อันธการลิขิต (ภาคปฐมบท)

    ตอนที่ 40 เงื่อนงำในเถ้าถ่าน

    ชาร์ลส์และโจเซฟเดินทางมาถึงจุดหมาย รถม้าชะลอจอดหน้าอาคารเก่าที่หลงเหลือเพียงซากปรักหักพัง อาคารนั้นคือสถานพยาบาลเซนต์มาร์กาเร็ต ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พึ่งพิงของคนยากไร้ แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงซากแห่งอดีตอันโหดร้าย


    สถานพยาบาลตั้งอยู่ริมเขตเมืองเก่า โอบล้อมด้วยความเงียบงัน กำแพงและตัวอาคารหลายส่วนพังทลายลงมาจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ส่วนที่ยังตั้งตรงบ้างก็ถูกเปลวไฟในอดีตเผาไหม้จนเหลือแต่โครงร่างที่เกรียมดำ ผนังบางส่วนลอกออกจนเผยให้เห็นอิฐด้านใน บางจุดยังคงมีร่องรอยร้าวลึกจากการสั่นสะเทือน ราวกับแผ่นดินเกรี้ยวกราดจนทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า


    เพียงแค่มองก็จินตนาการออกถึงกลิ่นของเถ้าถ่าน ยังแฝงตัวอยู่ในอากาศ แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานแล้ว เศษไม้ที่เคยเป็นคานและหน้าต่างกระจัดกระจายทั่วพื้นดิน บางส่วนถูกฝังอยู่ในกองดินและหิน กรอบหน้าต่างบิดเบี้ยวจากความร้อน กระจกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับสะท้อนความเจ็บปวดของผู้คนที่เคยอยู่ที่นี่


    เถาวัลย์และต้นหญ้าขึ้นคลุมซากอาคารบางส่วน เป็นหลักฐานว่าธรรมชาติได้เข้ามาทวงคืนพื้นที่นี้ บานประตูเหล็กที่ไหม้เกรียมครึ่งหนึ่งยังคงห้อยอยู่กับบานพับที่โค้งงอ มันส่งเสียงแหลมเบา ๆ เมื่อลมพัดผ่าน ราวกับกระซิบบอกเรื่องราวอันเลือนรางจากอดีต


    "นี่เหรอ... เซนต์มาร์กาเร็ต" ชาร์ลส์พึมพำขณะยืนอยู่กลางเศษซาก เขาเพ่งมองไปทั่วบริเวณ


    "ใช่" โจเซฟตอบเบา ๆ สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ซากอาคารตรงหน้า ราวกับพยายามดึงความทรงจำที่เลือนรางกลับคืนมา


    "ที่นี่เคยเป็นสถานพยาบาลการกุศล... ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ในเขตเมืองเก่า คนที่ไม่มีเงินมากพอจะเข้าถึงจะรักษาที่ดี"


    ชาร์ลส์พยักหน้าเบา ๆ ขณะฟังเพื่อนเล่า พลางกวาดตามองไปยังโครงสร้างที่หลงเหลืออยู่ เขารู้สึกถึงบรรยากาศที่เงียบสงบ แต่แฝงไปด้วยความเศร้าหมอง


    "มันเคยเป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนในละแวกนี้" โจเซฟพูดต่อ "หมอและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานที่นี่หลายคนไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน พวกเขาอุทิศตัวเพื่อช่วยเหลือคนไข้ แต่..." โจเซฟเว้นไปครู่หนึ่ง


    สายตาหยุดอยู่ที่บานหน้าต่างเหล็กบิดเบี้ยวตรงมุมหนึ่งของอาคาร "เหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นพร้อมกับแผ่นดินไหว ทำให้ที่นี่พังลงไปในเวลาไม่นาน"


    "มีคนเสียชีวิตเยอะไหม?" ชาร์ลส์ถาม พลางเพ่งมองเข้าไปในซากปรักหักพัง ราวกับพยายามมองเห็นเงาของเหตุการณ์ในอดีตที่แฝงอยู่ในทุกซอกมุม


    "หลายคน... ทั้งคนไข้และเจ้าหน้าที่ติดอยู่ในอาคารนี้ในวันที่เกิดเหตุ" โจเซฟตอบเสียงเคร่ง "บางคนเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ ขณะที่บางคนคิดว่ามันเป็นเรื่องจงใจ แผ่นดินไหวและไฟไหม้ในวันเดียวกัน..." เขาส่ายศีรษะ "เกินกว่าที่จะเป็นแค่เรื่องโชคร้าย"


    ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว "แล้วรู้สาเหตุของไฟไหม้ไหม?"


