ตอนที่ 77 แคลนธรรมจักร
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ในศาสนาพุทธมีการบำเพ็ญภาวนา
ภาวนาหมายถึงการพัฒนา ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่รูปแบบคือ
กายภาวนาคือการพัฒนาร่างกายให้แข็งแรง ดังเช่นการฝึกฝนกายของพระวัดเส้าหลิน
ศีลภาวนาคือการพัฒนาศีล สร้างระเบียบให้เกิดศีล ทำให้ศีลเป็นเกราะป้องกันตัว
จิตภาวนาคือการพัฒนาจิตหรือการเจริญสมถกรรมฐานเพื่อให้จิตสงบและหยุดนิ่งจนเกิดเป็นสมาธิ เป็นเหตุให้บรรลุฌาณ
ปัญญาภาวนาคือการพัฒนาปัญญา เจริญวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้จิตที่มีกำลังดีแล้วจากการสมถะ ให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมต่างๆ ด้วยตนเอง จนเกิดเป็นปัญญาขั้นสูงคือ “ภาวนามยปัญญา”
กสิณไฟคือกรรมฐานกองที่มีพลังมากที่สุดในการปฏิบัติสมาธิภาวนาหรือจิตภาวนา
พระสงฆ์ที่ฝึกฝนมาถึงขั้นนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้ใช้พลังจิตที่สูงส่งคนหนึ่ง
ครูบาส่องหล้าคือสุดยอดฝีมือเวเนเตอร์ระดับต้นๆ ของประเทศไทย และเขาก็เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของแคลนธรรมจักร ซึ่งเป็นแคลนที่น่าหวั่นเกรงแคลนหนึ่งระดับประเทศ
แม้แคลนธรรมจักรจะไม่ใช่แคลนท็อป 5 ของประเทศ แต่ก็เป็นแคลนที่แคลนทั้งห้าไม่อาจดูถูกได้
เนื่องจากแคลนธรรมจักรไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องทางโลก จึงไม่ต้องการแข่งขันกับแคลนอื่น แต่สมาชิกระดับสูงแต่ละคนของแคลนนั้นน่าหวาดหวั่นเป็นอย่างมาก
พวกเขาคือเหล่าพระสงฆ์ผู้บำเพ็ญเพียร เร้นกายไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลก แต่เมื่อโลกตกอยู่ในความอลหม่าน มอนสเตอร์ออกมาทำร้ายผู้คน พวกเขาจึงต้องออกมาจากเงามืดเพื่อกำจัดภัยพาลให้โลกนี้สงบสุข
แคลนธรรมจักรจะไม่รับผลประโยชน์ใดๆ จากอบิสที่พวกเขาเคลียร์ และจะจัดการแต่อบิสที่มีความยากจนมีความเสี่ยงให้ผู้คนตายตกเท่านั้น
เพราะเหตุนี้ผู้คนจึงหวั่นเกรงในแคลนธรรมจักร
พระทั้งสองรูปได้มาเข้าพบครูบาส่องหล้าที่พึ่งจะจัดการกับราชามอนสเตอร์ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีข้อความสำคัญที่ต้องส่งต่อ
“ครูบาส่องหล้า หลวงปู่ให้พวกเรามาแจ้งข้อความแก่ท่าน ตอนนี้แคลนบัญชาฟ้าได้ลงมือพิชิตอบิสสีน้ำเงินที่พึ่งถือกำเนิดใหม่ พวกเขาพยายามที่จะเข้าไปที่นั่นหลายครั้ง แต่ก็ต้องประสบกับความล้มเหลว บัญชาเมฆจึงขอความช่วยเหลือแคลนต่างๆ ของประเทศ ซึ่งรวมถึงแคลนของพวกเราด้วย”
พระสงฆ์รูปหนึ่งแจ้งข้อความต่อครูบาส่องหล้า
“อาตมาทราบแล้ว อบิสสีน้ำเงินคือมหาภัยพิบัติ หากอบิสแห่งนั้นเกิดแตกขึ้นมา ประเทศนี้จะต้องถึงกาลอวสารแน่ อาตมารับปากจะไปช่วยพวกเขาเอง” ครูบาส่องหล้ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่น่าเลื่อมใส
“อีกสองเดือนข้างหน้าแคลนบัญชาฟ้าจะลงเทรดอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครูบาที่ช่วยเหลือสัตว์โลก”
พระทั้งสองรูปเมื่อส่งข้อความตามหน้าที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงไหว้ลาและหายไปจากที่นั่นในพริบตา
พรึบ!
