ั์ตาสีเทาของเซเลน่าให้ความรู้สึกราวกับว่าอยากกระชากิญญาใครบางคนแถวนี้ นางขมวดคิ้วพร้อมกับเอียงคอเล็กน้อยสื่อถึงความแปลกใจเมื่อสังเกตเห็นดอกกุหลาบสีแดงสดวางอยู่บนกองฟาง
" พวกเราไม่เคยทำอันใดกับท่าน ปล่อยพวกเราไปเถิด "
ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่วัยห้าสิบหกปีพูดด้วยน้ำเสียงขอความเมตตาในขณะที่เขาพาตัวเองมายืนบังผู้เป็น้องสาวเอาไว้
จอมเวทย์มนต์ดำมิได้สนใจกับคำพูดของโซโฟส นางเพียงแค่ใช้แขนข้างหนึ่งปัดไปในอากาศหนึ่งที ร่างกายของชายที่อยู่เบื้องหน้าก็พุ่งกระเด็นไปกระแทกกับผนังของกระท่อมที่ทำจากแผ่นไม้บางๆจนมันพังกระจาย ตัวของเขาทะลุออกไปด้านนอกและหมดสติไป
" โซโฟสสส !! "
หญิงวัยกลางคนร้องเสียงหลงออกมา นางทำท่าจะวิ่งไปดูอาการของพี่ชาย แต่เซเลน่าก็ปล่อยพลังเหนือธรรมชาติที่เป็ลักษณะคล้ายกับเปลวไฟสีดำพุ่งตรงไปยังมารี แต่นางก้มตัวหลบไปได้อย่างฉิวเฉียด แววตาที่อ่อนโยนของหญิงวัยกลางคนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็แข็งกร้าว สายตาเธอจ้องเขม็งไปยังหญิงสาวชุดดำที่อยู่เบื้องหน้า ทันใดนั้นรังสีสีขาวสว่างก็พุ่งเข้าหาเซเลน่าราวกับระลอกคลื่น
แต่เพียงพริบตาเดียว จอมเวทย์ผู้ชั่วร้ายก็หายวับไปแบบไร้ร่องรอย ทำให้แววตาของมารีปรากฏความงุนงงออกมา
" อื้ออ!! "
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมาั์ตาสีฟ้าของมารีก็หยุดค้าง ดวงตาของนางเบิกโต สีหน้าของนางให้ความรู้สึกราวกับถูกดาบเล่มยาวเสียบเข้าที่กลางหัวใจ
" คนที่มีพลังแต่อ่อนแอเช่นเ้า ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อ "
น้ำเสียงแ่เบาที่อำมหิตผิดมนุษย์ของเซเลน่าดังขึ้นที่ข้างใบหูของมารี
-อึ้ก-
จอมเวทย์มนต์ดำที่ยืนอยู่ด้านหลังของมารีได้ควักหัวใจของนางออกมา เซเลน่ากระตุกยิ้มที่มุมปากด้วยแววตาที่โเี้ก่อนจะขยี้หัวใจในมือจนกลายเป็ผุยผงล่วงหล่นลงไปกองกับพื้น
ทันใดนั้นเข่าทั้งสองข้างของมารีก็กระแทกลงที่พื้นอย่างแรง ตามด้วยร่างกายท่อนบนที่ไร้หัวใจฟุ้บลงไปนอนที่พื้น ดวงตาของนางยังคงเปิดค้าง แต่ลมหายใจอุ่นๆไม่ได้ปรากฏออกมาแล้ว
จู่ๆ สายตาที่เปล่งประกายราวกับผู้ที่ได้รับชัยชนะของจอมเวทย์มนต์ดำก็แปรเปลี่ยนเป็ความตะลึงงัน ทันทีที่นางััได้ว่ามีมวลพลังมหาศาลกำลังดูดเรือนร่างของนาง มันเป็พลังที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เซเลน่าเคยพบเจอมา กองฟางและข้าวของภายในกระท่อมปลิวว่อนขึ้นในอากาศราวกับเกิดพายุ หลังคาและผนังบางส่วนของกระท่อมไม้ลอยละลิ่วกระจุยกระจายออกไป เสื้อผ้าและเส้นผมสีดำยาวของเซเลน่าพัดโบกไปมาอย่างรุนแรง
จุดกำเนิดของแรงดึงดูดมหาศาลมาจากตำแหน่งที่ดอกกุหลาบสีแดงสดวางอยู่ก่อนหน้านี้ แขนขาของเซเลน่าไม่สามารถใช้งานได้ราวกับถูกโซ่แห่งมนตราผูกมัดเอาไว้
" นี่มัน.. อะไรกัน !! "
