ตอนที่ 6: สาส์นจากแดนเหนือ กับรอยแผลที่ไม่เคยหาย
สิบวันล่วงเลยผ่านไปนับั้แ่ราตรีโลหิต ณ แนวกำแพงทิศตะวันออก
สำนักชิงเฟิงเริ่มกลับคืนสู่จังหวะชีวิตที่ดูสงบเรียบร้อยขึ้นทีละน้อย เสียงสิ่วกระทบหิน แกร่ก... แกร่ก... ของเถ้าแก่อู๋ยังคงดังแว่วมาจากแนวกำแพงทิศตะวันออกอย่างไม่ขาดสาย ทว่ารอยแตกร้าวบนเสาค่ายกลหลักเริ่มแคบลงตามลำดับจนแทบจะประสานสนิทดีแล้ว กำลังรักษาการณ์สองเท่ายังคงตรึงกำลังเข้มงวดอยู่ทุกทิศทาง ทว่าความตื่นตระหนกที่เคยปรากฏบนใบหน้าของผู้คนกลับจางหายไป เหลือไว้เพียงความระแวดระวังที่ซุกซ่อนอยู่ใต้สีหน้าอันปกติ
กู้เสวียนใช้ชีวิตตามวิถีเดิมอย่างสม่ำเสมอ ทั้งกวาดลานหิน หาบน้ำ แบกฟืน และคอยรับใช้ตามคำสั่งของเหล่าศิษย์พี่โดยไร้ซึ่งข้อบกพร่อง เศษหยกดำที่เขาแอบซ่อนไว้ใต้เตียงฟางไม่เคยถูกแตะต้องอีกเลยนับั้แ่คืนที่แสงสีม่วงเกือบจะเผยอิทธิฤทธิ์ออกมา เขาตัดสินใจอดทนรอคอยอย่างใจเย็น ปล่อยให้คลื่นลมอันเกรี้ยวกราดสงบลงเสียก่อน
ทว่าสิ่งที่เขาไม่ได้คาดคิดไว้ก็คือ ความสงบอันเปราะบางนั้นกลับถูกทำลายลงอีกครั้งในเช้าของวันที่สิบเอ็ด
หวูด... หวูด... หวูด...
เสียงแตรงอนสัญญาณดังกังวานกึกก้องมาจากหอยามบนกำแพงทิศเหนือ ยาวติดต่อกันสามจังหวะ... มันคือสัญญาณแจ้งเตือนถึงการมาเยือนของผู้มาจากภายนอก!
บานประตูใหญ่ของสำนักค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเหล่าเวรยามที่กุมด้ามกระบี่แน่นด้วยความตึงเครียด สายตาทุกคู่ยังคงจดจำเหตุการณ์นองเืเมื่อสิบเอ็ดวันก่อนได้อย่างแม่นยำ ไร้ซึ่งผู้ใดกล้าประมาทกับผู้มาเยือน แม้จะมองเห็นจากระยะไกลว่ามาเพียงลำพังคนเดียวก็ตาม
ม้าศึกอาชาสีน้ำตาลเข้ม ลำตัวเปรอะเปื้อนฝุ่นจากการเดินทางไกล ควบทะยานเข้ามาหยุดกึกตรงหน้าซุ้มประตูใหญ่ ผู้ขี่เป็ชายวัยกลางคนร่างสูงโปร่ง สวมชุดยุทธพจน์สีน้ำเงินเข้มปักลายนกวายุภักษ์ดิ้นทองที่อกเสื้ออย่างปราณีต... นั่นคือตราสัญลักษณ์ของ 'ตระกูลเทียน' แห่งแดนเหนือ ที่ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนในแถบนี้ต่างรู้จักเป็อย่างดี
"ข้าคือ เทียนป๋อ ผู้พิทักษ์อันดับสามแห่งตระกูลเทียน!" ชายผู้นั้นโหนตัวลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว มือขวาจับถุงหนังใบหนึ่งที่คาดไว้ตรงเอว "ข้ามารับสาส์นตอบจากท่านอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักชิงเฟิงตามที่ได้ส่งไปเมื่อสิบวันก่อน... และนำสาส์นตอบกลับมามอบให้ด้วยเช่นกัน"
ศิษย์รักษาการณ์หน้าประตูรีบส่งสัญญาณแจ้งข่าวเข้าไปภายในทันที ไม่ถึงครึ่งอึดใจ เ้าเฒ่าเหอก็เหินร่างมาปรากฏตัวที่ประตูใหญ่ด้วยตนเอง ใบหน้าของเขายังคงเคร่งขรึมและเ็าอย่างที่ไม่เคยผ่อนคลายลงเลยนับั้แ่คืนนั้น
"เชิญท่านผู้พิทักษ์เข้าไปพบท่านอาจารย์ใหญ่โดยพลัน"
แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!
