ค่ายซานตง
องค์หญิงอี้อันเดินนำหน้าเสวี่ยซิงแต่ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างสบายใจ ทางด้านเสวี่ยซิงใบหน้าแดงก่ำ เดินตามหลังมา พี่ชายเห็นเสวี่ยซิงสหายรักมีท่าทีแปลกไปจึงร้องถาม “เสวี่ยซิงท่านไม่สบายหรือ?”
“กระหม่อม ไม่ได้เป็อะไรพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อสหายตอบมาเช่นนั้นจึงไม่ได้ซักถามต่อหันมาถามน้องสาว “เป็อย่างไรบ้างสำรวจรอบค่ายแล้วคิดจะทำอะไรต่อไปอีก”
น้องสาวยิ้มให้พี่ชายไม่ตอบใดๆ แต่เดินไปที่ตั้งอาวุธสำหรับฝึกทั้งอาวุธยาวมี ทวนยาว ทวนวงพระจันทร์ทั้งด้านเดียวและสองด้าน ไม้พลอง ง้าว จากนั้นเดินมาถึงที่ตั้งอาวุธสั้น ดาบ กระบี่ และธนู อี้อันหยิบอาวุธบางชิ้นขึ้นมาดูพบว่าเนื้อเหล็กมีคุณภาพดีมิได้มีชิ้นด้อยคุณภาพปะปน, แสดงว่าเสด็จพี่ทรงดูแลค่ายนี้อย่างเข้มงวด
ระหว่างที่ทั้งสี่ยืนบนลานยกพื้นสูงด้านหน้าเรือนบัญชาการมองดูทหารที่ฝึกซ้อมอาวุธอยู่ เฟยฉีที่จับคู่ซ้อมกับฮุ่ยชิวซ้อมดาบแอบมองไปที่บุรุษสาม หนึ่งสตรีที่ยืนอยู่บนแท่นสูง เขาเห็นว่าสตรีนั้นมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาจึงแอบกระซิบกับเพื่อน “คงเป็องค์หญิงอี้อันพระขนิษฐาองค์รัชทายาท ที่เพิ่งเดินทางกลับจากต้าหลี่แน่นอน”
“ใช่ แล้วทำไมหรือ นางคงมาเยี่ยมเสด็จพี่ที่ค่ายซานตง”
“ข้าเคยเห็นองค์หญิงเหออันครั้งหนึ่ง พระพี่นางทรงงดงามกว่ามากทีเดียว” เฟยฉีเล่าต่อส่วนมือก็ทำท่าฟาดฟันดาบกับคู่ซ้อม “องค์หญิงไม่งดงาม แล้วเ้าไปเกี่ยวอะไรด้วย” ฮุ่ยชิวกล่าวแล้วฝึกซ้อมกันต่อไป หลังจากยืนดูพลทหารฝึกซ้อมเช่นนั้น1 ชั่วยาม องค์รัชทายาทจึงให้พลทหารหยุดพักครึ่งชั่วยาม
ที่โต๊ะห้องโถงเรือนบัญชาการองค์รัชทายาทนั่งที่พระแท่น ส่วนน้องสาวเข้าไปนั่งใกล้ๆพระแท่นกว้างขวางพอนั่งได้สองคนจริงๆ เสวี่ยซิง และ จางเหยา นั่งที่โต๊ะด้านล่าง “เ้าเห็นว่าพลทหารเหล่านี้เป็อย่างไรบ้าง” องค์รัชทายาทถามน้องสาว “ดีเพคะ” น้องสาวยังคงยิ้มแย้มเช่นเดิม
“มีอะไรเพิ่มเติมไหม?” พี่ชายขมวดคิ้วมองหน้าน้องสาวที่กลับมานั่งที่โต๊ะผู้บัญชาการกับตน
“มีเพคะ หม่อมฉันเห็นพลทหารทั้งหมดสนใจการฝึกซ้อมดีเพคะแต่ดูเหมือนส่วนใหญ่ใช้อาวุธไม่ค่อยถนัดมือ”
เสวี่ยซิงตอบ“ทูลองค์หญิงนั่นเป็เพราะอาวุธที่ใช้ฝึกแต่ละประเภทมีจำนวนไม่ถึง 800 ตามจำนวนพลทหารบางครั้งจึงต้องใช้อาวุธที่ว่างอยู่ฝึกแทนไปก่อน”
