ตอนที่ 14 หนูอยากพบเสิ่นจ้านตง
เหยียนฮุ่ยกำลังหั่นมันฝรั่งเส้นส่วนโจวหรูไห่นั่งยองๆ ปอกกระเทียมอยู่ตรงถังขยะข้างประตูห้องครัวทั้งสองคนคุยกันไปด้วย ในหม้อกำลังต้มซุปกระดูกหมู กลิ่นหอมฟุ้งลอยออกมา
“เสิ่นจ้านตง...”
จู่ๆ โจวซ่านซ่านก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนักทำให้เหยียนฮุ่ยใจนมีดเกือบบาดมือในขณะเดียวกันโจวหรูไห่ก็ทิ้งกระเทียมที่ปอกอยู่แล้ววิ่งไปหาโจวซ่านซ่านที่ห้องทันที
ทว่าโจวเทารุ่ยที่กำลังดูทีวีอยู่ที่ห้องรับแขกเร็วกว่าโจวหรูไห่ไปก้าวหนึ่งเขาใช้เท้าถีบประตู พุ่งไปสองสามก้าวก็ถึงเตียงของโจวซ่านซ่าน
เห็นสีหน้าของโจวซ่านซ่านขาวซีดกัดฟันจนริมฝีปากมีเืซิบ ร่างกายของเธอสั่นตลอดเวลา น้ำตาไหลออกมาเหมือนไข่มุก กลิ้งหยดลงมาเรื่อยๆจนหมอนเปียกไปหมด
“โจวซ่านซ่านโจวซ่านซ่าน พี่ พี่เป็อะไรไป”
โจวเทารุ่ยคุกเข่าอยู่ข้างเตียงของโจวซ่านซ่านคิดจะปลุกเธอขึ้นมา ทว่าร่างเธอสั่นไม่หยุด น้ำตาก็ไม่ยอมหยุดไหล ปากก็พูดเพียงแต่คำว่า‘เสิ่นจ้านตง’
เหยียนฮุ่ยกับโจวหรูไห่วิ่งเข้ามาในห้องเห็นท่าทางของลูกสาว ทั้งสองก็ใสุดขีด
“ซ่านซ่านซ่านซ่าน ลูกเป็อะไร ฝันร้ายหรือลูก รีบตื่นสิ แม่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว!”เหยียนฮุ่ยเขย่าไหล่โจวซ่านซ่านเบาๆ พยายามปลุกเธอให้ตื่น
แต่โจวซ่านซ่านดูเหมือนจะตกอยู่ในฝันร้ายที่ไร้ทางออกไม่ว่าทั้งสามคนจะพยายามปลุกอย่างไร เธอก็ไม่ตื่นขึ้นมาสักที
“เหล่าโจวทำ...ทำยังไงดี”
เหยียนฮุ่ยตื่นตระหนกลูกสาวของตัวเองร้องไห้ออกมาหนักขนาดนี้ น้ำตาของลูกสาวเห็นแล้วคนเป็แม่ก็เ็ป
โจวหรูไห่คิดอยู่สักครู่เอื้อมมือไปใกล้และใช้หัวแม่มือกดตรงจุดศูนย์กลางของร่างกาย ลองปลุกเธอด้วยวิธีโบราณ
หลังจากนั้นไม่นานโจวซ่านซ่านก็หายใจเร็วขึ้นก่อนจะลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
“แม่...พ่อ...”
ตอนโจวซ่านซ่านเห็นใบหน้าพ่อแม่ที่เป็กังวลอยู่ราวกับเธอคว้าฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตเอาไว้ เธอกอดเหยียนฮุ่ยแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
“แม่ แม่หนูตายแล้ว...”
โจวซ่านซ่านอยู่ในอ้อมกอดของเหยียนฮุ่ยร้องไห้ราวกับโลกแตกสลาย ฉากนองเืในความฝันนั้นยังคงติดอยู่ในหัวของเธออย่างชัดเจนชีวิตน้อยๆ ถูกคนใจร้ายพรากจากไป!
เหยียนฮุ่ยกับโจวหรูไห่มองหน้ากันอย่างตกตะลึง
“เด็กโง่ลูกแค่ฝันไปเท่านั้น! ตอนนี้ลูกไม่ได้อยู่ในอ้อมกอดแม่หรอกหรือ ไม่ต้องกลัวไม่ต้องกลัวนะ แม่อยู่นี่แล้ว!”เหยียนฮุ่ยลูบหลังโจวซ่านซ่านเบาๆ ปลอบอย่างอ่อนโยน
โจวซ่านซ่านร้องไห้อย่างไม่เป็ตัวของตัวเองเธอจับชายเสื้อของเหยียนฮุ่ยแน่น กลัวว่าหากลืมตาขึ้นมาอีกครั้งจะกลับไปยังฝันที่น่ากลัวนั้นอีก กลับไปเห็นฉากที่น่าอนาถใจนั้นอีก
“แม่ลูกของหนูก็ตายแล้ว พวกเขาทำร้ายหนูกับลูก!”
โจวซ่านซ่านร้องไห้ไปก็กระซิบบ่นไปพูดเื่ราวในฝันออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ นั่นไม่ใช่ฝัน นั่นมันเคยเกิดขึ้นจริงทั้งหมด!