เสียงระฆังใหญ่กลางสำนักถูกตีขึ้นอีกครั้งภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เสียงกังวานนั้นทำให้หัวใจของทุกคนที่ได้ยินสะดุ้งวาบด้วยความหวาดหวั่น เพราะในระยะหลังมานี้ ทุกครั้งที่ระฆังใบนี้ดังขึ้น มักนำพาข่าวร้ายมาเยือนเสมอ
กู้เสวียนกำลังลากกิ่งไม้แห้งกองใหญ่ผ่านลานหิน เมื่อได้ยินเสียงระฆัง เขาก็ต้านฝีเท้าหยุดชั่วครู่ สายตาเหลือบมองไปทางตำหนักใหญ่ที่เหล่าผู้าุโและศิษย์สายในกำลังกรูเข้าไปอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าศิษย์ขยะอย่างตนไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมระดับนั้น จึงทำได้เพียงยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ พร้อมกับก้มหน้าทำหน้าที่ของตนต่อไป
ทว่าครั้งนี้ต่างจากทุกครั้ง ป้าเซียงเดินสวนทางมาพร้อมถาดใส่น้ำชา สีหน้าของนางซีดเผือดกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
"เกิดสิ่งใดขึ้นหรือขอรับ ป้าเซียง?" กู้เสวียนเอ่ยถามเบาๆ พลางยื่นมือไปช่วยถือยกกาน้ำร้อนอีกใบ
"ข้าก็ไม่อาจรู้แจ้งหรอก แต่ได้ยินมาว่ามีผู้พิทักษ์จากตระกูลเทียนเดินทางมาถึงพร้อมสาส์นตอบกลับ" ป้าเซียงลดเสียงกระซิบพลางเหลือบมองซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง "ท่านผู้าุโสั่งให้คนรับใช้ทุกคนเตรียมน้ำชาไว้ให้พร้อม แล้วห้ามผู้ใดเข้าใกล้ตำหนักใหญ่โดยไม่ได้รับอนุญาต ฟังจากน้ำเสียงแล้วคงมิใช่เื่ดีเป็แน่"
กู้เสวียนพยักหน้ารับคำ ภายในใจแอบตั้งคำถามอย่างสงบว่า เนื้อหาในสาส์นนั้นจะมีความเกี่ยวพันกับเศษหยกดำที่ตนซุกซ่อนไว้ใต้เตียงฟางหรือไม่
ภายในตำหนักใหญ่ ท่านอาจารย์ใหญ่นั่งประทับอยู่บนบัลลังก์หวายลายงดงาม สองข้างกายมีเ้าเฒ่าเหอและเถ้าแก่อู๋ยืนสงบนิ่ง เทียนป๋อก้าวเข้ามาคุกเข่าลงกลางห้องโถงตามธรรมเนียม ก่อนจะหยิบม้วนสาส์นที่ผนึกด้วยตราขี้ผึ้งสีเงินออกจากถุงหนังยื่นส่งให้
ท่านอาจารย์ใหญ่รับม้วนสาส์นมาด้วยมืออันสั่นเทา ก่อนจะค่อยๆ แกะตราผนึกออกอย่างเชื่องช้า สายตาไล่อ่านตัวอักษรทีละบรรทัด ใบหน้าที่เคร่งครึมอยู่แล้วยิ่งบิดเบี้ยวเข้มงวดขึ้นทุกขณะ ริ้วรอยบนหน้าผากย่นลงเป็ร่องลึก