    โจเซฟพยักหน้าเบา ๆ ก่อนตอบ "ตามที่มีบันทึกไว้ในจุลสาร... พวกเขาจับตัวชายคนหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นผู้วางเพลิงได้"


    "มีพยานบอกว่าพบเห็นเขากำลังจุดไฟที่ลานกว้างของสถานพยาบาลในวันที่เกิดเหตุ"


    "แล้วเขายอมรับไหมว่าตัวเองเป็นคนวางเพลิง?" ชาร์ลส์ถามต่อ สายตาจับจ้องไปที่เพื่อนราวกับพยายามจะหาความเชื่อมโยงบางอย่าง


    "นั่นแหละ... ส่วนที่แปลก" โจเซฟถอนหายใจ "เขาให้การว่าเขาไม่ได้วางเพลิงเลย เขาแค่จุดไฟเพื่อให้ความอบอุ่นเท่านั้น"


    ชาร์ลส์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "ให้ความอบอุ่น?"


    "ใช่" โจเซฟพยักหน้าอีกครั้ง "ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูหนาว และอากาศเย็นจัด ชายคนนั้นบอกว่าเขาแค่ก่อกองไฟเพื่ออุ่นร่างกาย... แต่ไม่มีใครเชื่อเขา"


    ชาร์ลส์ครุ่นคิดกับคำให้การนั้น "ทำไมถึงไม่มีใครเชื่อเขาล่ะ?"


    "เพราะไฟไหม้ครั้งนั้นใหญ่เกินไป ผู้คนจึงต้องหาคนรับผิดเสมอ" โจเซฟตอบเสียงเรียบ


    ชาร์ลส์พยักหน้าเบา ๆ ดวงตาของเขาฉายแววสงสัย "แล้วชายคนนั้นล่ะ? เขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?"


    "ไม่รู้เหมือนกัน..." โจเซฟตอบด้วยน้ำเสียงลังเล "หลังถูกจับตัว ข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้น ก็หมดความสนใจจากผู้คนไปในทันที"


    "มันก็เหมือนกับข่าวใหญ่ทุกข่าว..." โจเซฟพูดพลางถอนหายใจ "คนส่วนใหญ่มักสนใจแค่ตอนแรกที่เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น ความตื่นเต้นและความโกลาหลมักดึงดูดสายตาของสังคม แต่พอผ่านไปไม่กี่วัน ความสนใจนั้นก็ค่อย ๆ จางหายไป เหตุการณ์ใหม่ ๆ ก็เข้ามาแทนที่"


    ชาร์ลส์พยักหน้าอย่างเข้าใจ "ใช่... ข่าวอื้อฉาวหรือโศกนาฏกรรมมักดึงความสนใจได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่พอไม่มีอะไรดึงดูดความสนใจอีก คนก็เลิกพูดถึงมัน แม้แต่คดีที่ยังไม่คลี่คลาย ก็ถูกทิ้งค้างไว้อย่างนั้น ไม่มีใครมองกลับไป"


    โจเซฟมองซากอาคารตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ "บางครั้งข่าวใหญ่ในอดีตก็อาจถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่บ้าง... แต่จะมีสักกี่คนที่จดจำมันได้จริง? กี่คนที่นำเหตุการณ์นั้นมาเป็นบทเรียน? หรือแค่ฟังผ่าน ๆ คิดว่าน่าสนใจ แล้วก็ลืมไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น"


    "มันเหมือนกับร่องรอยที่ค่อย ๆ ถูกลบไปตามกาลเวลา ความสำคัญของเรื่องราวมันจางลง"


    โจเซฟส่ายหน้าเบา ๆ "เซนต์มาร์กาเร็ตก็เป็นหนึ่งในนั้น... แม้จะมีคนตาย มีโศกนาฏกรรม แต่มันก็ถูกกลบไปเหมือนเรื่องอื่น ๆ เหลือไว้แค่ซากเถ้าถ่าน และคนไม่กี่คนที่ยังจดจำ"


    ทั้งสองคนตกอยู่ในความเงียบชั่วครู่ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านเศษซากที่เหลืออยู่จากอดีต ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ยังคงเก็บซ่อนความลับไว้ในเงามืด


    "นายควรจะจำเรื่องไฟไหม้ได้ตั้งแต่เราอยู่ในบ้านของฮัมฟรีย์นะ"


    "ก็คนมันลืม" โจเซฟตอบกลับอย่างรวดเร็ว


    "ไปกันเถอะ..." ชาร์ลส์พูด พร้อมก้าวเดินไปข้างหน้า


    ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในซากปรักหักพังของสถานพยาบาลเซนต์มาร์กาเร็ต เศษซากที่เหลืออยู่บอกเล่าเรื่องราวของวันวานที่หายไปในความเงียบงัน พื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตและความหวัง บัดนี้เหลือเพียงความรกร้าง


    พวกเขาก้าวข้ามเศษอิฐและไม้ที่พังลงมาปกคลุมทางเดิน พื้นบางจุดมีร่องรอยการทรุดตัว บางจุดถูกห่อหุ้มด้วยเถาวัลย์ที่เลื้อยพันไปทั่ว ผนังบางด้านยังมีคราบดำจากไฟไหม้ฝังแน่นผ่านกาลเวลา


    พวกเขามาถึงทางเดินแคบ ๆ ที่เคยเป็นจุดเชื่อมระหว่างห้องพักผู้ป่วย ทางเดินนั้นเต็มไปด้วยซากไม้ที่พังลงมาทับซ้อนกัน และกรอบหน้าต่างผุพังจากความร้อนของไฟที่เคยโหมกระหน่ำ เสียงฝีเท้าของทั้งสองก้องสะท้อนไปมาในทางเดินที่เงียบงัน ราวกับเสียงนั้นกำลังปลุกวิญญาณที่ถูกลืมให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง


    เมื่อชาร์ลส์และโจเซฟก้าวเข้าสู่ ห้องพักผู้ป่วย ที่ถูกทิ้งร้าง บรรยากาศชวนให้รู้สึกหนาวเยือก ทั้งสองก้าวเข้าไปในห้องที่เคยเป็นที่พำนักสุดท้ายของผู้ป่วยจำนวนมาก แต่บัดนี้กลับถูกกลืนไปด้วยฝุ่นและซาก


    เตียงไม้เก่าที่ขึ้นราและหักพังวางกระจัดกระจาย บางเตียงยังคงมีฟูกยัดฟางที่ฉีกขาด เศษฟางโปรยลงบนพื้นเหมือนกับว่ามันหยุดเวลาไว้ในวันที่เกิดโศกนาฏกรรม โต๊ะข้างเตียงเป็นไม้โอ๊คที่ถูกเผาไหม้และทิ้งไว้เพียงคราบดำ เครื่องแก้วที่เคยใส่น้ำยาหรือยารักษาถูกทิ้งแตกกระจายอยู่บนพื้น พื้นหินเย็นชืดและมีรอยแตกร้าว ราวกับเคยแบกรับความเจ็บปวดของเหล่าคนไข้มากมาย


    "คนที่อยู่ที่นี่คงไม่มีทางหนีได้ทัน..." โจเซฟพึมพำเบา ๆ พลางเดินไปที่เตียงซึ่งยังเหลือป้ายชื่อเก่าคร่ำคร่า บนป้ายเป็นลายมือหวัด ๆ เขียนด้วยหมึกที่ซีดจางจนแทบมองไม่ออก ราวกับป้ายนี้ไม่เพียงแต่บ่งบอกชื่อ แต่ยังสะท้อนความสิ้นหวังของผู้ป่วยในวาระสุดท้าย


    ชาร์ลส์เดินสำรวจรอบห้อง ก่อนจะหยุดมองไปยัง หน้าต่างไม้เล็กที่มีกรอบเหล็กบิดเบี้ยว เศษกระจกบางส่วนยังคงติดอยู่ มองออกไปเป็นทิวทัศน์ของท้องฟ้าที่ถูกบดบังด้วยเถาวัลย์ที่เลื้อยพันอย่างไร้ทิศทาง เหมือนธรรมชาติเข้ามายึดครองสถานที่ที่มนุษย์ทอดทิ้ง


