บทที่ 20 เก็บมันไว้เองเถอะ (รีไรต์)
ยิ่งคิด แม่เฒ่าเว่ยก็ยิ่งโมโห นางจึงก้าวยาว ๆ ไปหาอวี้หย่งจวี๋โดยพลัน และเมื่อเด็กชายเห็นท่านย่าของตนเป็เช่นนั้น ก็รู้สึกน้อยใจยิ่ง จึงหันหลังกลับวิ่งหนีไป
แม่เฒ่าเว่ยถึงกับอึ้งไป “อวี้หย่งจวี๋!”
หญิงชราไม่กล้าชะล่าใจ จึงรีบดึงซิ่งซิ่งวิ่งไล่ตามไป พวกเขาไล่ตามอยู่นาน ในที่สุดก็ตามอวี้หย่งจวี๋ได้ทัน แม่เฒ่าเว่ยจึงคว้าแขนของหลานชายไว้
แม่เฒ่าเว่ยอายุมากแล้ว วิ่งเหนื่อยหอบจนพูดไม่ออก ได้แต่จับแขนอวี้หย่งจวี๋ไว้ก่อน
ซิ่งซิ่งเองก็หอบจนตัวโยนเช่นกัน จึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หายใจถี่รัว
อวี้หย่งจวี๋นั้นเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะเปิดปาก ท่าทางราวกับจะพูดอะไรออกไป ทันใดนั้น แม่ซูกับซูโหรวเอ๋อร์ ผู้เป็ยายและแม่ของเขาซึ่งออกตามหาก็มาพบเข้าพอดี
ซูโหรวเอ๋อร์เห็นแม่เฒ่าเว่ยจับแขนลูกชายตนเองก็เข้าใจผิดในทันที นางคิดว่าแม่สามีกำลังจะพาอวี้หย่งจวี๋ไป
ทันใดนั้น นางก็โกรธจัด "ท่านแม่ นี่ท่านกำลังจะทำอันใดกันแน่! จะขโมยลูกชายข้าไปหรือไร!"
พูดจบ นางก็ดึงอวี้หย่งจวี๋จากอ้อมแขนของแม่เฒ่าเว่ยอย่างแรง แล้วดึงมาไว้ข้างหลังตัวเอง
เนื่องจากตอนนี้ซูโหรวเอ๋อร์อยู่ที่บ้านแม่ของตัวเอง นางจึงกล้าพูดมากขึ้น บวกกับที่สะสมความไม่พอใจที่มีต่อแม่เฒ่าเว่ยไว้ในใจอยู่แล้ว จะให้นางวางตัวเป็ลูกสะใภ้ที่ดีต่อได้อย่างไร?
แม้แม่ซูจะรู้สึกว่าท่าทีของลูกสาวไม่ค่อยเหมาะสมนัก แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวของตนเป็คนในเมือง การที่ต้องแต่งงานกับอวี้ซานเป้าก็ถือว่าเป็การแต่งงานต่ำกว่าฐานะยิ่ง!
แบบนี้แล้ว คนตระกูลอวี้ยังกล้าทำไม่ดีกับลูกสาวของนางอีกหรือ!
สมน้ำหน้า!
ดังนั้น แม่ของซูโหรวเอ๋อร์จึงไม่พูดอันใด เพียงยืนกอดอกมองเฉย ๆ
สีหน้าของแม่เฒ่าเว่ยเ็าลง นางยืดตัวขึ้น หายใจเข้าออกให้เป็ปกติ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า
"ข้ายังมิได้ถามพวกเ้าเลย วันนี้คนเยอะขนาดนี้ อวี้หย่งจวี๋เป็เด็กอายุแค่สี่ขวบ พวกเ้าปล่อยให้เขาวิ่งเล่นในตลาดคนเดียวได้อย่างไร?! ไม่กลัวเขาถูกคนอื่นลักพาตัวไปหรือไร?!"
