ค่ำคืนนี้พวกเขาจับจักจั่นได้มากมาย สวี่จือจือดีใจเนื้อแทบเต้นแต่ความดีใจของเธอกลับกลายเป็นความทุกข์ใจของจ้าวลี่เจวียน
จักจั่นมากมายขนาดนี้ต้องทอดด้วยน้ำมัน? แล้วจะต้องใช้น้ำมันมากแค่ไหนกัน?
ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด
สวี่จือจือเพิ่งทำอาหารไปแค่สองมื้อ น้ำมันที่เธอใช้ทั้งสัปดาห์ก็หมดเกลี้ยงแล้วยังจะต้องมาทอดจักจั่นอีกเนี่ยนะ?!
ขอโทษนะ หัวใจดวงน้อยๆ ของเธอรับไม่ไหว!
“ไม่ต้องทอดน้ำมันหรอกค่ะ” สวี่จือจือมองดูป้าสะใภ้ใหญ่ที่อ้วนท้วนของเธอทำหน้าเหมือนจะขาดใจตาย น่ารักจนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ป้าสะใภ้ใหญ่เอาน้ำมันหมูให้หนูก็พอค่ะ”
“อะไรนะ? น้ำมันหมู!” จ้าวลี่เจวียนเอามือกุมอก
เธอก็ว่าแล้ว จักจั่นมันจะทอดโดยไม่ใช้น้ำมันได้ยังไงกัน? ที่แท้ก็จ้องจะเอาน้ำมันหมูในไหของเธอนี่เอง
“ขอแค่นิดเดียวจริงๆ ค่ะ” สวี่จือจือพูดพลางหัวเราะ“แต่ถ้าป้าสะใภ้ใหญ่จะให้เยอะกว่านั้นก็จะดีใจมากเลยค่ะ”
จ้าวลี่เจวียน “...” ไปก่อนนะ
จักจั่นถูกแช่น้ำเกลือไว้ล่วงหน้าแล้ว กระเทียมสดกลีบเล็กๆต้นหอมและพริกแห้ง เด็ดพริกสีแดงและสีเขียวสองสามเม็ดในสวน พริกไทยก็เป็นพริกไทยเก่าเมื่อปีที่แล้ว
ส่วนผสมทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว เหลือแค่จ้าวลี่เจวียนให้น้ำมันหมูเท่านั้น
“แค่ช้อนเดียวนะ” จ้าวลี่เจวียนคิดแล้วกัดฟันตักน้ำมันหมูจากไหมาหนึ่งช้อน แต่ด้วยความที่ออกแรงมากไปหน่อย เลยตักมาเยอะเกิน
เธอร้องอุทาน เอามือสั่นๆ จะเทกลับลงไปในไหแต่สวี่จือจือก็คว้ามือของเธอไว้ได้ทัน
“ป้าสะใภ้ใหญ่ ป้ารับปากว่าจะให้ช้อนเดียวทำไมถึงจะเทกลับล่ะคะ”
เธอรู้สึกว่าท่าทางของป้าสะใภ้ใหญ่ในตอนนี้เหมือนคุณป้าตัวอวบอ้วนที่ตักอาหารในโรงอาหารสมัยที่พวกเขายังเรียนอยู่ทุกประการ ทุกครั้งที่ตักมาก็ดูเหมือนจะเต็มช้อนแต่สุดท้ายก็เป็นยังไง?
มือสั่นสามที อาหารหนึ่งช้อนก็เหลือแค่ครึ่งช้อน
จ้าวลี่เจวียน “นังหนูคนนี้ ทำไมถึงมือไวขนาดนี้นะ?” แล้วมองดูอีกฝ่ายเทน้ำมันหมูในช้อนลงในหม้อ “เอาช้อนมาให้ฉัน”
“ป้าสะใภ้ใหญ่รอแป๊บนึงค่ะ” สวี่จือจือพูดพลางหัวเราะ“ยังมีน้ำมันหมูติดอยู่ที่ช้อนอีกนะคะ”
รอจนอุณหภูมิในหม้อสูงขึ้น น้ำมันหมูที่ติดช้อนอยู่ก็จะไหลลงมาเอง
จ้าวลี่เจวียน “...” เธอแพ้แล้ว! นังหนูนี่ ทำไมถึงได้ฉลาดแกมโกงขนาดนี้นะ?