“เช่นนั้น ทำไมเราไม่แบ่งพลทหารเป็ 4 ส่วนแล้วให้ฝึกอาวุธแต่ละประเภทให้ชำนาญเล่า”
“เดี๋ยวนะ!! ทำไมแบ่งเป็สี่ส่วนเรามีสามคน” พี่ชายหันมาถามน้องสาว
“หม่อมฉันงัยเพคะ อีก 1 ส่วน” องค์หญิงอี้อันยิ้มกว้างให้พี่ชายแล้วกล่าวเสียงดังอย่างภาคภูมิใจ
“ไม่ได้!” สามหนุ่มประสานเสียงพร้อมกันอย่างทันควัน นางตะลึงมองหน้าทั้ง 3 คนพอรู้สึกตัวจึงหันไปถามพี่ชายอย่างประหลาดใจว่า “ทำไมจึงไม่ได้ เพคะ”
“งั้นเ้าบอกมาซิว่า เ้าจะเอาอะไรไปฝึกพวกเขา ประการสำคัญ เ้าเป็สตรีเข้ามาในค่ายทหารไม่ได้ แต่เสด็จพ่ออนุญาตให้เ้าเข้ามาเดินเล่นในค่ายถือว่าฝ่าฝืนกฎระเบียบมากแล้วนะ”พี่ชายยืนกราน
“เสด็จพ่อ ทรงให้หม่อมฉันมาค่ายซานตงได้ทุกวันนะเพคะ” พี่ชายนิ่งคิด เพราะหินสีชมพูชิ้นนั้นแท้ๆที่ติดสินบนไว้
“หม่อมฉันเรียนวิชาตัวเบากับการซัดอาวุธลับกับแม่นมเฉินชำนาญเท่ากับแม่นมแล้ว” ไม่คาดคิดอี้อันกล่าวแล้วพลันนางซัดลูกเหอเถาในมือไปที่กระถางไม้ประดับหน้าห้องโถงทันทีโดยที่ใบหน้ายังมองอยู่ที่พี่ชาย กระถางใบนั้นแตกกระจายก่อนที่จะตกลงถึงพื้น สามสหายนิ่งอี้งไปชั่วครู่ จางเหยาจึงเอ่ยขึ้น
“หม่อมฉันมั่นใจแน่นอนแล้ว ธนูและไม้ตีกลองที่ซัดไปพวกขันทีปลอมพวกนั้น มาจากองค์หญิงจริงๆ” นางไม่ตอบแต่ยิ้มกว้างให้
“ซุนวูกล่าวว่า การจัดทัพ พลทหารทุกหน่วยต้องสามารถรบได้แม้แต่ทหารทำครัว .. อาวุธก็เช่นกันพวกเขาต้องใช้อาวุธทุกชิ้นในค่ายได้ถนัดมือและต้องเชี่ยวชาญอย่างน้อย1 ชิ้นจึงจะสู้ศัตรูได้แต่การใช้อาวุธลับจะช่วยให้เขาหนีรอดภัยจากศัตรูได้” นางทำให้สามสหายต้องนิ่งฟัง
“นักฆ่าพวกนั้นหากว่าเป็ชาวเผ่าทุ่งหญ้า พวกมันชำนาญการรบและนิสัยดุร้าย โเี้เช่นนั้นองค์หญิงคิดจะฝึกพลทหาร 800 นายนี้อย่างไร” เสวี่ยซิงถาม
“พลทหารของเราต้องโเี้กว่าพวกมันหรือไม่เช่นนั้นต้องมีไหวพริบพลิกแพลงการใช้อาวุธให้มากกว่าพวกมัน”
พี่ชายจึงเอ่ยถาม “เช่นนั้นเ้าคิดจะทำอย่างไรบ้าง”
“แบ่งพลทหารออกเป็ 4 ส่วนเท่ากัน แต่ละส่วนเรียกว่ากอง มีผู้สอนการใช้อาวุธ 1 ประเภท ฝึกทุกวัน วันละ 5 ชั่วยาม(10ชั่วโมง) ใช้เวลาฝึก 1 เดือน เมื่อครบกำหนดจึงเวียนไปฝึกกองถัดไป เมื่อฝึกครบ 4 เดือนไม่เพียงพวกเขาสามารถใช้อาวุธได้ครบและจะชำนาญในอาวุธที่เขาถนัดมือด้วย”
แล้วอี้อันหันไปกล่าวว่าพี่ชาย“หม่อมฉันทราบว่าเสด็จพี่ชำนาญการยิงธนู ทรงชนะเป็ที่หนึ่งทุกครั้ง เสด็จพี่สอนยิงธนู สำหรับท่านทั้งสองชำนาญอาวุธใดบ้างหรือ?”
