยทีเดียวนะครับ ... ไม่เป็ไร มันแล้วแต่มุมมอง แล้วแต่ภูมิคุ้มกันจริง ๆ”
หนุ่มตาโต เห็นโพสต์ของนาตะวันแล้วพูดกับตัวเองว่า
“ไม่ยุติธรรมเลย สังคมเป็อะไรกัน เมื่อไหร่จะเปิดใจฟังสิ่งที่เขาทำ ที่เขาสื่อสารบ้าง”