ครูบาส่องหล้ายังคงยืนอยู่ที่เดิม เขาโบกมือออกไปครั้งหนึ่ง
แกนสปีริตจากร่างราชามอนสเตอร์ก็ลอยเข้าหาตัว
แม้จะเป็นผู้ที่ละจากทางโลก แต่ในการต่อสู้กับมอนสเตอร์ก็ต้องอาศัยการบ่มเพาะ ดังนั้นแกนสปีริตจึงทรัพยากรที่สำคัญที่ไม่อาจทิ้งขว้างได้
นอกจากครูบาส่องหล้าแล้ว ยังมีพระระดับสูงรูปอื่นๆ ในแคลนธรรมจักรเข้าร่วมการลงเทรดในครั้งนี้ด้วย
ความแข็งแกร่งของแคลนธรรมจักรนับว่าเป็นแหล่งรวมยอดฝีมือทางด้านความสามารถพิเศษก็ว่าได้
ตอนนี้ดูเหมือนว่าแคลนบัญชาเมฆจะได้รับความลำบากอย่างแท้จริง ผ่านมาหลายเดือนแล้วพวกเขายังไม่สามารถจัดการกับอบิสระดับสีน้ำเงินได้สำเร็จ
ต้องรู้ไว้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยนั้นต้องเผชิญหน้ากับอบิสระดับสีน้ำเงินเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นในตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ดังนั้นในครั้งนี้จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากเป็นอย่างมากสำหรับแคลนบัญชาเมฆ พวกเขาจึงได้ขอความช่วยเหลือจากแคลนต่างๆ
เรื่องของระดับสูงพวกนี้ เฟิร์สยังไม่มีสิทธิ์ที่จะรับรู้
แต่ในขณะเดียวกันตัวตนระดับสูงของประเทศหลายคนก็แอบสังเกตถึงการมีอยู่ของเฟิร์ส
มนุษย์นั้นมีอายุขัยจำกัด แม้ว่าในยุคนี้จะมีผู้แข็งแกร่งเปิดเผยตัวออกมามากมาย แต่หากเวลาผ่านไปในอนาคต ผู้แข็งแกร่งที่มีนั้นย่อมโรยรา คลื่นลูกใหม่ย่อมเป็นกำลังสำคัญต่อระดับสูงเหล่านี้
ดังนั้นเหล่าเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่เติบโตเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญ
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เฟิร์สกลัวนั้นจะเป็นจริง มนุษย์นั้นไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ ความตายนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ หากหมดสิ้นในอายุขัย ไม่ว่าพวกเขาจะมีพลังแข็งแกร่งมากเท่าใด ก็ย่อมต้องตายตกไปตามกาลอยู่ดี
แม้เวเนเตอร์ที่มีระดับบ่มเพาะสูงส่วนมากจะตายตกอยู่ในอบิส แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่ตายจากไปเพราะอายุขัย เพียงแต่ไม่มีข่าวประกาศออกมา
ซึ่งระดับสูงของแคลนธรรมจักรก็เป็นหนึ่งในนั้น
มีพระอาวุโสรูปหนึ่งบ่มเพาะไปได้ถึงดาราแดงเก้าแฉกแล้วละสังขาล จากไปด้วยอายุขัยที่สิ้นสุดลงในเก้าสิบสี่พรรษา
เนื่องจากแคลนธรรมจักรนั้นรักสงบอยู่แล้ว การมรณะของพระอาวุโสรูปนั้นจึงเหมือนกับ พระสงฆ์ธรรมดาที่สิ้นไป
รายชื่อของระดับสูงแคลนธรรมจักรจะไม่ค่อยมีการเปิดเผยออกมา เพราะพวกเขาไม่สนใจในชื่อเสียง เพราะเหตุนี้จึงไม่มีใครรับรู้ถึงตัวตนของพระสงฆ์ที่ทรงอานุภาพเหล่านี้
ซึ่งในขณะเดียวกันแคลนธรรมจักรเองก็ได้ให้กำเนิดเณรที่มีความสามารถในการบำเพ็ญภาวนาขึ้นมาเช่นเดียวกัน เณรรูปนั้นมีอายุเพียงสิบเจ็ดพรรษาเท่านั้น แต่กลับมีญาณรับรู้ที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
หลายคนคาดว่าเณรรูปนั้นจะกลายเป็นผู้นำของแคลนธรรมจักรในรุ่นต่อไป
ทั้งนี้นอกจากแคลนธรรมจักรซึ่งเป็นตัวแทนของศาสนาแล้ว ในประเทศไทยยังมีแคลนที่สร้างขึ้นมาจากศาสนาเช่นกัน นั่นก็คือแคลนวิหารแห่งศาสนจักร และแคลนศาลเทพเจ้า
ซึ่งทั้งสองแคลนนี้แม้จะเป็นตัวแทนของศาสนาในประเทศ แต่กลับไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับแคลนธรรมจักร เพราะในขณะเดียวกันแคลนของศาสนจักรที่แข็งแกร่งคือแคลนวาติกันที่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรปมากกว่า