    เขาเห็นกรอบรูปหนึ่งที่แขวนอยู่บนผนัง ใบไม้แห้งและฝุ่นจับหนาจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมของภาพ ข้างในเป็นรูปวาดด้วยสีน้ำมัน ขณะที่ชาร์ลส์ปัดฝุ่นและซากใบไม้ที่ปกคลุม กรอบรูปวาดสีน้ำมัน เขาเริ่มมองเห็นภาพหมู่ของกลุ่มคนที่ยืนเรียงกันในท่วงท่าทางอย่างเป็นทางการ ภาพนั้นคงเคยดูสง่างาม แต่ปัจจุบัน คราบดำจากไฟไหม้ได้ทำลายบางส่วนของภาพไป ทำให้รายละเอียดตรงกลางและมุมของภาพบิดเบี้ยว เส้นขอบสีที่เคยชัดเจนถูกเปื้อนด้วยรอยไหม้เป็นวงกว้าง


    ตรงกลางของภาพ ปรากฏ ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน ขณะที่คนรอบข้างสวมชุดยาวคล้ายหมอหรือแม่ชี ชายผู้นี้กลับแต่งกายอย่างหรูหราด้วยเสื้อคลุมยาวประดับลวดลายละเอียดและเสื้อเชิ้ตผ้าลินินเนื้อดี ราวกับเป็นผู้ดีชนชั้นสูง เขายืนอยู่ด้วยท่วงท่าผ่าเผย คล้ายกับเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในภาพนี้


    สองข้างของชายผู้ดีนั้น มีคนยืนอยู่ข้างละสองคน พวกเขาอยู่ใกล้กับชายตรงกลางมากที่สุด ราวกับเป็นผู้สนิทใกล้ชิดหรือลูกมือที่ไว้วางใจได้


    ชาร์ลส์เพ่งมอง ใบหน้าของหนึ่งในคนที่ยืนข้างชายผู้ดี ใบหน้านั้นยังไม่ถูกทำลายจากรอยไฟมากนัก มันเป็นใบหน้าของชายวัยกลางคน ผิวสีขาวซีด ดวงตาคมและท่าทางสงบเสงี่ยม แม้ภาพจะดูเก่าและเสื่อมไปตามกาลเวลา แต่ชาร์ลส์ก็รู้สึกคุ้นตา


    "ฮัมฟรีย์..." เขาพึมพำเบา ๆ


    โจเซฟหันมามองทันที "ไหน?"


    "ฮัมฟรีย์..." ชาร์ลส์ยืนยัน "แต่อายุน้อยกว่าตอนที่เราเจอเขาเมื่อเช้านี้"


    จากนั้น ชาร์ลส์มองไปที่ชายอีกคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ด้านขวาของชายผู้ดี ใบหน้าของเขาทำให้ชาร์ลส์หยุดชะงัก มันดูคุ้นอย่างบอกไม่ถูก ร่างกายท้วม ผิวขาวซีด และผมสีน้ำตาลอ่อน


    ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว "โรแลนด์ แบรดฟอร์ด..." เขาพึมพำออกมา เสียงของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ


    โจเซฟเพ่งมองตามไปด้วย "คนที่หายตัวไปก่อนไมเคิลนั่นใช่ไหม?"


    ชาร์ลส์พยักหน้า "ใช่ แม้จะดูต่างจากภาพในสมาคมเล็กน้อย แต่รูปร่างท้วม ผิวซีด และผมสีน้ำตาลอ่อน... นั่นต้องเป็นโรแลนด์แน่ ๆ"


    ตรงกลางของภาพยังมีความเสียหายจากไฟไหม้อยู่ ทำให้ไม่อาจเห็นรายละเอียดของบุคคลที่ยืนอยู่ริมสุดทั้งสองข้างไม่ชัด ชาร์ลส์พยายามคาดเดาจากร่องรอยที่เหลืออยู่ หนึ่งในนั้นอาจเป็น ไมเคิล เบิร์ก ส่วนผู้ก่อตั้ง และอีกคนที่อยู่ในระดับเดียวกับพวกฮัมฟรีย์ในภาพ ชาร์ลส์ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร


    ทั้งสองคนยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง มองภาพที่ถูกเผาไหม้ไปบางส่วน แต่ยังคงเก็บซ่อนปริศนาไว้อย่างชัดเจน ความลับของเซนต์มาร์กาเร็ตไม่ได้สูญหายไปกับไฟไหม้ครั้งนั้น แต่มันถูกซ่อนไว้ในเงามืด และพวกเขาเพิ่งเริ่มสัมผัสปลายเส้นด้ายแห่งความจริงนี้