แววตาที่กล้าแกร่งก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็แววตาของหญิงสาวที่กำลังหวาดกลัวโดยที่นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเผชิญกับสิ่งใดอยู่ มวลพลังประหลาดที่ดูเหมือนพายุไซโคลนสีแดงกำลังดูดกลืนร่างของจอมเวทย์แห่งเมืองซาตูย่าเข้าไปโดยที่นางมิอาจขัดขืนหรือต่อต้านได้
เสียงกรีดร้องด้วยความสิ้นหวังเฮือกสุดท้ายของเซเลน่าดังสนั่นหวั่นไหวอย่างน่ากลัวไปทั่วทุกสารทิศ
-วูบ-
เหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง ในกระท่อมปรากฏเพียงร่างไร้ิญญาของมารีกับดอกกุหลาบสีแดงสด…
เมื่อทุกอย่างสงบลง เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็เดินเข้ามาในกระท่อม เขามาพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักราวกับเป็คนอารมณ์ดี เขาสืบเท้าเข้ามาพร้อมกับทำไม้ทำมือราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในทุ่งดอกไม้ที่สวยงาม ชายปริศนาเดินมาหยุดที่ดอกกุหลาบ และก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา แววตาเ้าเล่ห์แฝงรอยยิ้มของเขาจ้องมองสิ่งที่อยู่ในมือ เขาหัวเราะเสียงแหลมออกมาอีกครั้งราวกับเด็กน้อยที่ได้ของเล่นที่ถูกใจ
.
.
.
ในสวนดอกไม้แห่งหนึ่งมีดอกไม้หลากสีสันนานาพันธุ์ ถ้าผู้ใดมาเยือนจะััได้ถึงกลิ่นหอมของดอกไม้ไอดิน แสงแดดเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้น ความหนาวเย็นถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นของรุ่งอรุณ
ชายวัยกลางคนกำลังเดินเก็บบรรดาดอกไม้เพื่อเตรียมขนขึ้นรถจัดส่งไปขายในตัวเมือง แต่ทุกครั้งที่เขาเห็นดอกไม้สีแดงสดที่ชื่อว่ากุหลาบทีไร เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น…
ราว 20 ปีที่แล้ว
ชายหนุ่มอายุราวๆสามสิบปีได้สืบทอดกิจการขายส่งดอกไม้ต่อจากครอบครัว เย็นวันนั้นเขาออกไปที่สวนดอกไม้เพื่อรดน้ำพวกมันตามปกติ ในระหว่างที่เขาเดินรดน้ำดอกไม้อยู่นั้น สายยางในมือของเขาก็ต้องถูกปล่อยให้ตกลงสู่พื้นดิน เนื่องจากภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือเด็กทารกที่นอนอยู่ข้างดอกกุหลาบ เธอไม่ได้ส่งเสียงร้องไห้แต่อย่างใด เพียงแค่นอนนิ่งอยู่ในตะกร้าและสบตากับชายหนุ่มเ้าของสวนดอกไม้
ชายหนุ่มหันมองไปรอบๆตัวเขา สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความยากลำบากในการตัดสินใจ จากนั้นเขาก็นั่งคุกเข่าลงที่พื้นเพื่อมองดูเด็กน้อยนิรนามรายนี้ใกล้ๆ เขาเช็ดมือที่เปียกจนแห้งก่อนจะค่อยๆเอื้อมลงไปช้อนร่างเล็กจิ๋วขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
เด็กน้อยไม่ร้องไห้ออกมาซักแอะ เธอเพียงแค่มองใบหน้าของชายหนุ่มตาปริบๆ ทำให้ใบหน้าของเ้าของสวนดอกไม้ปรากฎรอยยิ้มขึ้นมา ในระหว่างนั้นเขาเหลือบไปเห็นที่ชายผ้าสีขาวที่ห่อหุ้มร่างของเด็กน้อย มันดูเหมือนตัวอักษรอะไรสักอย่างที่ปักอยู่บนผ้าแบบไม่ค่อยจะปราณีตนัก
เขาวางเด็กน้อยกลับลงที่ตะกร้าเพื่อจะคลี่ผ้าดูได้ถนัดตา…
Belle
นั่นคือคำสั้นๆเพียงคำเดียวที่ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงชายผ้าสีขาว
.