แม่เฒ่าเว่ยพูดจาไม่ไว้หน้า ซูโหรวเอ๋อร์ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ในใจของนางนั้นพลันเต็มไปด้วยความรู็สึกเหลือเชื่อยิ่ง
‘ไม่ใช่ว่าท่านแม่จะมาขอร้องให้นางกลับไปหรอกหรือ?!’
เหตุใดยังกล้าดุด่านางเช่นนี้อีก!
แม่ซูไม่พอใจเท่าใดนัก "ท่านแม่เฒ่า พูดแบบนี้ไม่ถูกนะเ้าคะ พวกข้าจะเอาเชือกผูกลูกหลานไว้กับเอวได้อย่างไร เด็กอยากเล่น อยากวิ่งออกไปข้างนอก มันก็เื่ธรรมดาไม่ใช่หรือ? พอพวกข้ารู้ว่าเด็กหายก็รีบออกมาตามแล้วนี่ไง"
แม่เฒ่าเว่ยพูดเสียงเ็า "ข้ายอมพูดจาไม่น่าฟัง ดีกว่าปล่อยให้เด็กหายแล้วมาร้องไห้ทีหลัง!"
แม่ของซูโหร่วเอ๋อร์โกรธจนมองนางตาขวาง
ซิ่งซิ่งซ่อนอยู่ข้างหลังแม่เฒ่าเว่ยด้วยความกลัว
สายตาของซูโหรวเอ๋อร์นั้นเฉียบคม นางเห็นเสื้อที่ซิ่งซิ่งสวมใส่อยู่ ผ้านั้นเป็ผืนเดียวกับที่ตนเคยได้จากแม่สามี ตั้งใจจะเอาไว้ตัดเสื้อให้ลูกชาย!
แถมในมือซิ่งซิ่งยังกำหวีอันใหม่อยู่ เห็นได้ชัดว่าเป็ของที่เพิ่งซื้อ!
ซูโหรวเอ๋อร์โกรธขึ้นมาทันที
"ท่านแม่!" นางร้องเสียงดังเรียกแม่ของตน "ท่านแม่เห็นแล้วหรือไม่?! เสื้อที่เด็กนั่นใส่คือเสื้อใหม่ของลูกชายข้า ยังทำไม่เสร็จด้วยซ้ำ!"
แม่ซูขมวดคิ้ว นางเคยได้ยินลูกสาวเล่าให้ฟังว่า แม่สามีลำเอียงเข้าข้างเด็กที่เก็บมาเลี้ยงคนหนึ่ง ถึงขั้นเอาเสื้อใหม่ของหลานชายไปแก้ให้เด็กคนนั้นใส่!
ตอนนี้นางได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว!
"ท่านแม่เฒ่า นี่มันมากเกินไปแล้วนะกระมัง! เอาเสื้อผ้าของพี่จวี๋ไปให้คนอื่นใส่ เช่นนี้จะเรียกว่าเป็ย่าคนได้อย่างไร!" แม่ซูพูดอย่างไม่พอใจ
ซิ่งซิ่งเห็นว่าตอนนี้ทุกคนหันมาสนใจตนเอง จึงรู้สึกประหม่า มือเล็ก ๆ เผลอไปดึงชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว
"แม่เฒ่าซู" แม่เฒ่าเว่ยหัวเราะเ็า "ตอนนั้นข้าถามพี่จวี๋แล้ว เขาก็บอกว่าเขาไม่เอาแล้ว นี่มันก็ผ้าของข้า พอพี่จวี๋ไม่เอา ข้าจะเอาไปให้หลานสาวข้าใส่บ้างมิได้หรืออย่างไร ยิ่งกว่านั้น เื่เล็กน้อยอย่างเื่เสื้อผ้านี่มันก็เื่ของบ้านข้า เ้าไม่มีสิทธิ์มายุ่งเกี่ยวเสียหน่อย บ้านซูมายุ่งวุ่นวายที่นี่ทำไม อยากให้บ้านตระกูลเฉียนมาวุ่นวายกับธุระโกงการของบ้านตระกูลซูบ้างหรือ?"