จางเหยาตอบ“เสวี่ยซิงชำนาญกระบี่และดาบ ส่วนกระหม่อมชำนาญอาวุธทวน”
“สำหรับเรา จะสอนการซัดอาวุธลับ และฝึกลมปราณ” นางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง
เสวี่ยซิงมององค์หญิงอี้อันอย่างไตร่ตรอง “องค์รัชทายาทกระหม่อมเห็นว่า ความคิดนี้น่าสนใจพ่ะย่ะค่ะ เมื่อผู้ฝึกมีจำนวนน้อยลงเราสามารถดูแลได้ทั่วถึง เห็นจุดอ่อนของผู้ฝึกได้มากขึ้นเราจึงจะปรับแก้ไขปัญหาการฝึกได้ตรงจุด” ..... นี่ เขาเห็นด้วยกับข้า... ดีใจจริง....
“เสด็จพี่.... “ อี้อันร้องเรียกพี่ชายน้ำเสียงออดอ้อน
“ว่าอย่างไร?” พี่ชายตอบสียงราบเรียบ
“ค่ายนี้ประตูอยู่ทิศตะวันออก ด้านหลังเป็ทิศตะวันตกมีป่าไผ่กว้างใหญ่ หม่อมฉันขอเลือกอยู่ด้านทิศตะวันตกนะเพคะ”
องค์รัชทายาทขมวดคิ้วจ้องตาน้องสาวอย่างจริงจัง “มีเหตุผลไหม” หากคิดเื่ทิศทางแล้วทิศตะวันตกถือไม่เป็มงคลนักแต่อี้อันกลับเลือกทิศนี้
“หม่อมฉันจะฝึกลมปราณ ต้องอาศัยลมจากธรรมชาติมาใช้ฝึกเพคะ” พี่ชายหรี่ตา แล้วพยักหน้ารับทราบ
“ได้ เช่นนั้นพี่อยู่ใกล้เ้าเองจะติดตามดู ไม่ให้เ้าพาทหารของพี่หนีไปเที่ยวเล่น” สองสหายส่ายหน้ากลั้นหัวเราะกับสองคนพี่น้อง จางเหยาถามองค์รัชทายาท “ทูลองค์รัชทายาทสรุปพระองค์จะแบ่งกองฝึกจริงๆ หรือ?”
“ใช่ ... อี้อัน เ้าจะแบ่งกองอย่างไร” องค์รัชทายาทตอบ
“ให้เสด็จพี่กับท่านทั้งสองจัดการ”
“ได้” องค์รัชทายาทตรัสสั้นๆ แล้วพลทหารทั้ง 800 นาย แถวเรียงแถวหน้ากระดาน 20 นายและแถวตอนลึกอย่างเป็ระเบียบ 40 แถว เสวี่ยซิง ให้พลทหารนับ4 แล้วผู้นับหนึ่งทั้งหมดก้าวออกไปด้านขวามือของเขา 2ก้าวและยืนเรียงแถวใหม่ ผู้ที่นับสี่ทั้งหมดก้าวออกไปด้านซ้ายมือของเขา 2 ก้าวยืนเรียงแถวใหม่ส่วนผู้นับสองทั้งหมดยืนตรงกับเขายืนเรียงแถวใหม่ผู้ที่นับสามทั้งหมดยืนตรงกับจางเหยายืนเรียงแถวใหม่
ที่สุดพลทหารทั้ง800 ถูกแบ่งออกเป็ 4 กอง กองละ 200นาย จากนั้นทั้ง 4 เข้าไปยืนประจำกองที่รับผิดชอบฝึกบัดนี้แต่ละกองมีครูผู้ฝึกประจำกองยืนให้เห็นชัดเจนแล้ว กองที่มีองค์รัชทายาทเสวี่ยซิงและจางเหยา เป็ผู้ฝึก ต่างยืนตัวตรงได้แต่กรอกสายตากับเพื่อนๆในกองกระซิบว่า “ตายแน่ ตายแน่” จะนับใหม่ก็สายไปแล้ว