.
.
เมืองคาตาเรนีส
ชายชรารูปร่างสูงใหญ่วัยหกสิบหกปีผมเผ้ายาวรุงรังที่เริ่มแปรเปลี่ยนจากสีดำเป็สีขาวกำลังออกเดินย่ำไปตามทางเดินที่สองข้างทางรายล้อมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ระหว่างนั้น เสียงฝีเท้าของม้าหลายตัวก็ไล่หลังมา ชายชราจึงเดินหลบออกไปข้างทาง
ม้ารูปร่างกำยำสองตัวกำลังลากราชรถที่ประทับของราชินีผ่านมา พร้อมกับมีทหารองครักษ์ราวๆหกคนขี่ม้าตามประกบหน้าหลัง
มัลวาด้า (Malvada) เป็ราชินีแห่งเมืองคาตารีนีส นางเพิ่งจะมีอายุเพียงสิบเก้าปีเท่านั้น การสิ้นพระชนม์อย่างเป็ปริศนาของพระาาแห่งเมืองคาตาเรนีสทำให้มัลวาด้าที่เป็คนรักคนสุดท้ายของพระองค์ได้ขึ้นครองอำนาจแทน
.
ชายชราเดินไปจนถึงป่าช้าอันเป็ที่ฝังชิ้นส่วนกระดูกบางส่วนของน้องสาวของเขาที่จากไปเมื่อสิบปีที่แล้ว บรรยากาศโดยรอบให้ความรู้สึกชวนขนลุกแก่ผู้มาเยือน ภายในป่าช้ามีบ้านร้างสภาพทรุดโทรมอยู่หลังหนึ่งตั้งอยู่
แววตาของชายชราระทมเศร้าในขณะที่กำลังรำลึกถึงความหลังจนไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ มือของเขาถือเมล็ดถั่วเอาไว้ ตอนนี้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลากำลังอาบไปด้วยคราบน้ำตา
" นางคือผู้เสียสละ "
จู่ๆ เสียงเย็นะเืของบุคคลนิรนามก็ดังขึ้นจนชายชราสะดุ้งโหยง เอามือขึ้นปาดน้ำตาและหันไปดูบุคคลนิรนามดังกล่าว
ผู้ชายรูปร่างเล็ก ผมหยิกสีดำเจือน้ำตาลยาวถึงไหล่ กำลังยืนกุมมือผสานกันไว้ด้านหน้าลำตัวของเขา ราวกับว่าเขามาร่วมแสดงความเสียใจด้วย เขามาั้แ่เมื่อไหร่ และเขาเป็ใครกัน
" ท่านคือใคร "
โซโฟสหันไปถามคนที่รูปร่างเล็กกว่าเขา ซึ่งถ้าดูจากภายนอกแล้วชายตัวเล็กดูเหมือนคนอายุราวๆสี่สิบปี แต่อายุที่แท้จริงของเขาคือสิ่งที่มิอาจล่วงรู้ได้
ผู้ชายตัวเล็กหันมาหาโซโฟสก่อนจะพูดขึ้นว่า...