แม่ซูถึงกับพูดไม่ออก
บ้านตระกูลเฉียนคือบ้านเดิมของลูกสะใภ้ตนโต ก็ไม่ใช่บ้านที่ควรจะเข้าไปยุ่งด้วยเหมือนกัน เพราะคนพวกนั้นช่างน่ารำคาญเกินจะกล่าว
ซูโหรวเอ๋อร์ร้องเรียก "ท่านแม่" อย่างไม่พอใจ แต่คำนี้กลับเป็การเรียกแม่เฒ่าเว่ย
นางกอดลูกชายตนพร้อมกับเบะปาก "หากว่าท่านจะมาทะเลาะกับแม่ข้าเช่นนี้ ข้าจะไม่กลับไปกับท่านหรอก"
"ใช่แล้ว!" แม่ซูตั้งสติได้แล้วจึงพยักหน้าเห็นด้วย "ข้าไม่ได้จะว่าอะไรนะ แต่เื่ก่อนหน้านี้ที่เ้าด่าลูกสาวข้ามันมากเกินไป! แล้วยังมีลูกชายคนที่สามของเ้าอีก ที่คิดจะลงมือกับลูกสาวข้า! นี่เ้าบ้าไปแล้วหรือ! เื่นี้บ้านตระกูลซูของเราไม่ยอมแน่ ๆ จะให้โหรวเอ๋อร์กลับไปกับเ้าง่าย ๆ แบบนี้มิได้!"
แม่เฒ่าเว่ยได้ยินดังนั้นก็รู้ทันทีว่า ซูโหรวเอ๋อร์และแม่ของนางกำลังเข้าใจผิด
นางแค่นหัวเราะเบา ๆ แล้วจูงมือซิ่งซิ่งพลางพูดว่า “ไม่กลับก็ไม่กลับสิ คิดว่าข้าอยากอยู่มากนักหรือ! อยากจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนก็เชิญ พวกเ้ามันคนเมือง ส่วนพวกข้าเป็แค่ชาวบ้านบนเขา จะไปคู่ควรกับสาวเมืองอย่างพวกเ้าได้อย่างไรกัน!”
พูดจบ นางก็จูงมือซิ่งซิ่งหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทำให้แม่ซูกับซูโหรวเอ๋อร์ยืนงงเป็ไก่ตาแตกอยู่ตรงนั้น
พอตกเที่ยง แม่เฒ่าเว่ยก็ยืนรอไป๋เสี่ยวเฟิ่งอยู่ที่หน้าประตูเมือง
ไม่นานก็เห็นไป๋เสี่ยวเฟิ่งเดินหอบเล็กน้อยตรงเข้ามา แต่ดวงตากลับเป็ประกาย ชัดเจนว่างานปักของนางน่าจะขายได้ราคาดี
ส่วนขายได้เท่าไหร่นั้น แม่เฒ่าเว่ยไม่คิดจะถาม
สายตาของไป๋เสี่ยวเฟิ่งมองไปเห็นถุงข้าวสารที่แม่เฒ่าเว่ยถืออยู่ก็เบิกกว้างขึ้นทันที ไม่คิดเลยว่าแม่ของนางจะซื้อข้าวสารมาด้วย
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรีบพูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ถือถุงข้าวสารแบบนี้มันหนัก ให้ข้าถือให้เถิดเ้าค่ะ”
ว่าจบ นางก็รีบเข้าไปรับถุงข้าวสารหยาบมาถือไว้ แม่เฒ่าเว่ยปล่อยให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งถือไปโดยดี
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรายงานกับแม่สามีโดยไม่รอให้ถาม "ท่านแม่ ครั้งนี้ข้าเอาผ้าปักมาสี่ชิ้น พี่สะใภ้ฝากมาอีกสามชิ้น... แต่ท่านก็น่าจะรู้ว่าร้านผ้าเขาให้ราคาดีงานปักของข้าดีกว่า เลยขายได้สี่สิบแปดอีแปะ ส่วนของพี่สะใภ้ได้แค่สามสิบ"
แม่เฒ่าเว่ยพยักหน้า "งานปักของเ้าดีกว่า ได้เงินมากกว่าพี่สะใภ้ก็สมควรแล้ว"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งได้ยินแม่สามียกย่องก็ยิ้มแก้มปริ รีบควักเงินส่วนหนึ่งยื่นให้ตามธรรมเนียม
แต่แม่สามีมองหน้าไป๋เสี่ยวเฟิ่งแวบหนึ่งแล้วเอ่ย "ช่างเถอะ ่นี้พวกเ้ากำลังลำบาก เก็บไว้ใช้เองเถอะ"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งถึงกับตะลึง พอตั้งสติได้หัวใจก็เต้นระรัวแทบจะหลุดออกมา!
