ตอนที่ 19 สงสัยใครก็ได้ แต่อย่ามาสงสัยข้า
หลิวซื่อหลางลงทุ่งไปเก็บผักป่า เดิมทีเขาอยากจะไปตัดหญ้ามาให้หมู แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าแม่ของเขากินลูกหมูที่บ้านไปแล้ว การตัดหญ้าไปให้หมูจึงไม่มีประโยชน์ เขานั่งเศร้าแหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยสายตาว่างเปล่า เมื่อท้องร้องเสียงดัง เขาก็รู้สึกอึดอัดมาก
ท่านแม่โกรธแล้ว เขาไม่กล้ากลับบ้านเลย
ตอนนี้ท่านแม่น่าจะได้กินหมูตุ๋นกับข้าวขาวแสนอร่อยไปแล้ว เมื่อนึกถึงกลิ่นหมูตุ๋นก่อนที่จะออกมาข้างนอก หลิวซื่อหลางก็กลืนน้ำลาย เนื้อตุ๋นที่แม่เขาทำนั้นอร่อยมากจริง ๆ
เพียงแค่คิดก็ทำให้ความหิวโหยยิ่งปะทุขึ้น
ทันใดนั้น ความเคลื่อนไหวจากด้านข้างก็ดึงดูดความสนใจของหลิวซื่อหลาง เขารีบนั่งตัวตรงด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเมื่อเห็นคนที่โผล่ออกมาจากพงหญ้า หลิวซื่อหลางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “พี่...พี่หญิงสาม”
หลิวซานนีมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วก้มหน้าตัดหญ้าให้หมูต่อไป
หลิวซื่อหลางไม่กล้านั่งี้เีอีกต่อไป เขาจึงลุกขึ้นไปช่วย
จนกระทั่งตะกร้าของหลิวซานนีเต็ม หลิวซื่อหลางจึงกล้าถามนางอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงท้องของนางร้อง ท้องของเขาก็ส่งเสียงครวญครางออกมาด้วย แล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่าเขาถามนางไปว่านางกินข้าวหรือยัง ช่างเป็คำถามที่งี่เง่ายิ่งนัก
หลิวซานนีมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นสายตาก็จ้องมองไปยังกระบุงข้างหลังเขา “เ้านับว่าเป็คนฉลาดที่ติดตามท่านแม่ ได้กินดื่ม โดยไม่ต้องทำงานหนักเช่นนี้”
หลิวซื่อหลางไม่สบายใจ “พี่หญิงสาม ข้า ข้าทนแยกกับท่านแม่ไม่ได้”
หลิวซานนีแบกตะกร้าที่เต็มไปด้วยหญ้าสำหรับหมูไว้บนหลัง เดินไม่กี่ก้าว แล้วหยุดนิ่งโดยไม่หันกลับมามอง “ซื่อหลาง จงติดตามท่านแม่ไป อย่ามาบ้านท่านอารอง อย่ามาเด็ดขาด”
หลังจากพูดจบ นางก็เดินไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามอง พวกนางอยู่ในกองไฟแล้ว จึงไม่จำเป็ต้องให้ซื่อหลางเข้ามาอีกคน ติดตามท่านแม่นั้น...นับว่าดีแล้ว
หลิวซื่อหลางมองพี่สาวสามด้วยสีหน้าว่างเปล่า พี่สาวสามอยู่ที่บ้านท่านอารองไม่ได้สุขสบายหรือ?
แต่ตอนนี้เขาคิดมากไม่ได้ มันเริ่มเย็นแล้ว เขาต้องขึ้นไปตัดฟืนบนูเาก่อนจะกลับบ้าน
เมื่อเขากลับบ้านพร้อมกับฟืนบนหลัง มารดาก็อยู่ที่บ้านแล้ว และกำลังทำอาหารอยู่
“ท่านแม่ ขอโทษขอรับ ข้า ข้ามาช้า ข้า ข้าจะทำอาหารให้” หลิวซื่อหลางรีบพูด
หลินจิ่วเหนียงเหลือบมองเขา แล้วลุกขึ้นหลีกทางให้เขา “ระวัง อย่าให้ไหม้นะ”
หลิวซื่อหลางรีบพยักหน้า เมื่อเห็นว่านางอารมณ์ดี เขาก็โล่งใจ
ถึงเวลากินอาหารเย็น เมื่อเขาเห็นชามใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าว และมีเนื้อหมูชิ้นหนาโปะอยู่้า ดวงตาของเขาก็แดงก่ำ ั้แ่เล็กจนโต เขาไม่เคยกินข้าวขาวที่ไม่ผสมกับมันเทศและเผือกเลยสักชาม แต่ตอนนี้มีเพียงข้าวขาวล้วนเต็มชาม!