" เดียอาโบลุส "
ชายตัวเล็กพูดพร้อมๆกับหมุนข้อมือขวาแล้วโค้งคำนับราวกับว่าตนเองเป็นักมายากลเมื่อเสร็จสิ้นการแสดงยังไงยังงั้น
สายตาของชายชรายังเต็มไปด้วยความสงสัยมากมาย เดียอาโบลุส (Diabolus) ฉีกยิ้มกว้างออกมา รอยยิ้มของเขาแฝงไปด้วยความั์หลายอย่าง ดวงตาของเขาประหลาดราวกับไม่ใช่มนุษย์
" ท่าน้าสิ่งใด "
โซโฟสเอ่ยถามขึ้น
ชายตัวเล็กหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ทั้งๆที่สถานการณ์มันไม่ได้มีสิ่งใดบ่งบอกถึงความสนุกสนานเลยแม้แต่น้อย เสียงหัวเราะของเขาเป็เอกลักษณ์ยากที่จะเลียนแบบ ยิ่งทำให้ชายชราขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
สิ้นเสียงหัวเราะ ชายตัวเล็กจึงพูดขึ้น " บัดนี้นางอายุสิบปีแล้ว " จากนั้นเขาแบฝ่ามือออก จู่ๆกลีบดอกกุหลาบสีแดงก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา เขาขำเสียงประหลาดออกมา ก่อนจะยื่นสิ่งที่อยู่ในมือให้กับชายชรา
โซโฟสรับของสิ่งนั้นมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย
" ข้าไม่เข้าใจ " เสียงชายชราพูดขึ้น
ชายตัวเล็กเอามือมากุมผสานกันอีกครั้งที่ด้านหน้าลำตัว และหันลำตัวไปทางซ้ายมือของตนเอง มองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยรอยยิ้มที่กรุ้มกริ่ม
" เซเลน่าได้ร่ายคำสาปอาถรรพ์เอาไว้ นางเชื่อว่าเมื่อถึงวันที่คำสาปมาถึงจะทำให้นางได้เดินทางไปยังโลกใบใหม่ หลังจากนั้นโลกที่พวกเราอยู่จะถึงกัลปาวสาน ทุกสรรพชีวิตจะสูญสิ้น ความมืดมิดจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง "
โซโฟสขมวดคิ้วแล้วนึกถึงคำทำนายของหญิงชราตาบอด เขาพยายามปะติดปะต่อเื่ราวก่อนจะพูดขึ้นว่า
" นั่นหมายถึง.. อีกสิบเอ็ดปีต่อจากนี้สินะ " เมื่อพูดจบชายชราก็ต้องสะดุ้งเล็กน้อย เพราะเสียงหัวเราะแหลมบาดหูอย่างอารมณ์ขันของชายตัวเล็กดังขึ้นอีกแล้ว
คราวนี้ชายเ้าของความสูงราวๆหนึ่งร้อยหกสิบเิเโผล่มายืนอยู่อีกฝั่งของชายชราั้แ่ตอนไหนก็ไม่รู้ เขาชี้นิ้วชี้ที่มือขวามายังชายชราราวกับจะเฉลยว่าชายชราตอบคำถามได้ถูกต้องยังไงยังงั้น
" ท่านบอกข้ามาตรงๆเถิด ว่าข้าต้องทำอย่างไร "
โซโฟสเริ่มปวดหัวกับพฤติกรรมประหลาดของชายผู้นี้เต็มทน
" เ้าเชื่อมั่นในตัวมารี นางก็เชื่อมั่นในตัวเ้าเช่นกัน "
เมื่อชายตัวเล็กพูดจบ เสียงหัวเราะชอบใจก็ดังขึ้น เขายกมือซ้ายขึ้นมา ดีดนิ้วหนึ่งที ร่างกายที่ดูสกปรกของเขาก็หายวับไปทันที ปล่อยให้ชายชรายืนงงต่อไปว่าเดียอาโบลุสรู้จักน้องสาวของเขาได้อย่างไร และคำถามที่ถามไปเมื่อครู่ก็ยังคงไม่ได้คำตอบ เศษกลีบกุหลาบสีแดงที่อยู่ในมือก็ยังคงเป็ปริศนา
ข้าคงต้องหาคำตอบเอาเองสินะ
.
