บทที่ 9 หาเงินซื้อเนื้อ
คุณยายเถียนให้สวี่ิเยว่นำตะกร้าไปวางไว้ที่ห้องครัว คุณยายหลายคนก็ตามไปด้วย
เมื่อเห็นว่าคนมาครบแล้ว คุณยายเถียนจึงเอ่ยถามว่า “แม่หนู นี่เธอจะขายยังไง”
สวี่ิเยว่แสร้งทำเป็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “นี่มี 80 กว่าจิน ขาย 2 เหมาต่อจินค่ะ”
คุณยายหลายคนต่างก็ซื้อผักเป็ประจำ ยิ่งกว่านั้นยังรู้ราคาผักเป็อย่างดี ทุกคนมองไปที่คุณยายเถียนโดยไม่พูดอะไร
คุณยายเถียนพยักหน้า “พวกเราจะเก็บไว้ทั้งหมด เธอจะได้ประหยัดแรงไม่ต้องแบกกลับไปแบกกลับมา”
หลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว เห็ดหูหนูและเห็ดอื่น ๆ ในตะกร้ารวมทั้งหมด 82 จิน
สวี่ิเยว่คิดเงินแค่ 80 จิน ทำเอาคุณยายหลายคนดีใจจนเนื้อเต้น
หลังจากตกลงราคากันเสร็จแล้ว พวกเขาก็เริ่มพูดคุยกันตามประสา ลูกชายของคุณยายเถียนเป็ผู้อำนวยการโรงงานเหล็ก จึงไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตเช่นนี้ได้
ตอนที่คุณยายหลายคนจ่ายเงินให้กับสวี่ิเยว่ เธอเห็นว่าในกระเป๋าของคุณยายแต่ละคนมีตั๋วจำนวนไม่น้อย
สวี่ิเยว่ใช้ชีวิตชาติที่แล้วที่เมืองปิน มณฑลหลงเจียง ไม่เคยได้ยินชื่ออำเภอคังจินแห่งนี้มาก่อนเลย ดังนั้นนี่จึงเป็ยุค 70 ในห้วงเวลาคู่ขนาน เพียงแต่หลาย ๆ สถานที่และยุค 70 ในห้วงเวลานี้ก็เหมือนกันกับที่เธอจากมา ซื้ออะไรก็ต้องใช้ตั๋ว แม้แต่การออกไปข้างนอกก็ต้องใช้จดหมายแนะนำตัว
ขณะที่คุณยายหลายคนกำลังยื่นเงินให้สวี่ิเยว่ เธอก็เอ่ยลองเชิงขึ้นว่า "คุณยายคะ ที่ชนบทของพวกเรายังขาดแคลนข้าวของหลายอย่าง คุณยายสามารถใช้ตั๋วแลกเป็เงินได้นะคะ"
ตอนนี้ในมือสวี่ิเยว่มีเงิน 12 หยวนจากการขายเห็ดกับเห็ดหูหนูเมื่อครู่ เธอจึงยิ่งอยากได้ตั๋วมากขึ้น
โรงงานเหล็กมีผลกำไรดี สวัสดิการดี หลายครอบครัวก็เป็ครอบครัวที่มีรายได้สองทาง ตั๋วในมือจึงมีไม่ขาดมือ
เมื่อได้ยินว่าไม่ต้องใช้เงิน แถมยังใช้ตั๋วแทนเงินได้ เหล่าคุณยายก็ยิ่งรู้สึกหวั่นไหว
สวี่ิเยว่สะพายตะกร้าบนหลังกำลังจะจากไป คุณยายเถียนก็เรียกไว้
“แม่หนู ถ้าเธอมีของดี ๆ อีกก็มาหาฉันที่นี่ได้นะ จำบ้านได้แล้วใช่ไหม”
“คุณยาย ฉันทราบค่ะว่าพวกคุณลำบาก ชีวิตในชนบทก็อย่างนี้แหละ ของในเมืองส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ตั๋ว แถมที่บ้านฉันยังมีเด็ก ๆ เยอะ กินเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ”