แต่ในใจไม่ได้โกรธเลยสักนิด กลับรู้สึกชอบนังหนูคนนี้เสียด้วยซ้ำ
หลังจากน้ำมันหมูร้อนแล้วก็ได้ยินเสียงฉ่าๆจักจั่นที่แช่ไว้ถูกสวี่จือจือเทลงในหม้อผัดแห้ง รอจนน้ำจากจักจั่นแห้งแล้ว สวี่จือจือก็กระจายจักจั่นไปรอบๆหม้อ
หม้อเหล็กใบใหญ่ของชนบท น้ำมันหมูก็จะมารวมกันอยู่ที่ก้นหม้อ เธอเทเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ทั้งหมดลงไปผัด ในพริบตากลิ่นหอมก็ฟุ้งกระจายออกมา
แค่กลิ่นนี้ จ้าวลี่เจวียนก็รู้สึกว่าตอนกลางวันเธอสามารถกินข้าวได้ถึงสามชาม!
“ลองชิมดูหน่อยสิคะว่าเป็นยังไงบ้าง?”สวี่จือจือใช้ตะเกียบคีบจักจั่นตัวหนึ่งยื่นให้จ้าวลี่เจวียน“ป้าสะใภ้ใหญ่”
“ฉันจะไปชิมอะไร ให้เสี่ยวอวี่ชิมเถอะ” จ้าวลี่เจวียนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
สวี่จือจือไม่สนใจ ยื่นไปจ่อที่ปากของอีกฝ่าย“ชิมหน่อยสิคะ” แล้วก็คีบให้ลู่ซืออวี่ด้วย “เป็นยังไงบ้าง?จักจั่นที่จับเองอร่อยเป็นพิเศษเลยใช่ไหม?”
ลู่ซืออวี่ยิ้มตาโค้งไม่พูดอะไร แต่พยักหน้าอย่างแรง
ขณะที่กำลังพูดกันอยู่นั้นก็เห็นลู่หลิงซานทำหน้าบึ้งเดินเข้ามา“ลู่ซืออวี่ เธอออกมานี่หน่อย”
“มีอะไรเหรอ?” สวี่จือจือพูดเสียงเรียบ “เสี่ยวอวี่กำลังยุ่งช่วยฉันดูไฟอยู่”
ลู่ซืออวี่ที่กำลังจะลุกขึ้น พอได้ยินอีกฝ่ายบอกก็เลยนั่งลงเหมือนเดิม
“เธอมายุ่งอะไรด้วย” ลู่หลิงซานหัวเราะเยาะแอบมองจักจั่นในหม้อ แล้วกลืนน้ำลายเบาๆ “อย่าคิดว่าทำอาหารสองสามมื้อแล้วจะยิ่งใหญ่ แล้วบ้านนี้จะต้องหมุนรอบเธอ”
“ฉันไม่ใช่โลก จะให้หมุนรอบฉันทำไม?”สวี่จือจือพูดพลางหัวเราะ
“เธอ” ลู่หลิงซานจ้องสวี่จือจือ แล้วพูดกับลู่ซืออวี่“เธอจะออกมาไหม?”
แค่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ก็ซื้ออีกฝ่ายได้แล้วใช้ไม่ได้เลยจริงๆ!
“พี่สะใภ้” ลู่ซืออวี่พูดด้วยความลำบากใจ“ไม่อย่างนั้นฉันจะออกไปดูหน่อย แล้วจะรีบกลับมาช่วยพี่สะใภ้ ได้ไหมคะ?”
