42 2-2
ตอนที่ 64 หากไม่มีข้าทั้งคน
จ้าวอินทรีครามผงกหัวขึ้นลงส่งสัญญาณให้เหลิงเจียวเหนียง และส่งเสียงกู่ร้องเรียกบางสิ่งบางอย่างออกมา
มาถึงเวลานี้ เป็นเหลิงเจียวเหนียงที่รับหน้าที่แปลให้เหลิงหยุนเจียวเข้าใจ
“แม่จ๋า พี่หลานบอกให้ท่านหลีกทางเขาหน่อย เขาจะสั่งสอนมอบบทเรียนให้คนเลวเหล่านี้”
สิ้นเสียงพูดจบเท่านั้น เหลิงเจียวเหนียงก็ชำเลืองหางตามองไปทางชายหัวโล้นและคนอื่นๆอย่างหยามเหยียดประหนึ่งผู้ชนะ
“หึ! ใครให้พวกเจ้าบังอาจรังแกข้ากับท่านแม่? หากเก่งกันนัก เช่นนั้นก็ลองปราบพี่หลานดู!”
ทันทีที่ชายหัวโล้นได้ยินเช่นนั้น เขาก็ถึงกับขวัญเสียอย่างมาก มือไม้สั่นเทาหวาดผวาสุดขีด แล้วรีบคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะขอขมาจ้าวอินทรีครามทันที
“ท่านปรมาจารย์ ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด! เข้าใจผิดจริงๆขอรับ! พวกข้ามิกล้าบังอาจรังแกสองแม่ลูกคู่นี้จริงๆ!!”
“พูดจาไร้สาระ!”
เหลิงเจียวเหนียงกระทืบเท้าเสียงดังปัง กล่าวขึ้นด้วยความหงุดหงิดว่า
“เมื่อครู่เจ้ายังด่าว่าข้าเป็นไอ้ลูกไม่มีพ่อมีแม่อยู่เลย!!”
ได้ยินดังนั้น จ้าวอินทรีครามก็เชิดหน้าสูงพร้อมเปิดจะงอยปากของมันหันใส่ชายหัวโล้นและคนอื่นๆ
สิ่งที่มาพร้อมกับกลิ่นเปรี้ยวเหม็นเน่า คือรังสีสังหารเข้มข้นระลอกใหญ่ที่ระเบิดอัดใส่ร่างของพวกเขา
พบเจอเข้าไปขั้นนี้ บางคนถึงกับหวาดกลัวจนขี้ขึ้นสมอง บ้างก็ถึงขั้นเยี่ยวราดเปียกแฉะเต็มกางเกง
ภายใต้พลังความแข็งแกร่งของจ้าวอินทรีครามที่เร่งโถมกดดันใส่เช่นนี้ จึงยากที่พวกเขาจะสามารถควบคุมร่างกายได้อีกต่อไป ภายในหัวมีเพียงโพลงอากาศขาวโพลน จึงไม่แปลกที่จะเยี่ยวราดออกมาเช่นนั้น
ทั้งที่เหลิงหยุนเจียวสวมผ้าคลุมสีขาวทึบปิดบังใบหน้าอยู่แท้ๆ แต่นางก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นฉุนแปลกๆเตะจมูกเข้าอย่างเต็มที่ เห็นว่าอีกฝ่ายชักจะทำเกินไป นางจึงรีบดีดนิ้วเรียกให้จ้าวอินทรีครามร่อนลงมาหา แล้วยกมือขึ้นตบกะโหลกของมันไปหนึ่งที
“พอได้แล้ว! นี่เจ้าจะฆ่าล้างบางคนเหล่านี้เลยหรืออย่างไร?”
การตบกะโหลกครั้งนี้ไม่เบาแต่ก็ไม่หนักจนเกินไป แต่ภาพฉากนี้ยิ่งทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องตื่นตะลึงยกใหญ่อีกครั้ง!
นั่นคือสัตว์อสูรระดับเก้า! สัตว์อสูรระดับเก้าทีเดียว!! ระดับพลังลมปราณของสิ่งมีชีวิตตนนี้เทียบเท่ายอดฝีมือขอบเขตปราณฟ้าดินคนหนึ่ง! ขุมพลังความแข็งแกร่งนับว่าไร้เทียมทาน!!
แต่สตรีนางนี้กลับกล้าตบกะโหลกสัตว์อสูรระดับเก้า!? เป็นไปได้เยี่ยงไร!?!
“....”