กองที่มีองค์หญิงอี้อันเป็ผู้ฝึกต่างพากันลูบอกกระซิบต่อกันอย่างตื่นเต้นดีใจ “กองข้ามีองค์หญิงเป็ครูฝึกนางเป็สตรี นางไม่เข้มงวดแน่นอน พวกเราสบายกันแล้ว ....” พวกเขาแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า
เสวี่ยซิงอธิบายรูปแบบการฝึกให้กับพลทหารทั้ง 4 กองทราบ พร้อมกับแจ้งตารางการฝึก “พลทหารทุกคนต้องฝึกทุกวันวันละ 5 ชั่วยาม โดยฝึกซ้อมอาวุธประจำกองของตน เป็เวลา 1เดือน แล้วหมุนเวียนไปฝึกอาวุธประจำกองอื่นถัดไปจนครบทั้ง 4 กอง สำหรับกองขององค์รัชทายาทประจำทิศเหนือ ฝึกการยิงธนู
กองขององค์หญิงอี้อัน ประจำทิศตะวันตก ฝึกลมปราณ และการใช้อาวุธลับสังหารศัตรู
กองของรองผู้บัญชาการเสวี่ยซิง ประจำทิศตะวันออก ฝึกดาบและกระบี่ โดยเบื้องต้นให้ฝึกวิชาดาบก่อน
กองของรองผู้บัญชาการจางเหยา ประจำกองทิศใต้ ที่ชำนาญวิชาทวน ฝึกทวนยาวและทวนวงพระจันทร์อาวุธประจันหน้าข้าศึกในสนามรบ ได้ยินแล้วเตรียมตัว ติดตามครูฝึกประจำกอง”
ฝ่ายองค์หญิงอี้อันที่ยืนข้างพี่ชายตาลุกวาว ถูมือไปมาหันไปพูดกับพี่ชายอย่างตื่นเต้นสุดๆว่า “วันนี้ข้ามีลูกศิษย์เป็ของตัวเองแล้วข้าเป็เ้าสำนักแล้วววว…” พูดจบอี้อันทำท่าจะเดินตัวปลิวออกไปแต่ถูกพี่ชายดึงคอเสื้อรั้งเอาไว้เสียก่อน ก้มหน้าลงไปชิดใบหน้าน้องสาว
“เดี๋ยวก่อน.... เ้า ....จะไม่ ทำ ให้ ทหาร ของ พี่ เสีย ระเบียบ ใช่ ไหม?” พี่ชายเน้นคำพูดทีละคำ ช้า ช้า
“ไม่เลย ไม่เลย เสด็จพี่ หม่อมฉันไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน”ว่าแล้วนางค่อยๆแกะคอเสื้อออกจากมือพี่ชายแล้ววิ่งตัวปลิวออกไปด้านหลัง ส่วนพลทหารทั้ง 200 นายวิ่งแตกแถวตามนางไปด้านหลังอาคารเรียนบัญชาการหามีระเบียบไม่!!!
จางเหยากอดอกมองดูเหล่าทหารวิ่งตามองค์หญิงไป “เฮ้อ ...องค์รัชทายาท ทหารทั้งกองดีใจที่ได้ครูฝีกเป็เด็ก ส่วนครูฝึกดีใจที่ได้พลทหาร 200คนเป็เพื่อนวิ่งเล่น ค่ายเราได้ครึกครื้นกันแล้วล่ะ”
จางเหยาหันไปยุแยงสหาย “องค์รัชทายาทเรายุบกองของนางกลับมาดีมั๊ย?” เสวี่ยซิงยืนหัวเราะ ส่วนพี่ชายของนางได้แต่ถอนหายใจส่ายหัว แล้วเดินไปนำกองของพระองค์ไปอยู่ทางทิศเหนือ
วันแรกที่จัดระเบียบกองใหม่พลทหารส่วนใหญ่ไม่ค่อยถนัดในอาวุธที่ฝึกซ้อมนักแต่ทุกคนต้องฝึกตามคำสั่ง ว่าแต่กองทิศตะวันตกขององค์หญิงอี้อันเล่า ยามนี้เป็เช่นไร!! .....
องค์หญิงอี้อันยืนบนพื้นเวทีประลองส่วนพลทหาร 200 นายนั่งที่พื้นสนามอยู่ด้านหน้ากำลังฟังถึงวิชาที่จะต้องฝึก
“ข้าชื่อ อี้อัน เป็ครูฝึกของพวกเ้า สิ่งที่พวกเ้าจะต้องเรียนรู้กับข้าคือวิชาลมปราณและวิชาซัดอาวุธลับ เอาไว้ลอบโจมตีและเอาไว้ใช้ปะทะศัตรูซึ่งหน้า”
“เ้าเห็นสิ่งนี้หรือไม่?” นางชูไม้ตะเกียบเหลาปลายแหลม
“ตะเกียบ ขอรับองค์หญิง” คนที่ตอบคือ เฟยฉี
“เ้าเก่งมาก ข้าเอามาจากห้องเสวยของฮองเฮาเสด็จแม่ของข้าเอง เอามาเหลาให้แหลมเพราะข้าจะทำให้มันเป็อาวุธ” ว่าแล้วนางเงยหน้ามองฟ้านิ่งอยู่ชั่วครู่ พลันนางซัดตะเกียบห้องเสวยจากวังออกไป พริบตามีนกตัวหนึ่งตกลงมาท่ามกลางพลทหาร 200นาย สร้างความแตกตื่นฮือฮาให้กับเหล่าพลทหารอย่างยิ่ง ลุกขึ้นมามะรุมมะตุ้มดูนกโชคร้ายตัวนั้นพบว่าตะเกียบไม้เสียบทะลุอกเข้าหัวใจทะลุออกหลัง ทหารทั้งกองร้องว้าววว.. “พวกเราจะได้ฝึกจริงๆ หรือองค์หญิง” มีเสียงร้องถามกันเซ็งแซ่อย่างตื่นเต้น
“ได้สิ แต่ถ้าฝึกลมหายใจให้เกิดเป็ลมปราณไม่ได้ เ้าก็ไม่มีสิทธ์ได้ฝึกต่อ” มีเสียงฮือฮาดังขึ้นอีก ฮุ่ยชิวยกมือถาม “แล้วเราจะฝึกลมปราณได้อย่างไรขอรับ”
“เริ่มจากที่เ้าต้องรู้จักลมหายใจของตนเองให้ได้เสียก่อนเอาล่ะพร้อมจะฝึกกันหรือยัง”
“พร้อมแล้วขอรับ” พลทหาร 200 นายประสานเสียงพร้อมกันอย่างตื่นเต้น “พวกเ้านั่งแบบข้าจากนั้นตามข้ามา ........”
อี้อันนั่งลงที่พื้นเวทีประลองยกสูง “ก่อนอื่นพวกเ้าต้องรู้จัก “ลมหายใจ”ของตัวเองเสียก่อนว่า “ลม” เป็สิ่งสำคัญที่อยู่กับเราั้แ่เกิดจนถึงตาย และ “ลม” เป็ตัวกลางนำพลังจากภายนอกเข้ามาผสานกับพลังภายในร่างกายของเรา” แล้วภาพเสด็จลุงฮ่องเต้ต้วนกว่างจง แห่งต้าหลี่ ปรากฏขึ้นในความทรงจำกำลังอธิบายให้องค์หญิงอี้อันใน วัย 5 ขวบที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าพระองค์ อี้อันในเวลานั้นแม้จะฟังเข้าใจทุกคำพูดแต่ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆออกมาได้ นางนำการสั่งสอนของเสด็จลุงออกมาถ่ายทอดให้ทหารทั้ง200 นายที่นั่งอยู่ตรงหน้านาง
เสียงของเสด็จลุงผสานกับเสียงของนางสอนว่า “ลมหายใจ คือสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในตัวเราเพราะว่า “ลม” เป็ผู้กำหนดอายุขัยของเรา คนที่หายใจถี่มักอายุสั้นกว่าคนหายใจเข้าช้าที่สุดและหายใจได้ลึกเต็มปอด…”
“....ถ้าเราฝึกหายใจให้ลึกและยาวขึ้นจะช่วยรักษาโรคที่เกิดภายในร่างกายของเราได้หากเ้ามีโรคที่ไม่อาจโรครักษาให้หายได้จงบังคับลมหายใจเข้าให้ลึกให้เต็มปอดและหายใจออกจนสุดท้อง”
“ลมหายใจ ยังเป็ตัวกำหนดชีวิตของเ้า เพราะยามใดที่ชีวิตเ้ามีสุขเกินคาดหรือมีภัยยากเกินต้าน ยามนั้นเ้ามักขาดสติลมหายใจจะช่วยเรียกสติของเ้าให้กลับมาตั้งรับโชคชะตาที่อยู่ตรงหน้าเ้า”
“เมื่อเ้ารู้จักลมหายใจของตัวเราเองแล้วมาดูกันว่าจะกลายเป็ลมปราณได้อย่างไร…. เริ่มจากที่เราหายใจเอา“ลมธรรมชาติ” รอบตัวเราผ่านทางจมูกเข้ามาช้าๆผสานกับพลังในกายของเรา เมื่อลมกับพลังในกายหลอมรวมกันได้มันคือ “ลมปราณ” ”
“เมื่อเอาลมหายใจที่เข้ามาหลอมรวมกับพลังในร่างกายจนเป็ ลมปราณแล้วใช้จิตที่แข็งแกร่งของเ้าส่งพลังไปกับลม ลมเคลื่อนผ่านไปที่ใดพลังก็เคลื่อนไปที่นั่น”
“เอาหละเริ่มทำตามข้า จงหายใจเข้าให้ช้าที่สุดรู้ถึงลมที่ผ่านจมูกเ้าให้ช้าที่สุดนำพลังจากลมนั้นผสานกับพลังในร่างกายของเ้าจนเป็ “ลมปราณ” ยามนี้ให้เ้าใช้จิตอันแน่วแน่ของเ้าขับเคลื่อนลมปราณเคลื่อนที่ไปที่แขนทั้งสองข้างจงรู้ถึงพลังของลมที่เคลื่อนไปทุกครั้ง ยกมือทั้งสองขึ้นนำจิตของเ้าขับเคลื่อนพลังลมปราณมาไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง ให้นำมือซ้ายวางไว้ที่จุดกวานหยวน(จุดตันเถียน)ที่อยู่ตรงเหนือสะดือเ้า ส่งพลังผ่านฝ่ามือไปสู่จุดกวานหยวนจากนั้นอีกมือวางทับลงไป ส่งพลังผ่านฝ่ามือขวาลงไปถึงจุดกวานหยวนอีกครั้ง แล้วค่อยๆหายใจออกให้ช้าที่สุด”
“ต่อไป มือทั้งสองข้างยังอยู่ที่จุดกวานหยวนให้เ้าหลับตาแล้วเริ่มต้นหายใจเข้าให้ช้าที่สุดนำลมหายใจของเ้าผสานรวมกับพลังในกายเ้าแล้วจึงค่อยๆ หายใจออกจนลมหมดออกจากท้องแล้วเริ่มต้นทำต่อไปเรื่อยๆ อย่าหยุดเพราะการฝึกลมหายใจให้ผสานกับจิตได้อย่างแแ่ ต้องใช้เวลาและฝึกอย่างต่อเนื่องดังนั้นทุกคืนก่อนปิดตานอนหลับ ให้เ้านอนหงายเหยียดตรงวางมือสองไว้ที่จุดกวานหยวนฝึกลมหายใจเข้าออกให้ผสานกับจิตแล้วนำพลังลมปราณนี้เคลื่อนไปตามเส้นชีพจรเพื่อให้เ้าผ่อนคลายจนกว่าจะหลับ”
“จงจำไว้ว่า การต่อสู้ไม่เพียงทุ่มเทพลังทั้งหมดโถมเข้าหาคู่ต่อสู้แต่ต้องมีสติขณะต่อสู้ เมื่อใดที่คู่ต่อสู้มีฝีมือได้เปรียบกว่าเราการจะเอาชนะศัตรูได้ขึ้นอยู่ว่าเราสามารถควบคุมลมหายใจเข้าออกได้ดีหรือไม่แล้วลมหายใจจะไปควบคุมสติของเราให้นิ่ง หากเรานิ่งมากกว่าคู่ต่อสู้เราก็มีโอกาสชนะ”
องค์รัชทายาทที่ยืนพิงเสาฟังอยู่ ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ทำได้ไม่เลวนี่” แล้วเดินกลับที่กองฝึกของตน
หลังจากฝึกทหารในค่าย องค์รัชทายาทนำองค์หญิงขึ้นรถม้าโดยมีเสวี่ยซิง และจางเหยาขี่ม้า เดินทางไปกับรถม้ารถม้ามาส่งองค์หญิงอี้อันที่พระตำหนักฮุ่ยหลิง มีแม่นมเฉินมารับที่รถ เสวี่ยซิงแอบมองไปด้านในพระตำหนักเหมือนจะมองหาใครสักหนึ่งอยู่ แต่ไม่มีคนผู้นั้นยืนอยู่องค์หญิงเมื่อลงจากรถม้า ทำความเคารพพี่ชาย นางยังยืนส่งขบวนนั้นแท้จริงแล้วนางรอส่ง เสวี่ยซิง ต่างหาก ใบหน้าคงยิ้มแย้มเมื่อขบวนรถม้าพี่ชายลับสายตาแล้วอี้อันหันมาคล้องแขนแม่นมเฉินเดินเข้าประตูพระตำหนักฮุ่ยหลิงไป
เย็นนั้นภายในค่ายซานตงต้าหล่าง อายุ 27 ปีเขามาจากครอบครัวชาวนายากจนสมัครมาเป็พลทหารเพื่อหาเงินส่งให้มารดา ภรรยาและลูก2 คน เพื่อจะหาเงินเพิ่มขึ้นเขาจึงรับจ้างซักผ้าให้เพื่อนๆในค่าย ต้าหล่างเป็คนร่างสูงใหญ่แต่จิตใจใสซื่อยามนี้ภายในค่ายพลทหารทุกนายกำลังทำกิจวัตรตามปกติ เขาเดินถือถังน้ำเตรียมไปอาบน้ำพลางทบทวนสิ่งที่องค์หญิงสอนในวันนี้เพลินจนเพื่อนของเขาถือถังซักผ้าเดินสวนมาร้องทัก “วันนี้เ้าเรียนกับองค์หญิงได้วิชาอะไรมาบ้าง”
“วันนี้ข้าเรียนวิชาลมปราณ” เพื่อนคนนั้นทำหน้าประหลาดใจ วิชาอะไร เขาไม่เคยได้ยินแต่เขาไม่สนใจถามต่อแต่เล่าเื่การฝึกของตนเอง “วันนี้ข้าเรียนวิชาดาบกับท่านรองผู้บัญชาการเสวี่ยข้าเริ่มจับดาบได้ถนัดมือแล้ว ข้านะเข้าค่ายซานตงมา 6 เดือนเพิ่งจะได้เรียนวิชาจริงๆ ก็วันนี้เอง” ว่าแล้วหัวเราะอย่างสบายใจเดินจากไป ส่วนต้าหล่าง แสดงความยินดีกับเพื่อนแล้วเดินทบทวนวิชาลมปราณต่อไปเขาหวังว่าหากวันหนึ่งปลดประจำการแล้วอย่างน้อยใช้วิชาซัดอาวุธเข้าป่าล่าสัตว์มาเป็อาหารก็ยังได้
เฟยฉีเด็กหนุ่มอายุ 16 ปี มาจากครอบครัวบัณฑิตฐานะปานกลางบิดารับราชการเป็เสมียนในอำเภอยานหลิ่งทำให้เขารู้หนังสือและสนใจเื่ราวของผู้คน เฟยฉีตั้งใจว่าหลังปลดประจำการแล้วเขาจะกลับไปสอบระดับอำเภอและระดับมณฑลต่อไปเขาเป็เด็กหนุ่มรูปร่างสูงแต่ผอมบาง ขณะเดินทบทวนการเดินลมปราณจึงไม่ทันระวังถูกเพื่อนในค่ายที่รูปร่างใหญ่กว่าชนจนหงายหลัง “ขอโทษด้วยน้องชายพอดีข้าสะดุดหินเซไปชนเ้า ขออภัย ขออภัย” เพื่อนที่ชนกล่าวเขาขอโทษขอโพยเขา
“เ้านะ ข้ากำลังทบทวนวิชาวันนี้อยู่ดูซิ ลมปราณข้าตกพื้น ไม่รู้กลิ้งไปไหนแล้ว” เขาทำท่ากวาดมือค้นหาไปพื้น
“ฮ๊ะ อะไรตกพื้นนะ?” เพื่อนคนนั้นถาม “เฮ่ยย ช่างเถอะ ช่างเถอะ”เฟยฉีเอ่ยอย่างรำคาญที่เพื่อนร่วมค่ายไม่รู้เื่ที่เขาเล่นอยู่ แล้วก้มลงทำท่าควานหาสิ่งของบนพื้นต่อไป เพื่อนทหารในค่ายมองอาการประหลาดของเฟยฉีส่ายหัวแล้วเดินจากไป
ค่ำนั้นองค์รัชทายาทมาทูลรายงานต่อฝ่าาเื่การจัดระเบียบการฝึกพลทหารในค่ายซานตงเื่การแบ่งเป็ 4 กองฝึกทำการอาวุธแต่ละประเภท มีกำหนด 1 เดือน จึงหมุนเวียนไปฝึกอาวุธอื่นต่อไป ฝ่าารับฟังแล้วพยักหน้ารับทราบ “เป็อย่างไรผู้ช่วยที่พ่อหาให้เ้า ใช้ได้ใช่ไหม ไม่ต้องให้นางไปกวาดลานฝึกแล้วใช่ไหมแล้วพ่อจะจัดรถม้าไปรับส่งนางเอง ส่วนเ้ามีเื่ที่ต้องทำมากมายเ้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลา” “ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”
“พรุ่งนี้พ่อจะแจ้งให้ที่ประชุมขุนนางรู้ จะได้ไม่เป็ที่ครหากันไป”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ พ่ะย่ะค่ะ”
ที่ประชุมว่าราชการนครเปี้ยนจิง
ณห้องโถงท้องพระโรง ฝ่าานั่งว่าราชการกับเหล่าเสนาบดีเ้ากรม รองเ้ากรมต่างๆเบื้องหน้ามีองค์รัชทายาท องค์ชายเหยียนจั๋วองค์ชายรองเหยียนชี่ องค์ชายสี่เหยียนเฟิงภายหลังปรึกษาข้อราชการแล้ว ทรงตรัสกับที่ประชุมขุนนางว่า “เราขอแจ้งให้ทราบว่าเราอนุญาตให้องค์หญิงอี้อันไปช่วยงานองค์รัชทายาทในค่ายซานตง”
ทรงตรัสสั้นๆแต่เหล่าบรรดาขุนนางเริ่มหันซ้าย หันขวา พากันวิพากษ์ วิจารณ์เื่ความไม่เหมาะสม เพราะสตรีไม่สมควรเข้าไปในค่ายทหารจะทำให้เป็ที่ครหาได้ โดยเฉพาะเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในด้วยแล้วยิ่งไม่เหมาะสมเสนาบดีซูเหยียนถง ผู้ช่วยเ้ากรมกลาโหมกราบทูล “ทูลฝ่าาขอทรงพิจารณาด้วย องค์หญิงอี้อัน ทรงเป็เชื้อพระวงศ์ฝ่ายในดูไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปในค่ายพลทหารที่มีแต่บุรุษพ่ะย่ะค่ะ”
ฝาบาทไม่ตรัสอะไรเสนาบดีเหยียนปู้ ผู้ช่วยเ้ากรมโยธากราบทูลว่า “ขอฝ่าาทรงพิจารณาด้วยไม่เคยมีปรากฏว่าเชื้อพระวงศ์ฝ่ายในจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือการทหารนะพ่ะย่ะค่ะ ..อีกทั้งมีข่าวลือว่าองค์หญิงทรงเป็โรคโง่ยิ่ง .....”