สวี่จือจือพยักหน้า
“เสี่ยวอวี่มีพี่สะใภ้แบบเธอ ถือว่าเป็นโชคดีของหล่อนแล้ว”จ้าวลี่เจวียนพูดขึ้นมา
สวี่จือจือคนนี้ถึงแม้ว่าจะมีข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับบ้านเดิมและชื่อเสียงของอีกฝ่ายเองก็ไม่ค่อยดี แต่ไม่นึกว่าจะเป็นคนที่ใส่ใจคนอื่น
ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ถูกกับแม่ลูกเหอเสวี่ยฉินแต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม ตราบใดที่ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับสองแม่ลูกคู่นั้นเพื่อต่อต้านเธอก็พอ
ที่ว่าศัตรูของศัตรูคือมิตร ก็คงจะประมาณนี้ล่ะมั้ง
“นั่นก็ต้องดูว่าหล่อนพยุงขึ้นมาไหวหรือเปล่า”สวี่จือจือพูดพลางหัวเราะ
สวี่จือจือเพิ่งตักจักจั่นที่ผัดเสร็จใส่จานก็ได้ยินเสียงลู่หลิงซานกำลังด่าลู่ซืออวี่อยู่ในห้อง
“ป้าสะใภ้ใหญ่ดูที่หม้อนะคะ” เธอแก้ผ้ากันเปื้อนให้จ้าวลี่เจวียน“หนูจะออกไปดูหน่อย”
“ได้ งั้นฉันไปด้วยแล้วกัน” จ้าวลี่เจวียนเทน้ำลงในหม้อเล็กน้อยแล้วก็ตามออกไป
พอออกจากประตูห้องครัว คุณนายลู่ก็ตะโกนขึ้นในห้อง“นี่มันอะไร ทำไมถึงทะเลาะกัน?”
“คุณย่า ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูจะไปดูเอง” สวี่จือจือพูด
“เธอมันตัวซวย แม่เธอก็ตายเพราะเธอ” เสียงแหลมของลู่หลิงซานดังขึ้น“เธอไม่มีสิทธิ์ใช้ของพวกนี้ เอามาให้ฉันซะ”
ลู่ซืออวี่เม้มปากส่ายหน้า คว้าข้าวของของตัวเองแน่น
“รีบเอามาให้ฉัน” ลู่หลิงซานพูดอย่างโหดเหี้ยม“ถ้าเธอไม่ให้ ระวังฉันจะให้แม่ไล่เธอออกไป”
ลู่ซืออวี่มองเธอด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ
“เธอมันหัวขโมย ถึงกับกล้าขโมยของของฉัน เธอมันหน้าไม่อายเหมือนแม่เธอ”ลู่หลิงซานพูดด้วยความโมโห
ไม่ ไม่ใช่
ดวงตาผลซิ่งกลมโตของลู่ซืออวี่มองลู่หลิงซานอย่างเต็มไปด้วยน้ำตาเธอไม่ได้ขโมย และแม่ของเธอก็ไม่ได้ทำ
“ใครหน้าไม่อายนะ?” สวี่จือจือถีบประตูเปิด
ใช้แรงเกินไป ประตูเด้งกลับไปกระแทกกำแพงดังปังสวี่จือจือก็ถีบซ้ำอีกที
จ้าวลี่เจวียนที่อยู่ข้างหลัง “...” อารมณ์รุนแรงแบบนี้ สงสารประตูในบ้านจริงๆ
“หน้าไม่อายก็ด่าเธอนั่นแหละ” ลู่หลิงซานพูดพอได้สติก็รู้ว่าสวี่จือจือกำลังล่อให้เธอพูดด่าตัวเอง ก็ยิ่งโมโห “เธอต่างหากที่หน้าไม่อาย”
“พี่สะใภ้” ลู่ซืออวี่วิ่งร้องไห้เข้ามา“ฉันเปล่านะ ฉันไม่ได้ขโมยของของหล่อน แม่ฉันก็ไม่ใช่แบบนั้นเหมือนกัน”
“เด็กดี” สวี่จือจือลูบศีรษะอีกฝ่ายด้วยความสงสาร“พี่สะใภ้รู้ มา ให้พี่สะใภ้ดูหน้าเธอหน่อย”
ใบหน้าเล็กๆ บวมแดงขึ้นมาแล้ว
“เธอตบ?” สวี่จือจือถามลู่หลิงซานด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“หล่อนขโมยของฉัน ฉันตบหล่อนแล้วมันทำไม”ลู่หลิงซานพูดอย่างมีเหตุผล
“ฉันเปล่านะคะพี่สะใภ้” ลู่ซืออวี่ส่ายหน้าอย่างแรง“ของพวกนี้พี่สะใภ้ให้ฉันมา ไม่ได้ขโมยเลย ฉันไม่ได้ขโมยของเธอ”
ลู่ซืออวี่ร้องไห้พลางส่ายหน้า “แม่ฉันก็ไม่เคยขโมยของพวกเธอเหมือนกันทำไมเธอต้องพูดแบบนี้กับฉัน”
“เธอก็ไม่เคยเจอแม่ฉัน ทำไมต้องพูดถึงแม่ฉันแบบนี้ด้วย”
“ไปตบกลับสิ”
.............................