สวี่ิเยว่เข้าใจความหมายของคุณยายเถียนเป็อย่างดี “คุณยายคะ ไว้ฉันกลับหมู่บ้านแล้วจะลองหาดูนะคะ ถ้าได้ของดี ๆ ครั้งหน้าเข้าเมือง ฉันจะเอามาให้คุณยายค่ะ”
หลังจากพูดคุยกับคุณยายเถียนเสร็จแล้ว สวี่ิเยว่ก็สะพายตะกร้าออกจากเขตที่พักของโรงงานเหล็กอย่างรวดเร็ว
พอเธอก้าวเท้าพ้นประตูโรงงานเหล็กออกมาก็เห็นสวี่เซี่ยงหยางนั่งรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
สวี่ิเยว่รีบวิ่งไปหาสวี่เซี่ยงหยาง แล้วหมุนตัวหนึ่งรอบเพื่อโชว์ตะกร้าเปล่าให้สวี่เซี่ยงหยางดู
สวี่เซี่ยงหยางพยายามกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ "ิเยว่ เธอเก่งมาก"
"พี่ เราไปโรงพยาบาลถามเื่การรักษาของปู่กันก่อนดีกว่า กลับมาค่อยซื้อของ"
"อ้อ แล้วฉันก็แลกตั๋วกับคุณยายที่ซื้อเห็ดมาได้หลายใบด้วย"
ด้วยความดีใจ พี่น้องสองคนจึงไปที่โรงพยาบาลประจำเขต เพื่อปรึกษาหมอเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรคของสวี่ฟู่กุ้ย
หมอเป็ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ สวมแว่นตา แซ่เสิ่น
สวี่ิเยว่อธิบายอาการของสวี่ฟู่กุ้ยให้หมอฟัง
เสิ่นอีเซิงมองไปที่พี่น้องสองคนแล้วกล่าวว่า "โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ เพียงแต่โรงพยาบาลประจำเขตของพวกเราไม่มียาขาย คุณต้องไปซื้อที่เมืองปิน"
"ยาตัวนี้ต้องใช้เวลารักษานาน ไม่ควรน้อยกว่าสามเดือน หลังจากนั้นให้ใช้ยาลดการอักเสบร่วมกับการบำรุงร่างกายควบคู่กันไปก็สามารถรักษาให้หายได้ครับ"
“เพียงแต่โรคนี้ใช้เวลาในการรักษานาน ค่าใช้จ่ายเลยสูง” เสิ่นอีเซิงพูดมาถึงตรงนี้ สวี่ิเยว่ก็เข้าใจ
“เื่เงิน พวกเราจะหาวิธีแก้ไขเองค่ะ ส่วนยา พวกเราจะรีบไปซื้อที่เมืองปินทันที แล้วจะรบกวนคุณหมอเสิ่นอีเซิงอีกครั้งนะคะ”
เสิ่นอีเซิงจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา เธอช่างงดงาม
ตอนที่สองพี่น้องเดินเข้ามา เสิ่นอีเซิงก็สังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าของทั้งคู่ขาดวิ่น เขาคิดว่าเป็แค่ครอบครัวยากจนที่ไม่สามารถหาเงินมารักษาโรคได้อีกครอบครัวหนึ่ง
เมื่อพูดถึงค่ารักษา เสิ่นอีเซิงจึงพูดอย่างอ้อมค้อม เพราะกลัวว่าสองพี่น้องจะมีความกดดัน
เขาจ่ายยาแก้ไอให้สวี่ิเยว่นำกลับไปให้สวี่ฟู่กุ้ยกิน บอกว่าน่าจะช่วยบรรเทาอาการไอของสวี่ฟู่กุ้ยได้บ้าง
สวี่ิเยว่จ่ายเงินรับยาเสร็จเรียบร้อย ยาห่อเบ้อเริ่มนี้ราคาตั้ง 3 หยวน
เธออดคิดไม่ได้ว่า ทำไมคนจนถึงไม่ควรป่วย