.
.
เมืองนาเฮา
เกร็ดสีขาวร่วงหล่นโปรยปรายลงมาทำให้บนพื้นกลายเป็สีขาวโพลนจนมองไม่เห็นแผ่นดิน ต้นไม้ในป่าแห่งนี้แทบจะไม่มีสีเขียวให้เห็น เพราะพวกมันถูกปกคลุมด้วยสีขาวจากสิ่งที่หล่นลงมาจากท้องฟ้า
เด็กน้อยวัยสิบสองปีที่ผิวพรรณขาวราวกับหิมะสวมชุดหนังแบบหนาสีน้ำตาลมีไรขนหนังสัตว์อ่อนๆอยู่บริเวณปกคอของเสื้อ นางกำลังเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แววตาของนางฉายชัดไปด้วยความหวาดกลัว ในขณะที่หัวใจก็กำลังเต้นระทึกแทบทะลุออกมานอกอก
เมื่อเห็นกระท่อมหลังหนึ่ง เ้าของร่างเล็กก็หยุดวิ่ง ลมหายใจที่ถี่ของนางปรากฏเป็ไอควันสีขาวลอยออกมาจากปาก เด็กหญิงพักเหนื่อยได้ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในกระท่อมเนื่องจากนางคิดว่ามันคือกระท่อมร้าง และด้วยความเหนื่อยล้า เด็กหญิงตัวน้อยจึงเผลอหลับไป
นางชื่อวาเรีย (Waria) เป็ลูกสาวของอดีตกษัตริย์และราชินีที่ปกครองเมืองนาเฮา ชีวิตของนางเกิดมามีความสุขอยู่ได้เพียงสิบเอ็ดปี บิดามารดาก็ต้องมาตายจากไปเนื่องจากเกิดศึกา เมืองนาเฮาถูกยึดครองโดยกษัตริย์องค์ใหม่ ชีวิตของวาเรียจึงระหกระเหินเร่ร่อนจนไปพบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่รับอุปการะเลี้ยงดูนาง แต่ทว่าอยู่ไปอยู่มาวาเรียถูกใช้งานเยี่ยงทาส นางต้องทำงานหนักที่เกินกว่าเด็กผู้หญิงวัยเพียงเท่านี้จะรับได้ แถมยังถูกทุบตีกลั่นแกล้งโดยแม่เลี้ยงกับบรรดาลูกสาวของนาง เด็กหญิงวาเรียทนอยู่ในสภาพนั้นต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
.
" อร๊ายยยยยยส์ !! "
เสียงร้องดังลั่นของเด็กหญิงดังขึ้นเมื่อนางลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันต่อมาแล้วเห็นใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งกำลังจ้องนางอยู่ด้วยสีหน้าที่น่ากลัว
" เ้า!.. เ้าเป็ใคร " น้ำเสียงของเด็กหญิงใสราวกับกระดิ่งเงินแต่ตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
" เ้าตังหาก.. เป็ใครกัน นี่มันกระท่อมของข้านะน้องสาว "
กรัมเปอร์ (Grumper) ผู้ชายรูปร่างเตี้ยแต่ล่ำสัน เขาสูงราวๆร้อยห้าสิบเิเ และเป็เ้าของกระท่อมหลังนี้ จมูกของเขาโต แววตาดุดันประหนึ่งว่าไปโกรธใครมา
" ข้า… ข้าชื่อวาเรีย เมื่อคืนข้าหนีคนไม่ดีมา จนมาถึงที่นี่ "