หลิวซื่อหลางอ้าปากกินคำโต หอม หอมจริง ๆ
เมื่อเห็นข้าวสองสามเม็ดหล่นลงบนโต๊ะอาหาร เขาก็ใมากและรีบหยิบมันเข้าปาก จากนั้นความรู้สึกผิดที่ทำให้สิ้นเปลืองอาหารก็หายไป
หลินจิ่วเหนียงใมากจนพูดไม่ออก เมื่อเห็นการกระทำของเขา และเห็นเขากินข้าวคำใหญ่ แล้วก็ส่ายหน้า “ทำตามที่ข้าบอก ข้ารับประกันได้ว่าเ้าจะได้กินข้าวทุกวัน ได้กินเนื้อชิ้นใหญ่เต็มปาก แค่ข้าวหกไม่กี่เม็ดไม่ต้องกังวลหรอก”
ในเมื่อนางสามารถเก็บเกี่ยวจากช่องว่างมิติได้ ฮึ่ม ยังจำเป็ต้องกลัวว่าอาหารจะหมดอีกหรือ?
ั์ตาของหลิวซื่อหลางเป็ประกาย “ท่านแม่ จริงหรือขอรับ?”
มันแตกต่างไปจากเดิม เขารู้สึกว่าหลังจากที่แม่หายจากอาการป่วย นางก็แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ท่าทางขณะที่แม่เขาพูดเมื่อครู่นี้น่าเกรงขามมาก เหมือนกับฮูหยินของครอบครัวเศรษฐีในเมืองเลย
“สงสัยใครก็ได้ แต่อย่ามาสงสัยข้า” หลินจิ่วเหนียงยิ้มเยาะ ชาติที่แล้ว เพื่อความอยู่รอดและจ่ายค่าเล่าเรียน นางต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงตัวเองั้แ่ยังเด็กมาก และเคยทำงานถึงสี่งานต่อวัน ดังนั้นหากนาง้าหาเงิน ก็ย่อมไม่ใช่เื่ยากแน่นอน
“หลิวซื่อหลาง หากเ้าอยากอยู่ในบ้านหลังนี้ ก็อย่าตั้งคำถามกับคำพูดของข้าดีกว่า เข้าใจหรือไม่?”
หลิวซื่อหลางรีบพยักหน้า ตราบใดที่เขากินได้กินอิ่ม ไม่จำเป็ต้องทนหิวอีกต่อไป จะให้เขาทำอะไรก็ย่อมได้ทั้งนั้น ไม่ใช่แค่เชื่อฟังแม่ตอนนี้เท่านั้น แต่เขาจะเชื่อฟังคำพูดของท่านแม่เสมอ
“ยังมีอีกอย่าง อยากกินก็ต้องทำงาน ข้าไม่สนับสนุนคนเกียจคร้าน ไม่ทำงานก็ไม่ต้องกิน” หลินจิ่วเหนียงดันชามที่นางกินเสร็จแล้วไปข้างหน้า “กินข้าวเสร็จแล้วล้างชามด้วย แล้วรีบเข้านอน พรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงาน”
หลังจากพูดจบ นางก็เดินไปที่ห้องของตัวเอง เดินไปได้ครึ่งทางก็หันมามองด้วยสายตารังเกียจ “อีกอย่างคือข้าเกลียดความสกปรกและกลิ่นเหม็น เ้าต้มน้ำเอง แล้วอาบน้ำล้างตัวให้สะอาด หากพรุ่งนี้ข้าได้กลิ่นเหม็นจากตัวเ้าอีก เ้าได้เจอดีแน่”
หลิวซื่อหลางงุนงง แล้วก้มหน้าดมกลิ่นตัวเองโดยไม่รู้ตัว เขาตัวเหม็นหรือ?