"อ่านออกเสียงให้ทุกคนในที่นี้ได้ยินเถิด" ท่านอาจารย์ใหญ่ยื่นม้วนสาส์นคืนให้เทียนป๋อ น้ำเสียงหนักอึ้งดั่งูเาทับ "เ้าเฒ่าเหอ จงเรียกผู้าุโทุกคนเข้ามาฟังพร้อมกัน เื่นี้ไม่ควรปิดบังผู้ใดในสำนักอีกต่อไป"
ไม่นานนัก ห้องโถงใหญ่ก็เนืองแน่นไปด้วยเหล่าผู้าุโและศิษย์พี่ระดับสูง รวมถึงเถ้าแก่อู๋ที่ยังมีร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏชัดบนใบหน้า
เทียนป๋อคลี่ม้วนสาส์นออก กระแอมในลำคอเบาๆ แล้วเริ่มอ่านด้วยน้ำเสียงกังวานทรงอำนาจ
"ถึงท่านอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักชิงเฟิง ข้าน้อยเทียนกวงเยี่ยน ประมุขตระกูลเทียนแดนเหนือ ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุร้ายที่สำนักท่านต้องเผชิญ..."
เสียงของเทียนป๋อดังกังวานไปทั่วห้องโถง ทุกถ้อยคำที่หลุดออกมาทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นทีละน้อย
"...เื่ราวที่ท่านเล่ามานั้น คุ้นเคยกับตระกูลข้าเป็ยิ่งนัก เพราะเมื่อสิบห้าปีก่อน สาขาย่อยของตระกูลเทียนทางทิศตะวันตกก็เคยประสบเคราะห์กรรมเช่นเดียวกันนี้มาแล้ว"
เสียงพึมพำแตกตื่นดังระงมขึ้นทั่วห้องโถง ท่านอาจารย์ใหญ่เพียงหรี่ตาลง มิได้แสดงอาการประหลาดใจมากนัก ราวกับได้เตรียมใจรับฟังไว้ล่วงหน้าแล้วบางส่วน
เทียนป๋ออ่านต่อไปโดยไม่หยุดชะงัก น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงความกดดัน "ในค่ำคืนนั้น สาขาตะวันตกของตระกูลข้าถูกกลุ่มมือสังหารลึกลับบุกโจมตี ค่ายกลป้องกันที่วางไว้อย่างแ่ามาสามชั่วอายุคนกลับพังทลายลงในชั่วข้ามคืน ราวกับผู้บุกรุกรู้แจ้งถึงจุดอ่อนของมันล่วงหน้าเป็อย่างดี น้องชายของข้าน้อย... เทียนกวงเยี่ย ผู้พิทักษ์หอเก็บสมบัติ ได้สู้ยันจนวินาทีสุดท้ายเพื่อปกป้องวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งไว้ ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ เขาสิ้นชีพลงพร้อมกับวัตถุโบราณชิ้นนั้นถูกชิงไป"
เสียงถอนหายใจด้วยความสลดดังขึ้นในหมู่ผู้ฟัง เถ้าแก่อู๋ก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม สองมือกำแน่นจนข้อกระดูกขาวซีด
"วัตถุที่ถูกชิงไปในครั้งนั้น... คือเศษหยกดำสลักลวดลายวงกลมซ้อนชั้น ซึ่งมีจุดกำเนิดแสงอยู่ตรงกลาง"
กู้เสวียนแม้จะมิได้อยู่ในห้องโถงใหญ่ แต่หากเขาได้ยินประโยคนี้ หัวใจของเขาคงจะหยุดเต้นไปชั่วขณะอย่างแน่แท้!