    "เราต้องรู้ให้ได้ว่าคนพวกนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร" ชาร์ลส์กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น "และเหตุผลที่ฮัมฟรีย์ไม่พูดเรื่องตำแหน่งของเขาในสถานพยาบาลกับเรา"


    เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างที่แตกดังแว่วเบา ๆ ราวกับกระซิบบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่มีใครได้ยินมาก่อน ชาร์ลส์พับแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับก้าวออกจากห้อง


    ทิ้งเงื่อนงำที่ค้างคาใจไว้เบื้องหลัง ขณะพวกเขาเดินไปตามทางเดินหินเย็นชืด ซึ่งนำไปยังส่วนที่น่าจะเคยเป็นห้องทำงานของหัวหน้าสถานพยาบาล บรรยากาศรอบตัวพวกเขาเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าดังก้องอยู่ในซากอาคารที่รกร้าง


    ทางเดินเต็มไปด้วยคราบฝุ่นและเศษอิฐที่หล่นลงมาจากเพดาน บางส่วนของกำแพงมีรอยแตกจากแรงกระแทก รอยไหม้ดำสนิทปรากฏอยู่ตามมุมห้องราวกับเป็นสัญญาณของเหตุการณ์เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นที่นี่


    ประตูไม้โอ๊คบานใหญ่ ซึ่งเคยเป็นประตูหลักของหัวหน้าสถานพยาบาลตั้งอยู่ตรงหน้า พื้นผิวประตูถูกเผาไหม้จนเกรียมบางส่วน และบานพับเหล็กที่เคยเงางามก็ขึ้นสนิมจนบิดเบี้ยว


    "ต้องช่วยกันหน่อย" ชาร์ลส์บอก พลางดึงมือจับและออกแรงผลักพร้อมกับโจเซฟ เสียงประตูดังลั่นก่อนจะค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นภายในห้องทำงานที่แม้จะพังทลาย แต่ยังคงมีกลิ่นอายของความทรงอำนาจ


    ห้องทำงานของหัวหน้าสถานพยาบาลเซนต์มาร์กาเร็ตมีขนาดใหญ่กว่าห้องอื่น ๆ ที่พวกเขาผ่านมา โต๊ะทำงานไม้โอ๊คสลักลวดลาย ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง แม้ถูกเผาไปบางส่วน แต่ยังคงบ่งบอกถึงความมั่งคั่งของผู้ที่เคยครอบครอง โต๊ะนั้นถูกปกคลุมด้วยเศษกระดาษไหม้ เอกสารเก่า และขวดหมึกที่หกกระจายลงบนพื้น


    ที่ด้านหลังโต๊ะทำงานมี ชั้นหนังสือสูง ซึ่งเต็มไปด้วยตำราและเอกสารที่ถูกไฟไหม้ไปเกือบหมด บางเล่มมีภาษาโบราณหรือภาษาต่างแดนปรากฏอยู่บนปก ส่วนมากขึ้นราและเปื่อยยุ่ยจากความชื้นในอากาศ


    ชาร์ลส์เดินไปที่ หน้าต่างกระจกบานเล็ก ซึ่งแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หน้าต่างนั้นเปิดไปสู่ทิวทัศน์ของลานด้านหลังอาคาร ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และซากปรักหักพัง "อาจมีใครเคยหนีออกไปทางนี้" เขาพึมพำกับตัวเอง


    โจเซฟเดินไปที่โต๊ะทำงาน เขาเริ่มพลิกดูเอกสารที่กระจัดกระจายอยู่ด้านบน ส่วนมากเป็นบันทึกการรักษาทั่วไป โจเซฟหยุดพลิกเอกสารเมื่อเสียงลมเย็นยะเยือกแผ่วผ่านเข้ามาทางหนึ่ง ราวกับว่ามันกำลังลอดผ่าน ช่องแคบเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในห้องนี้


    "นายได้ยินไหม?" โจเซฟถามพลางเงี่ยหูฟังอีกครั้ง เสียงลมที่แทรกผ่านช่องแคบฟังดูเหมือนมาจากภายในผนังด้านหนึ่งของห้อง


    ชาร์ลส์หันกลับมาจากหน้าต่าง เขามองไปยังโจเซฟที่ตอนนี้กำลังเอียงหูฟังใกล้กับ กำแพงไม้เอล์มหนาบานหนึ่ง ใกล้กับโต๊ะทำงาน


    "อะไรบางอย่างอยู่หลังผนังนี้" โจเซฟพูดเสียงเบา ขณะที่เขาใช้มือลูบไปตามผิวไม้ที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว


    ชาร์ลส์เดินเข้ามาสมทบ เขาลองเคาะผนังเบา ๆ เสียงที่ตอบกลับมาดังกลวง ๆ ราวกับว่าด้านหลังผนังนั้น มีพื้นที่ว่างซ่อนอยู่


    "ผนังปลอม..." ชาร์ลส์พึมพำ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขาสัมผัสได้ว่าพวกเขาใกล้เจออะไรบางอย่างที่ถูกปิดซ่อนอย่างจงใจ


    ทั้งสองคนช่วยกันค้นหากลไกหรือช่องเปิดที่อาจซ่อนอยู่บนผนัง ชาร์ลส์ใช้มือไล่ตาม ขอบไม้อย่างระมัดระวัง ขณะที่โจเซฟสำรวจตรงฐานผนัง จนกระทั่งชาร์ลส์พบสิ่งหนึ่ง...


    "ดูนี่สิ" ชาร์ลส์ชี้ไปที่ คันโยกโลหะเล็ก ๆ ซึ่งซ่อนอยู่ตรง มุมของกรอบผนัง ราวกับว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นง่าย


    "ลองกดดู" ชาร์ลส์กระซิบอย่างตื่นเต้น


    เพื่อนของเขาพยักหน้า ชาร์ลส์จึงใช้มือดันคันโยกนั้นลงไป เสียงกลไกเก่าแก่ดัง แกร๊ก…


    แต่ไม่มีอะไรขยับ ชาร์ลส์และโจเซฟสบตากันอย่างผิดหวัง


    "บางทีอาจผ่านมานานเกินไป..." โจเซฟพึมพำ "หรือไม่ก็ไฟไหม้กับแผ่นดินไหวทำให้กลไกพังไปแล้ว"


    ชาร์ลส์ถอนหายใจ "ถ้ากลไกไม่ทำงาน เราต้องใช้วิธีอื่น" เขาเดินไปที่มุมผนัง ลองขยับแผ่นไม้เบา ๆ รู้สึกว่ามันหลวมและพร้อมจะเปิด แต่ต้องใช้แรงมากกว่านี้


    "ช่วยกันงัดหน่อย" ชาร์ลส์บอก ขณะหยิบผ้าเช็ดหน้า จับสะบัดจนกลายเป็นดาบเหล็ก เขาสอดปลายดาบเข้าไปในรอยแยกของแผ่นผนัง และออกแรงงัด


    "เอาล่ะ นับสามพร้อมกัน" ชาร์ลส์บอก โจเซฟรีบช่วยจับดาบงัด


    "หนึ่ง... สอง... สาม!" ทั้งสองออกแรงพร้อมกัน


    เสียงแตกหัก ของไม้เอล์มที่เก่าและผุจากกาลเวลาดังขึ้น ผนังไม้นั้นค่อย ๆ แยกออกจากกรอบ เผยให้เห็นช่องลับที่ถูกปิดซ่อนมาเป็นเวลานาน


    เมื่อผนังไม้หลุดออก พวกเขาพบ ประตูทำจากเหล็ก ที่ขึ้นสนิม มันมีรอยไหม้ดำจากไฟ แต่ยังคงตั้งอยู่ได้ แม้จะผ่านกาลเวลาและโศกนาฏกรรมมานาน


    ชาร์ลส์ลองจับที่ ลูกบิดโลหะเก่า แล้วหมุนอย่างระมัดระวัง มันฝืดและส่งเสียงดัง แต่สุดท้ายก็เปิดออกได้


    กลิ่นอับชื้น โชยขึ้นมา ทันทีที่ประตูเปิด มันเผยให้เห็น บันไดหินแคบ ๆ ที่ทอดลงไปสู่ความมืดเบื้องล่าง


    "นี่มัน..." โจเซฟพูดเบา ๆ "บันไดลับ..."


    คล้ายกับเรื่องอันธการลิขิต (ภาคปฐมบท) ที่คุณอ่าน