เด็กหญิงพูดพร้อมกับชายตามองสำรวจไปรอบๆภายในกระท่อมเล็กหลังนี้ เธอมองไปรอบๆจนวนมาหยุดที่ใบหน้าของผู้ชายคนเดิมที่สีหน้าของเขายังน่ากลัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจนวาเรียต้องขยับตัวถอยหนี
กรัมเปอร์เหลือบตามองต่ำลงแล้วพูดขึ้นว่า
" นั่นเตียงข้านะน้องสาว "
วาเรียส่งยิ้มเจื่อนๆให้เขาก่อนจะค่อยๆกระเถิบลุกขึ้นจากเตียง ในขณะที่กรัมเปอร์ก็ลุกขึ้นยืน เขาเดินเข้าไปยังพื้นที่แคบๆที่ดูเหมือนเป็โซนห้องครัวก่อนจะหยิบแอปเปิ้ลลูกหนึ่งมายื่นให้กับวาเรีย
" ข้าเดาว่าเ้าคงหิว " เสียงหยาบกระด้างของชายหนุ่มรูปร่างล่ำสันพูดขึ้นในขณะที่แววตาของเขามองเด็กหญิงไม่กระพริบ
วาเรียมองแอปเปิ้ลในมือของกรัมเปอร์ด้วยความลังเล ชายหนุ่มจึงพูดขึ้นว่า
" ท่าทางข้าดูเหมือนแม่มดใจร้ายอย่างงั้นรึ "
เขาพูดจบก็ก้มลงมองตัวเองที่ดูยังไงก็ไม่ใกล้เคียงกับแม่มดใจร้ายแม้แต่น้อย
เด็กหญิงฉีกยิ้มหวานด้วยแววตาที่เจิดจ้าเป็ประกายก่อนจะเอื้อมมือขาวๆของเธอไปคว้าแอปเปิ้ลนั่นมาและกัดมันคำโตด้วยความหิว
หลังจากนั้นไม่นานนัก กรัมเปอร์ก็ััได้ว่ากำลังมีบางอย่างคืบคลานเข้ามายังกระท่อม เขาเปิดหน้าต่างบานเล็กออกดู ลมหนาวเย็นะเืพุ่งเข้ามาปะทะกับใบหน้าของเขาจนเขาต้องหรี่ตา
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายผู้มีนามว่าเดียอาโบลุส
กรัมเปอร์ผวาตัวโยน เขารีบหันมาตั้งท่าเตรียมจะเข้าสู้เมื่อจู่ๆชายท่าทางประหลาดก็โผล่พรวดเข้ามาในกระท่อมของเขา ในขณะที่วาเรียขยับตัวออกห่างจากผู้ชายเนื้อตัวสกปรกด้วยความหวาดหวั่น
" เดียอาโบลุส " ชายตัวเล็กแนะนำตัวเองพร้อมกับโค้งคำนับให้เด็กหญิงทั้งที่ยังไม่มีใครถาม และแน่นอนว่าเมื่อพูดแนะนำตัวเสร็จเขาก็หัวเราะคิกคักออกมาแบบไม่มีเหตุผล
ั์ตาดูน่ากลัวราวกับปีศาจแต่แฝงไปด้วยความขี้เล่นของเดียอาโบลุสจ้องไปยังวาเรีย โดยที่เด็กหญิงตัวน้อยถอยหนีไปจนติดผนัง
" ข้าเคยได้ยินชื่อเ้า " เสียงแข็งกระด้างของชายรูปร่างล่ำสันพูดขึ้น นั่นทำให้ชายตัวเล็กหัวเราะเสียงแหลมด้วยความชอบใจ
จากนั้นเดียอาโบลุสก็หันไปหาวาเรียแล้วพูดขึ้น " นางใกล้จะถึงแล้ว " พูดจบเขาก็หัวเราะชอบใจ โดยที่มือไม้ของเขาไม่เคยอยู่นิ่งในระหว่างที่พูดจา
" นั่นใครกัน " กรัมเปอร์แง้มเปิดหน้าต่างและมองเห็นผู้หญิงวัยกลางคนกับเด็กสาววัยรุ่นอีกสองคนกำลังมุ่งตรงมาทางกระท่อม อีกเพียงไม่ถึงสิบเก้าพวกนางก็จะถึงกระท่อม
" ข้าช่วยเ้าได้ เพียงแค่เ้าอยู่นิ่งๆ " ว่าแล้วเดียอาโบลุสก็ดีดนิ้วหนึ่งที