“...ปัง! .....” เสียงตบโต๊ะดังสนั่นท้องพระโรง เหล่าขุนนางสะดุ้งใ โดยเฉพาะคนที่กำลังเสนอตัวออกความเห็น ตัวสั่นหน้าซีดเผือด ทุกคนต่างทรุดตัวคุกเข่า ประสานมือก้มหน้าด้วยเกรงภัยจะมาถึงตัว
“บังอาจ.... ฟังนะ ทั่วนครเปี้ยนจิงอย่าให้เราได้ยินใครพูดคำว่าโรคโง่อีก ไม่เช่นนั้นเราจะตบปากคนผู้นั้น จดจำไว้ และที่เราพูดเื่นี้ เพราะเรา้าบอกให้ขุนนางรับรู้ ไม่ได้ขอความเห็นจากเ้า ได้ยินแล้วใช่ไหม ส่วนท่านเสนาบดีเหยียนปู้ ตบปากตนเองเดี๋ยวนี้”
“กระหม่อมสมควรตาย ขอฝ่าาโปรดพระเมตตา” เสนาบดีเหยียนปู้ ก้มคำนับศีรษะโขกพื้นสลับกับตบปากตนเองซ้ำๆ เหล่าขุนนางรีบคุกเข่าลงร้องขอพระเมตตาอย่างลนลานเพราะไม่บ่อยที่จะเห็นฝ่าาทรงกริ้วได้ขนาดนี้ “เลิกประชุม” ตรัสแล้วทรงลุกขึ้นสะบัดชายเสื้อพระองค์เสด็จกลับอย่างอารมณ์ไม่ดีซื่อกงขันทีคนสนิทละล่ำละลักประกาศ “ฝ่าาเสด็จกลับ”
องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว เดินออกจากท้องพระโรงมาพร้อมกับเสนาบดีหวังไฉเ้ากรมกลาโหม ผู้เป็ท่านตา สองตาหลานคุยกัน “ท่านตาท่านเป็ถึงเ้ากรมกลาโหม เื่เกี่ยวกับการทหารแท้ๆ ท่านกลับรู้ช้าพอๆกับกรมอื่นๆ ข้าไม่เข้าใจเลยแทนที่เสด็จพ่อจะมอบหมายงานให้ข้า ผู้เป็โอรสแท้ๆ ไปช่วยงานในค่ายซานตง กลับให้อี้อันยัยเด็กโรคโง่นั่นเข้าไปในค่ายข้าเคยทูลขอฝ่าาเข้าไปเยี่ยมชมค่ายซานตงตั้งหลายครั้งเสด็จพ่อยังไม่เคยอนุญาตข้าสักครั้ง”
เสนาบดีหวังไฉหันรีหันขวาง ดุเบาๆให้องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วระวังคำพูด “เ้าอย่าพูดดังไป ฝ่าาตรัสแล้วว่าไม่ทรงอยากได้ยินคำนี้เ้าก็อย่าได้เผลอไปพูดให้ทรงได้ยินเข้าล่ะ”
“ท่านตาจะกลัวอะไร สักวันข้าจะไปเยี่ยมชมค่ายซานตงสักหน่อย อยากรู้นักว่าเ้าเด็กโง่นั่นเข้าไปทำอะไรในค่าย” องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว ยิ้มร้ายที่มุมปาก