ส่วนแคลนที่ได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อของจีน แคลนเทพเซียนในประเทศจีนย่อมแข็งแกร่งมากกว่าเช่นกัน
ดังนั้นทั้งสองแคลนนี้จึงเป็นแคลนสาขาที่ตั้งอยู่ภายในประเทศไทยมากกว่า
ทั้งนี้แคลนที่มาจากความเชื่อของผู้คนอีกแคลนหนึ่ง ที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมากและมีชื่อเสียงยิ่งกว่าแคลนธรรมจักรก็คือ “แคลนไสยเวทย์” ซึ่งเป็นท็อป 5 แคลนที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ
แคลนไสยเวทย์นั้นเป็นแหล่งรวมตัวของผู้มีความสามารถพิเศษในด้านเวทมนตร์คาถา หมอผีและผู้ทำคุณไสยที่แข็งแกร่งล้วนอยู่ในแคลนนี้ทั้งสิ้น ยิ่งพวกเขาได้รับพลังจากสปีริต อำนาจทางด้านเวทมนตร์คาถาของพวกเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพราะเหตุนี้พวกเขาจึงเข้ามาจัดอยู่ในห้าอันดับสุดยอดของประเทศ
กล่าวกันตามตรงแล้วทุกแคลนล้วนต้องการสืบทอดปณิธานของพวกเขาให้สืบต่อไป ดังนั้นจึงตั้งความหวังไว้กับต้นกล้ารุ่นใหม่เป็นอย่างมาก
โดยที่จะใช้ผลจากงานประลองเวเนเตอร์ดาวรุ่งเป็นตัววัด
อีกด้านหนึ่ง
เด็กหนุ่มผู้เป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายกำลังรับประทานอาหารกับผู้เป็นบิดาอย่างมีความสุข
“พ่อว่าแต่ช่วงนี้พ่อได้ฝึกฝนบ้างรึเปล่า?” เฟิร์สเอ่ยถามอย่างใส่ใจ
“แน่นอนว่าต้องฝึก นิวโฮปได้ให้ทรัพยากรมาฟรีๆ หากไม่ใช่มันจะไม่เป็นการเสียของหรอ? อีกอย่างหากพ่อแข็งแกร่งขึ้นพ่อก็จะสามารถช่วยคนได้มากขึ้น” คุณหมอสมคิดกล่าว
“เฟิร์สดีใจนะที่พ่อสนใจในการบ่มเพาะ ถ้าเป็นแบบนี้แล้วเฟิร์สจะบอกความลับบางอย่างกับพ่อ”
ตอนนั้นเองคุณหมอสมคิดก็เงียบไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขานั้นรู้ว่าลูกชายมีความลับที่ไม่อาจเปิดเผยได้
ลูกชายของเขาเก่งกาจอย่างพรวดพราดแบบนี้ ย่อมมีความลับบางอย่างปิดบังไว้เป็นธรรมดา
แต่เขาก็ไม่เคยเอ่ยถาม เพราะนี่เป็นเรื่องส่วนตัว ต่อให้เขาเป็นพ่อก็ไม่สมควร
“เฟิร์ส ลูกไม่ต้องบอกความลับของลูกให้พ่อฟังก็ได้” สมคิดกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล
เฟิร์สยิ้มและเอ่ย “ไม่เป็นไรครับพ่อ ตอนนี้เฟิร์สเชื่อว่าเฟิร์สพอมีกำลังที่จะปกป้องตัวเองได้แล้ว”
ทันทีที่เขาเอ่ยจบ กลางหน้าผากก็เผยสัญลักษณ์ดาราขาวแปดแฉกออกมา
ดวงตาของสมคิดเบิกกว้างขึ้น เขามองลูกชายของเขาอย่างตกใจ
“นี่ลูก! ลูกเลื่อนขั้นมาถึงขนาดนี้แล้วหรอ?”
“อย่างที่พ่อเห็นนั่นแหละครับ ถ้าเฟิร์สอธิบายตอนนี้พ่ออาจยังไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าพวกเราขึ้นไปข้างบนกันเถอะ”
“เฟิร์สกำลังจะทำอะไร?”
“เดี๋ยวพ่อก็รู้”
เฟิร์สเข้าไปที่ห้องนอนของสมคิด เขาโบกมือออกไปเบาๆ เตียงที่หนักหลายสิบกิโลกรัมพลันขยับออกไปด้านข้าง
“เฟิร์ส!” สมคิดตกใจจนอ้าปากค้างเมื่อเห็นการกระทำนี้
นี่ไม่ใช่ว่าลูกชายของเขาเป็นผู้ใช้พลังจิตหรอกหรือ?
สมคิดไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเฟิร์สได้ใช้อำนาจอักขระพลักเตียงให้ขยับออกไป
เฟิร์สยังไม่อธิบายอะไรในตอนนี้ เขาทำมุทราอย่างรวดเร็วแล้วชี้ไปยังพื้นที่เป็นตำแหน่งของเตียงเดิม
เวิง!
อักขระปรากฏขึ้นอย่างแน่นขนัด ขณะเดียวกันก็ก่อรูปร่างเป็นวงแหวนค่ายกลที่ซับซ้อน
แสงสีฟ้าทอประกายไปทั่วทั้งห้องนอน แต่โชคดีที่ก่อนหน้านี้เฟิร์สได้ว่าอำนาจอักขระควบคุมไม่ให้แสงเหล่านี้เล็ดลอดออกไปจากห้องแห่งนี้