-ก๊อกๆๆ-
เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ชายจมูกโตก็เปิดประตูกระท่อมออกต้อนรับผู้มาเยือน
เมื่อประตูถูกเปิดออกยังไม่ทันพูดจากัน เหล่าผู้มาเยือนก็พุ่งพรวดเข้าไปในกระท่อม พวกนางมองหาทุกระเบียบนิ้วแม้กระทั่งใต้เตียง ปล่อยให้กรัมเปอร์ที่เป็เ้าของบ้านยืนหน้านิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับว่าเขาไม่มีตัวตน
" เ้าเห็นเด็กนั่นไหม " แม่เลี้ยงใจร้ายหันมาถามเ้าของบ้านด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่น่าฟัง
กรัมเปอร์เบ้ปากหนาๆของเขา ยักไหล่หนึ่งทีแล้วพูดขึ้น " เด็กไหน "
เหล่าผู้มาเยือนไม่พูดอะไรต่อ พวกนางพากันเดินออกจากกระท่อมไป
-พรึ่บ-
เดียอาโบลุสกับวาเรียโผล่ออกมาต่อหน้าต่อตากรัมเปอร์ทันทีที่แม่เลี้ยงใจร้ายเดินออกไป
เด็กหญิงยิ้มด้วยใบหน้าสุกสว่างก่อนจะเอ่ยขึ้น
" ข้าขอบใจท่านมาก ท่าน… เอ่ออ.. "
วาเรียพยายามจะพูดชื่อของชายตัวเล็กแต่ว่านางจำไม่ได้
แววตาเ้าเล่ห์แฝงรอยยิ้มมองมายังใบหน้าขาวผุดผ่องของเด็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า
" เส้นผมของเ้า " เขาพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างมีเลศนัยพลางชี้นิ้วไปที่เส้นผมสีดำสลวยของวาเรีย
" เส้นผมข้า.. ทำไมรึ " เด็กหญิงถามด้วยแววตาฉงน
เดียอาโบลุสหัวเราะคิกคักแล้วหยิบกริชสีเทามันวาวออกมายื่นให้กับวาเรีย ตอนนี้สายตาของเขาเริ่มบ่งบอกถึงความจริงจังที่มากขึ้น
" ข้าอยากได้เส้นผมของเ้าเป็สิ่งตอบแทน "
" เ้าจะอยากได้เส้นผมของนางไปทำไมกัน "
ชายร่างเล็กเตรียมจะหัวเราะออกมาแต่กรัมเปอร์ก็พูดขัดขึ้นมาก่อน
เดียอาโบลุสไม่ได้สนใจคำถามของชายที่รูปร่างเตี้ยกว่าเขา และด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ของวาเรียนางจึงรับกริชมาจากชายที่มีเสียงหัวเราะอันเป็เอกลักษณ์
สายตาแปลกประหลาดของเดียอาโบลุสกำลังยืนมองวาเรียด้วยสีหน้าราวกับเป็เด็กที่ยืนรอรับไอติมจากพ่อค้า
เด็กหญิงใช้กริชตัดที่ปลายเส้นผมบางๆเพียงแค่สองเส้นสั้นๆแล้วยื่นมันให้ชายตัวเล็ก
เดียอาโบลุสหัวเราะชอบใจเขานำขวดแก้วใบจิ๋วมารองรับเส้นผมของเด็กหญิงแล้วปิดด้วยฝาที่เป็ลักษณะของจุกไม้
.
ทุกการกระทำมักจะมีเหตุผลเสมอ เดียอาโบลุสก็เช่นกัน เขาคงไม่อยากได้เส้นผมของเด็กหญิง ถ้ามันไม่มีเหตุผลที่สำคัญพอ
...……….