สุดท้ายนี้ จ้าวอินทรีครามต้องจำแลงร่างกลับเป็นนกแก้วตัวน้อยขนาดเท่ากำปั้นอย่างไม่สู้เต็มใจนัก แล้วบินกลับไปเกาะที่ไหล่ของเหลิงเจียวเหนียงเสมือนสัตว์เลี้ยงแสนเชื่องตัวหนึ่ง
เหลิงเจียวเหนียงคล้ายสังเกตเห็นถึงแววความเศร้าโศกของจ้าวอินทรีครามผ่านดวงตาคู่ใส เขาจึงยกมือขึ้นลูบศีรษะของมันเพื่อปลอบประโลม
“โอ้ๆ อย่าร้องไห้เลย ข้าผิดเองที่สั่งให้เจ้าทำเรื่องเช่นนั้น อีกอย่างแม่จ๋าก็มิได้เจตนาดุว่าเจ้าเลย”
และด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของจ้าวอินทรีคราม ส่งผลให้รัศมีแรงกดดันทั้งหมดทั้งมวลก่อนหน้าค่อๆๆสลายหายไป
ยามนี้ ชายหัวโล้นและคนอื่นๆเหงื่อเย็นแตกพลั่กเปียกชุ่มไปทั่วร่าง ราวกับพวกเขาเพิ่งเดินเฉียดประตูนรกไปหมาดๆ
เหลิงหยุนเจียวชำเลืองมองไปทางจ้าวอินทารีครามตนนั้นพลางพินิจสงสัยอยู่ในใจ เมื่อครั้งที่แยกทางกัน มันเป็นฝ่ายบินติดตามโม่เฉินหยวนไป แต่ไฉนตอนนี้ มันจึงได้ปรากฏตัวอยู่ที่นี่ นี่หมายความว่าเจ้าหมอนั่นคงจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเช่นกัน
ขณะที่กำลังใช้ความคิดอยู่นั้น จู่ๆก็มีบุรุษในชุดคลุมสีม่วงร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างกายของนาง ทั้งยังปลดปล่อยกลิ่นอายความเย็นยะเยือกอันเป็นเอกลักษณ์ชัดเจนยิ่งออกมา
ท่ามกลางสภาพอากาศลมร้อน ผสมผสานเข้ากับกลิ่นน้ำหอมแห่งห้วงสมุทรที่แสนชดชื่น เหล่านี้ได้พัดผ่านกระแทกเข้ากับจมูกของนาง
“ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งที่เพิ่งทำลงไปเมื่อครู่นับว่าใจเด็ดโดยแท้ ท่านไม่คิดเช่นนั้นรึ แม่นางถัง?”
“....”
เหลิงหยุนเจียวปรายหางตาเหลือบมองบุรุษผู้นี้เล็กน้อย แค่นึกถึงปุ๊บก็โผล่หัวมาปั๊บจริงๆ นางกระตุกยิ้มตอบกลับไปเพียงสั้นๆว่า
“แน่นอน”
โม่เฉินหยวนนัยน์ตาสั่นไสวปรับสายตาเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมสีครามน้ำเงินข้างกายท่านอาจารย์หลิวผู้นั้น กระทั่งถึงตอนนี้ ทั้งคู่จึงเพิ่งจะเริ่มเคลื่อนไหวตอบสนอง และเป็นฝ่ายท่านอาจารย์หลิวที่เอ่ยเสียงเรียบขึ้นว่า
“ค่ายทหารรับจ้างย่อมมีกฎของค่าย ข้ามิได้ตั้งใจทำให้สองแม่ลูกคู่นี้ขุ่นเคืองใจ กลับเป็นคนของข้าเองที่เสียมารยาท ข้าจะพาพวกเขาออกไปข้างนอก เพื่อให้ท่านสั่งสอนลงโทษให้หลาบจำ เท่านี้เพียงพอหรือไม่?”
ประโยคคำกล่าวเหล่านี้ยังคงแล่นวนเวียนอยู่ในหัวของเหลิงหยุนเจียว
ลักษณะคำพูดเช่นนี้ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกเกรงใจอยู่ไม่น้อย?
บนระเบียงชั้นสอง ชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมสีครามน้ำเงิน เผยดวงตาลึกล้ำดุจก้นมหาสมุทรสุดหยั่งถึงให้เห็น ยากเกินกว่าจะคาดเดาได้ว่าเขากำลังครุ่นคิดหรือรู้สึกเยี่ยงไรอยู่
“แน่นอน”
โม่เฉินหยวนสบถตอบสั้นๆเพียงหนึ่งคำ พร้อมสะบัดพัดคลี่กางออกเสียงดับพรึบ
แต่กระนั้น การกระทำนี้ของเขาเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณเสียมากกว่า เพราะทันทีที่สิ้นเสียง ก็มีบุรุษชุดคลุมสีดำกว่าหลายคนจากที่ใดมิอาจทราบได้ กระโจนพุ่งเข้ามายังลานกว้างของค่ายทหารรับจ้างทันที
หนึ่งคนหามสอง ชายหัวโล้นและคนอื่นๆถูกลากออกไปด้านนอกราวกับเป็ดไก่
“นี่ดูไม่เหมือนเจ้าเลย?”
เหลิงหยุนเจียวโน้มตัวเข้าใกล้เล็กน้อย เอ่ยกระซิบกระซาบกับโม่เฉินหยวนอย่างแผ่วเบา
“ที่ผ่านมา ไหนเลยเจ้าจะเคยดูจองหองถึงเพียงนี้? ไม่รู้สึกกลัวตัวเองบ้างเลยรึ?”
“ทำไม? หรือเจ้ากลัว?”
โม่เฉินหยวนจงใจลดระดับความขึงขังของตนเองลง พลางทำท่าทำทางยักไหล่ชวนปั่นประสาทเหมือนเคย แต่นั่นกลับยิ่งทำให้เหลิงหยุนเจียวรู้สึกสงสัยเข้าไปใหญ่
เขายกพัดคลี่กางปิดป้องใบหน้า กล่าวว่า
“คิดจะหาเรื่องกับค่ายทหารรับจ้าง หากไม่มีข้าสักคน เกรงว่าเจ้าคงจะต้องยุ่งจนหัวหมุนเป็นแน่”
ถึงแม้จะไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า โม่เฉินหยวนคือผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วสำหรับสองแม่ลูกคู่นี้