เทียนป๋ออ่านสาส์นต่อไปจนจบ เนื้อความที่เหลือเผยให้เห็นว่าตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา ตระกูลเทียนมิเคยนิ่งเฉย หากแต่นวดเฟ้นสืบสาวราวเื่อย่างเงียบเชียบผ่านเครือข่ายพันธมิตรทั่วทิศ จนพบว่ามีสำนักและตระกูลน้อยใหญ่รวมแล้วไม่ต่ำกว่าเจ็ดแห่งทั่วภาคพื้น ล้วนเคยประสบชะตากรรมคล้ายคลึงกัน... ค่ายกลถูกทำลายด้วยความแม่นยำผิดธรรมชาติ วัตถุโบราณลักษณะเดียวกันถูกชิงไป และทุกครั้งมักไร้ร่องรอยของผู้บงการที่แท้จริง
"จากการสืบสวนอันยาวนาน ตระกูลข้าน้อยเชื่อว่าเื้ัเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มิใช่นิกายเข่นิญญาเพียงลำพัง หากแต่มีอำนาจลึกลับที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคอยบงการอยู่เื้ั ทว่าจนบัดนี้ยังไม่อาจสืบทราบตัวตนที่แท้จริงได้เลยแม้น้อย" เทียนป๋ออ่านต่อด้วยน้ำเสียงดุดัน "และในทุกๆ ครั้งที่เกิดเหตุ ล้วนมีข้อสังเกตร่วมกันประการหนึ่ง นั่นคือผู้บุกรุกทราบจุดอ่อนของค่ายกลล่วงหน้าอย่างแม่นยำเกินกว่าจะเป็เื่บังเอิญ จึงขอเตือนท่านอาจารย์ใหญ่ด้วยความจริงใจว่า พึงระวังคนใกล้ตัวไว้ให้มาก เพราะเหตุการณ์ทั้งเจ็ดครั้งก่อนหน้านี้ ล้วนพบในภายหลังว่ามีผู้แปลกปลอมแฝงตัวอยู่ภายในก่อนเกิดเหตุเสมอ!"
ห้องโถงใหญ่เงียบกริบราวกับไร้สิ่งมีชีวิต
"ด้วยไมตรีจิตที่ท่านอาจารย์ใหญ่เคยมีต่อบิดาของข้าน้อยในอดีต ตระกูลเทียนจึงขอส่งกำลังพิทักษ์จำนวนสิบนายพร้อมด้วยเทียนป๋อผู้นี้ มาประจำการช่วยสอดส่องดูแลสำนักชิงเฟิงเป็การชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากท่านให้ออกมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลทุกระดับภายในสำนัก เพื่อมิให้เกิดช่องโหว่ซ้ำรอยเดิมอีก"
เทียนป๋อม้วนสาส์นเก็บเข้าที่ ก้มศีรษะเล็กน้อยแสดงความเคารพ "ด้านนอกแนวกำแพง กำลังพิทักษ์อีกเก้านายของข้าน้อยนัดหมายรออยู่ พร้อมจะเข้าประจำการทันทีที่ท่านอาจารย์ใหญ่อนุญาต"
ท่านอาจารย์ใหญ่นิ่งเงียบอยู่นาน สายตาทอดมองไปไกลราวกับกำลังทบทวนความหลังบางอย่าง ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาหนึ่งครั้ง "ขอบคุณตระกูลเทียนที่ยังคงจดจำไมตรีเก่าแก่... เชิญกำลังพิทักษ์ทั้งหมดเข้าประจำการได้ทันที"
ข่าวการมาถึงของกำลังพิทักษ์จากตระกูลเทียนแพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนักชิงเฟิงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน พร้อมกับคำสั่งใหม่ที่สร้างความกดดันให้แก่คนทุกระดับชั้น... นับั้แ่นี้ไป ทุกคนในสำนักไม่ว่าจะเป็ศิษย์สายในหรือคนรับใช้ชั้นล่างสุด ต้องรายงานความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของผู้อื่นต่อเหล่าผู้าุโโดยทันที อีกทั้งห้องพักทุกห้องอาจถูกสุ่มตรวจค้นได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และกำหนดเวลาเข้านอนก็ถูกตึงไว้เข้มงวดกว่าเดิมหลายเท่า
กู้เสวียนได้ยินเื่ราวเหล่านี้ขณะกำลังช่วยยกฟื้นเข้าโรงครัวพร้อมกับเหล่าศิษย์สวะคนอื่นๆ หัวใจของเขาหล่นวูบลงทันทีเมื่อได้ยินคำว่า 'สุ่มตรวจห้องพัก'
เศษหยกดำที่แอบซ่อนไว้ใต้เตียงฟาง ย่อมไม่อาจประดิษฐานอยู่ในที่เดิมได้อีกต่อไป!
เขาแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉยตลอดทั้งวัน ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนตามปกติ แม้ภายในจิตใจจะปั่นป่วนครุ่นคิดหาทางออกอย่างหนัก ยิ่งเมื่อเห็นกำลังพิทักษ์ตระกูลเทียนทั้งสิบนายเดินตรวจตราไปทั่วสำนักด้วยสายตาเยือกเย็นและเฉียบคม เขายิ่งรู้สึกราวกับมีบ่วงหนาที่กำลังรัดบีบเข้ามาใกล้ตัวทีละน้อย
ระหว่างทางเดินกลับห้องพักในยามพลบค่ำ กู้เสวียนเดินสวนทางกับซุนเหลียงที่กำลังเดินกะโผลกกะเผลกฝึกซ้อมร่างกายเบาๆ าแที่เอวของซุนเหลียงเริ่มสมานตัวจนพอจะย่างเท้าด้วยตนเองได้แล้ว
"ไอ้ศิษย์สวะ" ซุนเหลียงเอ่ยทัก น้ำเสียงยังคงห้วนฟังดูไม่สบอารมณ์ แต่ก็ไร้ซึ่งความเกรี้ยวโกรธดังแต่ก่อน "เ้าได้ยินเื่คนของตระกูลเทียนแล้วหรือไม่ พวกนั้นช่างเก่งกาจทรงพลังยิ่งนัก ทุกจังหวะก้าวเดินล้วนคำนวณระยะได้อย่างแม่นยำดั่งวัดด้วยไม้บรรทัด"
กู้เสวียนหยุดฝีเท้า พยักหน้ารับเบาๆ "ข้าพเ้าได้เห็นแล้วขอรับ ศิษย์พี่"
"หวังว่าพวกนั้นจะช่วยลากคอไส้ศึกที่ซ่อนตัวอยู่ออกมาได้โดยเร็ว" ซุนเหลียงถอนหายใจ สายตาเหลือบมองไปรอบกายด้วยความหวาดระแวง "นับแต่นี้ไปคงไม่อาจหลับสนิทได้อีกนาน ไม่รู้ว่าผู้ใดในหมู่พวกเราที่เป็หนูทรยศแอบซ่อนอยู่"
คำพูดนั้นแทงใจกู้เสวียนโดยที่ซุนเหลียงไม่มีวันล่วงรู้ เขาเพียงก้มศีรษะรับแล้วเดินจากไปโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพิ่มเติม
ค่ำคืนนั้น เมื่อทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงบ กู้เสวียนปิดประตูห้องพักล็อคสลักเรียบร้อย เขานั่งลงบนพื้นหิน จ้องมองแผ่นไม้ใต้เตียงฟางอยู่นานแสนนาน
เขาต้องหาที่ซ่อนใหม่ให้แก่เศษหยกดำ... สถานที่ที่แม้นจะถูกบุกสุ่มตรวจค้น ก็ไม่มีวันถูกค้นพบได้โดยง่าย!
เนตรอักขระของเขากวาดมองรอบห้องพักเล็กๆ อย่างละเอียด โครงสร้างของฝาผนัง คานไม้ และพื้นผุพัง ค่อยๆ ปรากฏขึ้นเป็ผังแรงดันและเส้นสายพลังงานในหัวของเขา ทุกจุดที่รับน้ำหนัก และทุกรอยต่อที่มีช่องว่าง ล้วนถูกคำนวณออกมาอย่างถี่ถ้วน
แล้วสายตาของเขาก็หยุดนิ่งอยู่ ณ ด้ามไม้กวาดทางมะพร้าวเก่าๆ ที่พิงอยู่มุมห้อง... ด้ามไม้ไผ่กลวงที่เขาใช้งานกวาดลานมานับสิบปี ไร้ซึ่งผู้ใดจะมาติดใจสงสัยในของใช้ประจำวันอันผุพังและไร้ค่าเช่นนี้!
กู้เสวียนหยิบมีดพกใบเล็กออกมา ค่อยๆ กรีดเปิดปล้องไม้ไผตรงจุดที่คำนวณไว้แล้วว่าเบาบางที่สุด จากนั้นนำเศษหยกดำมาห่อด้วยผ้าผืนเล็กกว่าเดิม สอดซุกเข้าไปในโพรงกลวงของด้ามไม้กวาดอย่างแเี แล้วจึงปิดรอยกรีดด้วยขี้ผึ้งเทียนผสมฝุ่นไม้ บดขยี้จนกลมกลืนแทบมองไม่ออกว่าเคยถูกกรีดเปิดมาก่อน
เขายกไม้กวาดขึ้นทดลองถือดู น้ำหนักและสมดุลมิได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย
"หากพวกนั้นจะมาตรวจค้น... ก็คงไม่มีผู้ใดคิดรื้อไม้กวาดของศิษย์สวะหรอก" กู้เสวียนพึมพำกับตัวเองเบาๆ ความวิตกกังวลในอกเริ่มคลายตัวลงบ้าง
เขาเป่าเทียนให้ดับลง แล้วนอนลงบนเตียงฟางท่ามกลางความมืดมิด ทว่าดวงตายังคงลืมตื่นอยู่ ความคิดวกวนถึงถ้อยคำในสาส์นที่ได้ยินมาจากป้าเซียง
เจ็ดสำนักที่เคยประสบเคราะห์กรรมเดียวกัน... วัตถุโบราณลักษณะเดียวกันที่ถูกปล้นชิงไปทุกครั้ง... และอำนาจลึกลับที่ไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้ตัวตน
เศษหยกดำในมือของเขา มิใช่เพียงสิ่งของแปลกประหลาดที่บังเอิญพบในกองซากปรักหักพังอีกต่อไป หากแต่มันคือชิ้นส่วนสำคัญของปริศนาอันยิ่งใหญ่ ที่เกินกว่าสำนักเล็กๆ ปลายแถวแห่งนี้จะจินตนาการถึงได้!
ฟึ่บ...
ทันใดนั้นเอง เสียงแ่เบาคล้ายผืนผ้าสะบัดไหวก็ดังขึ้นนอกหน้าต่าง!
กู้เสวียนเบิ่งตาขึ้นในความมืดทันที เขามิได้รีบร้อนลุกขึ้น หากแต่ตะแคงหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
ตุบ!
วัตถุบางอย่างตกกระทบลงบนพื้นหน้าธรณีประตูอย่างแ่เบา เขายันกายลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ ย่องไปเปิดประตูออกช้าๆ
ผืนผ้าขาวขนาดเล็กวางอยู่ตรงหน้าธรณีประตูอีกครั้ง เมื่อคลี่ออกส่องใต้แสงจันทร์เสี้ยว ตัวอักษรลายมือคมกริบประดุจปลายกระบี่ก็ปรากฏขึ้นเป็ข้อความสั้นๆ:
'เจ็ดแห่งที่เคยเกิดเหตุ... แห่งที่แปดกำลังจะตามมา จงอย่าได้ไว้วางใจผู้ใดในกลุ่มกำลังพิทักษ์ที่เพิ่งมาถึง แม้พวกมันจะมาในนามแห่งไมตรีก็ตาม'
กู้เสวียนยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด สองมือกำผืนผ้าขาวไว้แน่น
ผู้เฝ้ามองบนหลังคา ไม่เพียงแต่ล่วงรู้เนื้อหาในสาส์นทั้งหมดโดยมิได้ก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่เท่านั้น แต่ยังกล้าเตือนให้เขาสงสัยในตัวกำลังพิทักษ์ตระกูลเทียนที่เพิ่งมาถึงอย่างเปิดเผย!
คำถามที่ว่าบุคคลปริศนาผู้นี้คือใคร และเหตุใดจึงล่วงรู้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ยิ่งพอกพูนหนักอึ้งขึ้นในใจของกู้เสวียนยิ่งกว่าครั้งใดๆ
เขามองขึ้นไปยังยอดหลังคาตำหนักสูงสุดเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดประตู มีเพียงความมืดและความเงียบสงบของแสงจันทร์เสี้ยวที่ตอบรับกลับมา ปราศจากร่องรอยของผู้ใดทั้งสิ้น
ทว่าในค่ำคืนนี้ เขารับรู้ได้อย่างแน่แท้แล้วว่า ไม่ว่าผู้เฝ้ามองผู้นั้นจะเป็มิตรหรือศัตรู... อย่างน้อยที่สุด เขาก็ไม่ได้เผชิญหน้ากับความลับอันยิ่งใหญ่นี้เพียงลำพังอีกต่อไป!
ท่ามกลางความมืดมิดยามดึกสงัด เงาร่างลึกลับร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดหลังคาตำหนักสูงสุด สายตาเยือกเย็นจ้องมองลงมายังห้องพักท้ายหอตำราของกู้เสวียน สายลมยามค่ำคืนพัดพาลูกคลื่นชายเสื้อสีขาวให้พลิ้วไหวอย่างเงียบเชียบ
"เด็กน้อย... เ้าเริ่มตื่นรู้แล้วสินะ" เสียงพึมพำแ่เบาลอยหายไปกับสายลม
ทันใดนั้นเอง! เสียงฝีเท้าเบากริบแต่แฝงด้วยพลังปราณอันหนักแน่นก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของเงาร่างนั้น!
ซ่า...
เกล็ดหิมะบางเบาเริ่มผุดขึ้นในอากาศรอบบริเวณ ทั้งที่เป็ฤดูสารทอันอบอ้าว!
"สอดส่องผู้อื่นในยามวิกาลเช่นนี้... ไม่สมกับเป็ยอดฝีมือเลยนะ"
น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความเ็าประดุจน้ำแข็งดังขึ้น บุคคลที่ก้าวออกมาจากเงามืดคือ เทียนป๋อ ผู้พิทักษ์อันดับสามแห่งตระกูลเทียน! มือขวาของเขากำด้ามกระบี่สั้นที่คาดไว้ข้างเอวแน่น รังสีฆ่าฟันขยายตัวออกคลุมทั่วบริเวณหลังคา!
เงาร่างลึกลับในชุดขาวค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ ใบหน้าถูกปกปิดไว้ด้วยหน้ากากหยกขาวไร้ลวดลาย มีเพียงดวงตาคู่คมกริบที่เปล่งประกายสีเงินยวงลึกลับอยู่ภายใต้หน้ากาก
"คนของตระกูลเทียน... มาเร็วตามคาดไว้จริงๆ" บุคคลหน้ากากหยกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
"เ้าเป็ใคร!" เทียนป๋อตะคอกถาม เสียงต่ำกดดัน "เหตุใดจึงมาเพ่นพ่านอยู่ในสำนักชิงเฟิงแห่งนี้! แล้วข้อความที่เ้าส่งให้ไอ้เด็กสวะนั่น คือสิ่งใด!"
"เื่บางเื่... รู้มากไปก็ใช่ว่าจะดีต่อชีวิตของเ้า ผู้พิทักษ์แห่งตระกูลเทียน" บุคคลหน้ากากหยกเอ่ยพ่นลมหายใจเบาๆ "พวกเ้ากุเื่เจ็ดสำนักขึ้นมาเพื่อตบตาคนทั้งโลก คิดหรือว่าข้าจะไม่รู้เจตนาที่แท้จริง?"
ดวงตาของเทียนป๋อเบิ่งกว้างด้วยความใ รังสีฆ่าฟันปะทุขึ้นถึงขีดสุด! "เ้า... เ้าล่วงรู้เื่นี้ได้อย่างไร! ชักกระบี่ออกมาซะ! คืนนี้เ้าต้องตายอยู่ที่นี่!"