แม่สามี... ให้นางเก็บไว้ใช้เองทั้งหมดเลยหรือ?
นี่แกล้งทดสอบนาง หรือว่าพูดจริง?
มือของไป๋เสี่ยวเฟิ่งสั่นเทา
แม่สามีเหลือบมองอย่างขุ่นเคืองใจ "ถ้าเ้าถือกระสอบข้าวมิไหว ข้าจะถือเอง ระวังอย่าทำข้าวสารหกเลอะเทอะล่ะ!"
เสียงบ่นอันคุ้นเคยของแม่สามีทำให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งสะดุ้ง รีบตอบไปว่า "ท่านแม่ ข้าถือไหว ข้าจะถือเองเ้าค่ะ!"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งกำปากถุงแน่นด้วยความตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก!
แบบนี้แสดงว่าแม่สามียอมให้นางเก็บเงินที่ขายงานปักได้ไว้กับตัวจริง ๆ!
“เอ่อ ท่านแม่ นี่...นี่...” ไป๋เสี่ยวเฟิ่งพูดติดขัดด้วยความตื่นเต้น
งานปักนี้ ในหนึ่งเดือนนางสามารถทำได้สี่ชิ้น สามารถทำเงินได้สี่สิบอีแปะเศษ หนึ่งปีก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งตำลึงเงิน นี่มันเงินเก็บส่วนตัวชัด ๆ!
ถ้าเก็บสะสมไปอีกหลายปี นี่ไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ แน่นอน!
แม่สามีเข้าใจความตื่นเต้นของลูกสะใภ้คนรองดี
ลูกชายหลายคนก็ค่อย ๆ โตเป็หนุ่มขึ้นมาแล้ว ในฐานะแม่ ถ้าไม่มีเงินเก็บส่วนตัวไว้บ้าง ในใจคงรู้สึกไม่ดีนัก
หลายปีก่อน ่นั้นลำบากกันทั้งบ้าน ทุกคนต้องสามัคคีกัน ร่วมแรงร่วมใจกัน ใช้จ่ายเงินทองร่วมกัน ถึงจะผ่าน่เวลาลำบากมาได้
ตอนนี้ ชีวิตก็เริ่มดีขึ้นแล้ว นางก็ไม่ใช่แม่สามีใจร้าย อะไรที่เป็รายได้เสริมจากงานฝีมือของลูกสะใภ้ นางจะไปยึดไว้กับตัวได้อย่างไร
“เอาล่ะ เรากลับบ้านกันเถอะ” แม่เฒ่าเว่ยเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ได้เ้าค่ะ!" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งในตอนนี้รู้สึกคิดถึงบ้านใจจะขาด อยากรีบกลับบ้านไปเก็บเงินสี่สิบแปดอีแปะที่อยู่ในอ้อมอกให้ดี!