เขาเพิ่งอาบน้ำเมื่อเจ็ดวันก่อนนี้เอง
ทันทีที่เขาก้มหน้าลง กลิ่นที่อธิบายไม่ถูกก็พุ่งเข้าจมูก หลิวซื่อหลางรีบวิ่งไปที่ห้องครัวโดยไม่เอ่ยคำใดสักคำ
เขาอยากไปต้มน้ำอาบ เขาต้องไม่ทำให้มารดาไม่พอใจ เขาไม่อาจปล่อยให้นางใช้เหตุผลนี้ไล่เขาออกไปได้
ส่วนหลินจิ่วเหนียงที่เข้ามาในห้องนอนแล้วก็ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด แล้วถือเมล็ดพืชเข้าไปในช่องว่างมิติ
หลังจากเข้าไปในช่องว่างมิติแล้ว นางก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น
ั้แ่เมื่อวานจนถึงวันนี้ตอนกลางวัน นางยุ่งตลอดเวลา จึงไม่มีเวลาทำความเข้าใจพื้นที่นี้ให้ดี แต่ตอนนี้ในที่สุดนางก็มีเวลา
หลังจากการสำรวจ ในที่สุดหลินจิ่วเหนียงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่นางไม่จำเป็ต้องหว่านเมล็ด ปลูกต้นกล้าและเก็บเกี่ยวด้วยตัวเองเหมือนในโลกความจริง ไม่เช่นนั้นนางคงจะล้มตัวลงยอมแพ้
ด้วยที่ดินสามพันหมู่ ต่อให้ใช้เวลาเป็ปี นางก็ไม่อาจปลูกได้ทั้งหมด
นางหยิบเมล็ดพืชขึ้นมาหนึ่งกำมือ กลั้นใจคิด จากนั้นเมล็ดพืชในมือก็หายไปทันที เมื่อเมล็ดพืชปรากฏขึ้นอีกครั้ง พวกมันก็ถูกหว่านอย่างเป็ระเบียบในพื้นดินแล้ว
เยี่ยมไปเลย
เมื่อกลั้นใจคิดอีกครั้ง ถุงเมล็ดพืชด้านข้างก็ว่างเปล่าทันที และเมล็ดพืชก็ถูกหว่านลงบนพื้นที่สิบไร่อย่างเป็ระเบียบ ทันใดนั้นเอง สมองของหลินจิ่วเหนียงก็มีข้อมูลพิเศษผุดขึ้นมา มันคือพื้นที่จัดเก็บในช่องว่างมิติขนาดหนึ่งตารางเมตร
ที่ดินสิบหมู่ เปิดใช้พื้นที่จัดเก็บหนึ่งตารางเมตร
หลินจิ่วเหนียงเกือบจะสบถออกมา
ให้พื้นที่จัดเก็บในช่องว่างมิติแก่นางทั้งที แต่เหตุใดถึงตระหนี่ให้นางแค่หนึ่งตารางเมตรเท่านั้น?
หนึ่งตารางเมตรจะวางของได้กี่ชิ้นกันเชียว?
แม้อยากจะบอกว่าทรัพยากรไม่ได้หายาก แต่ความเป็จริงนั้นค่อนข้างหายาก
ช่างเถิด หนึ่งตารางเมตรก็ดูเหมือนจะจุของได้มากมายแล้ว
หลังจากบ่นเื่นี้แล้ว ก็ตัดสินใจออกจากระบบมานอน ใช้เวลาประมาณหนึ่งร้อยสิบวันหลังจากหว่าน เมล็ดจึงจะงอกขึ้นมาเป็ต้น และต้องเข้ามาใส่ปุ๋ยและรดน้ำเป็ประจำ
ทว่าทุกการกระทำเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นในความคิดทั้งสิ้น
เมื่อออกจากช่องว่างมิติ ขณะที่นางยืนนิ่งก็รู้สึกเวียนหัวจนเซ และเกือบจะล้มลงกับพื้น
บ้าจริง!
หลินจิ่วเหนียงยื่นมือออกไปจับขอบเตียง เพื่อพยุงร่างตัวเองไม่ให้ล้ม
นางส่ายหน้าแล้วฟื้นคืนสติ
ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่ได้มาโดยไม่ต้องตอบแทน ทุกสิ่งล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย
เหมือนกับตอนนี้
นางเดาว่าช่องว่างมิตินั้นใช้พลังสมอง หากนางเข้าไปใช้มากเกินไป นางก็จะเป็ลม และพื้นที่สิบไร่ก็ทำให้ถึงขีดจำกัดแล้ว
นางพยายามปีนขึ้นไปบนเตียง แล้วล้มตัวลงนอน จากนั้นถอนหายใจ
ไม่มีกำไรโดยไม่ต้องจ่าย และการจ่ายย่อมเป็ไปตามสัดส่วนกำไร
้าเพาะปลูกในที่ดินเ่าั้อีกหรือไม่?
หลินจิ่วเหนียงหาว สามพันหมู่ หากปลูกพืชสามพันหมู่พร้อมกัน จะไม่เหนื่อยจนขาดใจตายหรือ?
มีความเป็ไปได้ที่นางจะตายเมื่อใดก็ได้โดยไม่มีใครรู้ เมื่อนึกถึงความเป็ไปได้นี้ หลินจิ่วเหนียงก็ตัวสั่นสะท้าน นางยังอยากจะประกอบอาชีพในสมัยโบราณที่แปลกประหลาดนี้ นางจะตายอย่างน่าสังเวชถึงเพียงนั้นได้อย่างไร?
ต้องคิดหาวิธีแก้ไขปัญหานี้อย่างรอบคอบ แต่ก่อนจะแก้ปัญหาได้ก็อย่าเพิ่งพยายามแบบส่งเดช
ขณะคิดเื่นี้ในใจ นางก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ง่วงนอนเหลือเกิน!
..............................................................................................................................
สารจากผู้แปล
ทุกอย่างมีข้อแลกเปลี่ยน ค่อยๆ ทำไปทีละน้อย เก็บขั้นไปเรื่อยๆ ดีแล้วค่ะ
ไหหม่า(海馬)