ฉับ!
เทียนป๋อชักกระบี่สั้นครามฟ้าออกจากฝัก เสียงกระบี่ร้องกังวาน เช้ง! พลังปราณสีน้ำเงินเข้มข้นทะลักออกจากคมกระบี่ แปลงสภาพเป็นกวายุภักษ์ปราณพุ่งทะยานเข้าใส่บุคคลหน้ากากหยกอย่างรุนแรง!
ตูม!!
คลื่นพลังปะทะเข้ากับหลังคาอย่างจัง กระเบื้องหินแตกกระจายวายวอด ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ!
ทว่า... ร่างของบุคคลหน้ากากหยกกลับเลือนหายไปกลายเป็เพียงภาพมายา!
ฟุบ!
ร่างนั้นไปปรากฏตัวอยู่ด้านหลังของเทียนป๋อั้แ่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้! ดรรชนีเรียวยาวส่องแสงสีเงินยวงพุ่งจิ้มเข้าใส่จุดลมปราณกลางแผ่นหลังของเทียนป๋ออย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้าแลบ!
ปัก!
"อั่ก!" เทียนป๋อกระอักเืสดออกมาคำโต ร่างกายเกร็งตึง รังสีปราณวายุภักษ์สลายไปในทันตา! เขาทรุดตัวลงคุกเข่าบนหลังคาด้วยความตกตะลึงแสนสาหัส! พลังฝีมือของคนผู้นี้ลึกล้ำเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้!
"ข้ายังไม่สังหารเ้าในคืนนี้..." บุคคลหน้ากากหยกเอ่ยเสียงเย็น "กลับไปบอกประมุขของเ้า... หากยังคิดจะใช้สำนักชิงเฟิงเป็เบี้ยหมากในกระดานนี้อีก ข้าจะไปเยือนตระกูลเทียนด้วยตนเอง!"
ฟึ่บ!
สิ้นเสียงคำขู่ ร่างในชุดขาวก็เร้นกายหายไปในความมืดมิดอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้เทียนป๋อนั่งกระอักเือยู่บนหลังคาแต่เพียงลำพัง ด้วยความหวาดกลัวที่สลักลึกลงไปในจิติญญา...
ขณะเดียวกัน ภายในห้องพักท้ายหอตำรา กู้เสวียนที่กำลังนอนอยู่บนเตียงฟาง พลันลืมตาขึ้นในความมืด!
เนตรอักขระภายในของเขาััได้ถึงการคลื่นไหวของพลังงานอันมหาศาลที่ปะทุขึ้นและดับลงอย่างรวดเร็วบนยอดหลังคาตำหนักสูงสุด!
'พลังปราณระดับนั้น... มีการต่อสู้เกิดขึ้นบนหลังคาอย่างนั้นหรือ?' กู้เสวียนคิดในใจด้วยความตระหนก เขารีบยันกายลุกขึ้นย่องไปที่หน้าต่าง แอบมองผ่านช่องไม้เล็กๆ ออกไปภายนอก
ทว่าทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบ มีเพียงสายลมเย็นยามดึกที่พัดผ่านไป ไร้ซึ่งร่องรอยของการปะทะใดๆ
กู้เสวียนกุมด้ามไม้กวาดทางมะพร้าวในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ปริศนาและศึกงูเห่าแฝงตัวในสำนักชิงเฟิงเริ่มซับซ้อนและอันตรายขึ้นทุกขณะ เขารู้ดีว่าหากตนเองไม่เร่งพัฒนาความสามารถและไขลับอักขระในคัมภีร์หยกไร้อักษรให้ได้โดยเร็วที่สุด เขาคงไม่อาจรอดชีวิตผ่านพ้นภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึงนี้ได้อย่างแน่นอน!
กู้เสวียนสูดลมหายใจเข้าลึก นั่งลงขัดสมาธิบนเตียงฟาง เริ่มต้นโคจรพลังอักขระโบราณสยบความกลัวในจิตใจ เตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะโหมกระหน่ำใส่สำนักชิงเฟิงในวันพรุ่งนี้...