หลังออกจากโรงพยาบาล สวี่ิเยว่ตั้งใจจะไปซื้อเนื้อกลับไปบ้านเพื่อปรับปรุงอาหารการกินสักหน่อย พอดีว่าตอนขายเห็ดเมื่อครู่ได้ตั๋วซื้อเนื้อมาด้วย
สองพี่น้องมาถึงร้านขายเนื้อ เนื่องจากเป็่บ่ายแล้ว บนเขียงจึงแทบไม่เหลือเนื้ออยู่เลย
สวี่ิเยว่ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์นัก เธอจึงเลือกเอาเนื้อที่แทบจะไม่มีมันเลย สวี่เซี่ยงหยางเห็นดังนั้นจึงรีบห้ามไว้
“ิเยว่ เนื้อแบบนี้มันไม่มีมันเลยนะ กลับบ้านไปจะทำน้ำมันหมูยังไง”
คำพูดของสวี่เซี่ยงหยางทำให้สวี่ิเยว่นึกขึ้นได้ว่า คนยุคนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีน้ำมันใช้ การซื้อเนื้อจึงนิยมซื้อแบบที่มีมันเยอะ ๆ ต่างจากคนยุคหลังอย่างเธอ
สวี่ิเยว่เลือกเนื้อชิ้นใหม่ คราวนี้เธอเลือกชิ้นที่มีมันมากกว่าเดิมหน่อย
หลังจากจ่ายเงินและส่งตั๋วเรียบร้อย เธอก็เอาเนื้อใส่ตะกร้าที่สวี่เซี่ยงหยางสะพายไว้ เมื่อหันหลังกลับ เธอก็เหลือบไปเห็นกระดูกใหญ่สองสามท่อนวางอยู่บนพื้นข้าง ๆ เท้าของคนขายเนื้อ
“คุณลุงคะ กระดูกพวกนี้ขายยังไงคะ คุณปู่ฉันร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ฉันอยากซื้อกระดูกไปต้มซุปบำรุงร่างกายให้เขาหน่อยค่ะ”
ลุงคนขายเนื้อหยิบกระดูกที่อยู่บนพื้นโยนใส่ตะกร้าของสวี่เซี่ยงหยางอย่างไม่ใส่ใจ “ยังไงกระดูกพวกนี้ก็ไม่มีใครเอา คุณเอาไปต้มซุปที่บ้านเถอะ”
สวี่ิเยว่รีบกล่าวขอบคุณ
กระดูกสมัยนี้ไม่เหมือนกระดูกสมัยหลัง ๆ เนื้อถูกเลาะออกจนสะอาดหมดจด ขนาดหมาเห็นยังต้องน้ำตาไหล
สวี่ิเยว่สนใจไขกระดูกข้างในเป็พิเศษ กลับถึงบ้านจะให้สวี่อวี้เฉิงทุบกระดูกให้แตกแล้วเอาไปทำซุป จะได้บำรุงร่างกายให้ทุกคนในครอบครัว
สวี่เฉินซิงเด็กหนุ่มวัยสิบสามปี แต่ดูจากส่วนสูงแล้วไม่น่าจะเกินเก้าขวบ คนสกุลสวี่ไม่เตี้ย สวี่ิเยว่ตอนนี้น่าจะสูงประมาณ 166 เิเแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสวี่เซี่ยงหยางที่สูงกว่าสวี่ิเยว่เกินกว่าหนึ่ง่ศีรษะ
สวี่ิเยว่มองร่างกายผอมบางของสวี่เฉินซิง รู้สึกทั้งสงสารและเป็ห่วง กลัวว่าเด็กน้อยคนนี้จะตัวไม่สูง
สวี่ิเยว่ซื้อเนื้อเสร็จ เห็นว่ายังพอมีเวลา จึงตั้งใจจะไปดูตั๋วรถไฟไปเมืองปินที่สถานีรถไฟ
สองพี่น้องกลัวว่าการแบกตะกร้าเข้าเมืองบ่อย ๆ จะทำให้ชาวบ้านสงสัย จึงออกเดินทางั้แ่ฟ้ายังไม่ทันสาง และกลับมาตอนฟ้ามืดแล้ว
ในชีวิตของสวี่ิเยว่ยึดหลักว่า อะไรที่สามารถเลี่ยงการอธิบายได้ก็จะพยายามเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา