ตอนที่ 3 (1)
จิ๊ เปลี่ยนเป็เื่อื่นได้ไวขนาดนี้เลยหรือ
ฉินเฟิงได้แต่ทอดถอนใจอยู่ภายในใจ แต่นี่เกี่ยวพันกับอาหารมื้อต่อไปของเขา เขาจึงทำได้แค่เม้มริมฝีปาก พลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยความเสียดาย “แค่อ้อมไปซื้อที่ซูเปอร์ตอนนี้ก็ได้แล้ว”
“ไม่ ไม่เป็ไรครับ ผมไปเองก็ได้...”
“ฉันก็อยากไปเหมือนกัน” ฉินเฟิงเหลือบมองหร่วนจือหวนที่ยังคงเขินอายจนหน้าแดงระเรื่อ เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่อยากปล่อยให้ผีตัวนี้คลาดสายตา ด้วยเหตุนี้เขาจึงอ้างไปว่า “ฉันจะไปสั่งอาหารสักหน่อย”
“ตกลง...งั้นก็ไปด้วยกันเถอะครับ” ในเมื่อฉินเฟิงพูดถึงขนาดนี้ หร่วนจือหวนจึงทำได้แค่เห็นด้วย เพราะเขาแค่อยากเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อหนีเอาตัวรอดเท่านั้น เขามองด้านหลังศีรษะของฉินเฟิง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองจำต้องยกเื่เก่ามาอธิบายให้ฟังซ้ำอีกครั้ง “คุณฉิน เมื่อครู่ผมไม่ได้แอบมองคุณนะครับ ผมแค่อยากจะเตือนคุณว่าผมยัง...ไม่ได้ซื้อผัก...”
“โอ้” ในเมื่อหร่วนจือหวนเป็ฝ่ายดึงหัวข้อสนทนากลับมาเอง ความรู้สึกเสียใจของฉินเฟิงพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา เขาทวนคำพูดของอีกฝ่ายอย่างเรียบเฉย คล้ายความสงบก่อนพายุจะโหมกระหน่ำก็มิปาน “แค่อยากจะเตือนฉันอย่างนั้นหรือ”
“คะ...ครับ” สายตาของฉินเฟิงที่มองมาที่ตัวเองเต็มไปด้วยความสนุกสนาน สีแดงระเรื่อบนใบหน้าของหร่วนจือหวนที่เพิ่งจะลดหายไปก็พลันปรากฏขึ้นมาอีกครั้งอย่างช้าๆ ในเวลานี้เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่า ตัวเองได้ตกสู่หลุมพรางของอีกฝ่ายเสียแล้ว
“แค่จะเตือนฉันต้องน้ำลายไหลด้วยหรือไง” กว่าหร่วนจือหวนจะรู้ตัวก็ถือว่าสายไปเสียแล้ว หางตาของฉินเฟิงเลิกขึ้นเล็กน้อย และเขาก็เอ่ยขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี “มุมปากนายมันเปียกน่ะ”
“อะไรนะ...”
หร่วนจือหวนแตกตื่น จนลูบมุมปากของตนเองโดยไม่รู้ตัว ทว่าริมฝีปากของเขากลับแห้งสนิทและไม่ได้มีคราบเปียกอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่ในขณะที่เขากำลังจะขมวดคิ้วขึ้นมานั้น เขาก็ตระหนักได้ว่าพฤติกรรมนี้ของตัวเอง...คล้ายกลับว่าเป็การสารภาพผิดไปโดยสิ้นเชิง
ซึ่งกลายเป็ว่าตัวเขาที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้กำลังจะเตือนอีกฝ่าย แต่กำลังแอบมองชายหนุ่มรูปงามผู้นี้จนน้ำลายยืดต่างหาก
“เหอๆ”
หร่วนจือหวนรู้สึกอับอายจนแทบจะไปเกิดใหม่ได้อยู่แล้ว ทว่าฉินเฟิงพอได้เห็นอีกฝ่ายเป็แบบนี้ ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจขึ้นมาหน่อยว่าเพราะเหตุใดป๋ายเจาหนานถึงเอาแต่แอบแกล้งชุยเย่ว์อยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน นี่ช่างเป็การกลั่นแกล้งที่ทำให้จิตใจของเขาเบิกบานเสียจริงๆ
เมื่อเสียงหัวเราะของิญญาชั่วร้ายดังออกมา หร่วนจือหวนก็อดที่จะเหลือบตามองไปไม่ได้ และหลังจากนั้นเขาก็ตะลึงงันไปทันที
ตอนที่ฉินเฟิงหัวเราะขึ้นมาเขาก็ยังคงดูเยือกเย็นเหมือนเก่า ทว่าหางตาและมุมปากที่ยกโค้งขึ้นมาเล็กน้อย รวมไปถึงั์ตาดำที่เจือประกายหยอกล้อออกมานั้น คล้ายจะหลอมละลายความเ็าบนร่างของเขาให้อบอุ่นขึ้นได้อย่างน่าประหลาด
ตอนอยู่ข้างนอกน้อยครั้งนักที่ฉินเฟิงจะหัวเราะออกมา จนมีข่าวลือกระทั่งว่าเขาไม่สามารถหัวเราะได้ แต่ว่าตอนนี้ ฉินเฟิงกลับหัวเราะออกมาต่อหน้าเขา
ทันใดนั้นภายในใจของเขาก็เกิดความรู้สึกยินดีคล้ายกับว่าได้สะสมแต้มประเภทที่ ‘ได้รู้จักฉินเฟิงในมุมที่คนภายนอกไม่รู้จัก’ ขึ้นมาอย่างกะทันหัน และหร่วนจือหวนที่เดิมทีคิดจะเอ่ยปากค้านก็ตัดสินใจหุบปากเงียบ ยากนักที่จะได้เห็นฉินเฟิงในฉบับเวอร์ชันนี้ (ฉบับเวอร์ชันยิ้ม) เจเพ็ก ซึ่งนี่ก็เป็สาเหตุที่เขาปล่อยให้ฉินเฟิงหยอกตัวเองเล่นอย่างใจกว้างนั่นเอง
แต่ถึงเขาปล่อยฉินเฟิงไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉินเฟิงจะปล่อยเขาเช่นกัน
“หร่วนจือหวน นายแอบมองฉันอีกแล้ว”
“เอ๊ะ...ไม่ใช่นะ! ผมไม่ได้ทำ! คุณฟังผมอธิบายก่อน”
“ฉันฟังอยู่ นายพูดสิ”
“ผม...”
การหยอกล้ออย่างอำมหิตได้ดำเนินมาจนกระทั่งถึงซูเปอร์มาร์เกตถึงจะยุติลง และในตอนที่ลงจากรถ ใบหน้าของหร่วนจือหวนก็ยังคงแดงระเรื่ออยู่เลย
เมื่อผีที่โด่งดังแห่งนรกอย่างฉินเฟิงกับผีหนุ่มที่อยู่ในชุดพนักงานทำความสะอาดตนหนึ่งลอยเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตไปด้วยกัน มันก็พาให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที ทว่าผีทั้งสองตัวนั้น ตัวหนึ่งเทความสนใจไปกับการซื้อของ จนไม่ได้ใส่ใจบรรยากาศโดยรอบมากนัก ส่วนอีกตัวหนึ่งก็พยายามใช้สายตาอันเ็าราวน้ำแข็งขับไล่บรรดาผีที่หมายจะเข้าใกล้ไปจนหมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีผีตัวใดกล้าเข้ามารบกวนทั้งสองอีกเลย
นับั้แ่ที่หร่วนจือหวนเข้าไปในซูเปอร์มาร์เกตอาการหน้าแดงของเขาก็หายไปอย่างรวดเร็ว เขาหยิบเครื่องปรุงรสลดราคาพิเศษใส่เข้าไปในรถเข็นด้วยความรวดเร็วแม่นยำ หลังจากนั้นก็ถือโอกาสหยิบเอาของใช้ในห้องน้ำที่ใกล้จะใช้หมดแล้วบางส่วนอีกด้วย ซึ่งนี่ก็ทำเอาฉินเฟิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดว่าที่ตัวเขาใน่เวลานี้ไม่มีความจำเป็ต้องออกไปหาซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันข้างนอกก็เพราะว่าตัวเองใช้น้อยลง ไฉนจะรู้ว่าอีกฝ่ายช่วยซื้อหาเอาไว้แทนเขาแล้วกันล่ะ
“คุณฉิน คุณอยากกินอะไรหรือครับ” หลังจากที่หร่วนจือหวนหยิบของที่ควรซื้อใส่ตะกร้าแล้ว ในที่สุดอารมณ์ของเขาก็ถือว่าสงบขึ้น ซึ่งเขาก็สามารถพูดคุยกับฉินเฟิงด้วยสีหน้าที่เป็ปรกติได้แล้ว
“อะไรก็ได้” ฉินเฟิงเหลือบตามองไปที่หร่วนจือหวน พนักงานทำความสะอาดรายนี้ถึงน้ำเสียงและสีหน้าจะราบเรียบ ทว่าเขากลับหลบตาและไม่กล้าสบตาผีอีกตัวตรงๆ
เหตุใดอีกฝ่ายถึงเป็เช่นนี้เขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่รู้ไปแล้วอย่างไรล่ะ เพราะเขาไม่มีอารมณ์สำนึกผิดเลยแม้เพียงนิด แถมยังอยากจะลองอีกหลายครั้งด้วย...รอให้บริเวณโดยรอบไม่มีผีตัวอื่นกำลังมองอยู่ก่อนเถอะ
“แต่คุณฉินพูดว่าอยากจะมาซื้อกับข้าวไม่ใช่หรือครับ” หร่วนจือหวนขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อครู่ฉินเฟิงดึงดันว่าจะตามมาด้วยให้ได้ มาถึงตอนนี้กลับบอกกับเขาว่ายังไงก็ได้เนี่ยนะ