เหยียนฮุ่ยมองไปที่โจวหรูไห่โจวเทารุ่ยก็มองไปที่โจวหรูไห่ เกิดอะไรขึ้น ซ่านซ่านเป็อะไรไป
โจวหรูไห่ถอนหายใจพูดเสียงเบา “ให้ลูกระบายไปสักพักเถอะ ให้ร้องออกมา เดี๋ยวก็ดีขึ้น ลูกแค่เสียขวัญไปเท่านั้น!”
เหยียนฮุ่ยกอดซ่านซ่านแน่นขึ้นพูดด้วยเสียงแหบแห้ง “ซ่านซ่าน ไม่ต้องกลัว พ่อกับแม่อยู่นี่ไม่มีใครกล้าทำอะไรลูกหรอก ไม่มีใครมาทำอะไรลูกได้!”
โจวซ่านซ่านร้องไห้ออกมาหนึ่งชั่วโมงเต็มก่อนจะค่อยๆ สงบลง
เวลานี้ฟ้ามืดแล้วไฟถนนสีเหลืองสองสามดวงช่วยขจัดความหนาวเย็นในค่ำคืนนี้ออกไปซุปกระดูกหมูในหม้อก็ต้มนานจนแห้งแล้ว หม้อก็แตกไปแล้วเช่นกันในห้องครัวเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้
เหยียนฮุ่ยให้โจวเทารุ่ยบิดหมาดผ้าขนหนูอุ่นๆมาให้ เธอค่อยๆ เช็ดเหงื่อบนใบหน้าของโจวซ่านซ่านและช่วยสางผมที่ยุ่งเหยิงให้เธอ จึงค่อยให้เธอลุกมานั่งข้างเตียงโจวเทารุ่ยนั่งยองๆ สวมรองเท้าให้โจวซ่านซ่าน
“ไปไปนั่งห้องนั่งเล่นสักพัก พ่อของลูกต้มบะหมี่ไข่เอาไว้ ลูกกินสักหน่อยนะ”เหยียนฮุ่ยพยุงโจวซ่านซ่านออกจากห้องมานั่งที่โซฟาห้องนั่งเล่น
โจวหรูไห่นำบะหมี่ออกมาบะหมี่เส้นบางๆ ตกแต่งหน้าด้วยไข่ดาวและโรยหน้าด้วยต้นหอม ราดด้วยน้ำมันงาหอมเตะจมูก
“ซ่านซ่านกินข้าวก่อน มีเื่อะไรค่อยว่ากัน มากินให้อิ่มท้องก่อนแล้วค่อยพูดนะ”
โจวหรูไห่คีบเส้นด้วยตะเกียบเป่าเบาๆ ก่อนจะป้อนให้โจวซ่านซ่าน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
โจวซ่านซ่านยังคงตัวสั่นไม่หยุดเธอทำได้เพียงขานรับ ‘อือ’ ออกมาเบาๆ ก่อนจะอ้าปาก ให้บะหมี่ที่กำลังร้อนๆเข้าปากไป เธอถึงรู้สึกได้ว่า ตัวเองเหมือนได้สติอีกครั้ง
“พ่อคะหนูกินเองได้แล้วค่ะ พ่อกับแม่แล้วก็รุ่ยรุ่ยก็รีบกินข้าวเถอะ นี่จะสองทุ่มแล้ว”
โจวซ่านซ่านรับตะเกียบจากมือโจวหรูไห่มาก่อนจะกินบะหมี่ในชามทีละคำใหญ่ๆ จนบะหมี่ในชามลงไปอยู่ในท้องหมด ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็สีแดงเหมือนสีกุหลาบ
โจวหรูไห่ตักบะหมี่เพิ่มให้โจวซ่านซ่านอีกครึ่งชามพร้อมรินน้ำซุปให้ด้วย แล้วเขาก็ตักบะหมี่ชามโตส่งให้โจวเทารุ่ย ส่วนเขากับเหยียนฮุ่ยนั้นไม่ได้กิน
เมื่อกินข้าวและทำความสะอาดโต๊ะเสร็จก็เป็เวลาสามทุ่มกว่าแล้ว
โจวซ่านซ่านนั่งลงบนโซฟาดูละครเป็ละครเื่ ไซอิ๋ว[1]ที่กำลังมาแรง โจวเทารุ่ยขยับไปนั่งใกล้เธออย่างระมัดระวังสายตาก็จ้องไปที่เธอตลอด กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธออีก
“รุ่ยรุ่ยมาจ้องฉันทำไม ฉันมีอะไรน่าดูกว่าไซอิ๋วหรือ”
โจวซ่านซ่านกระอักกระอ่วนจึงหันมาถามโจวเทารุ่ยเห็นแค่โจวเทารุ่ยที่หันหน้าไปมาแบบไม่เป็ธรรมชาติ ก่อนจะพูดพึมพำ“พี่ร้องไห้อย่างกับสัตว์ประหลาดน่าเกลียด มีตรงไหนน่ามองกันล่ะ”
เหยียนฮุ่ยเดินมาพร้อมกับส่งแอปเปิลให้โจวซ่านซ่านหนึ่งลูกก่อนจะหันมาตบหัวโจวเทารุ่ยสองที “แกว่าใครน่าเกลียด แม่ว่าแกน่าเกลียดกว่าซ่านซ่านตั้งเยอะ!”
โจวเทารุ่ยยกมือยอมแพ้“ใช่ๆ ผมน่าเกลียดที่สุด ผมน่าเกลียดกว่าปีศาจวัวในเื่ไซอิ๋วอีก ไม่สิๆ ผมน่าเกลียดกว่าตือโป๊ยก่ายพี่ผมสวยกว่าฉางเอ๋อ[2]อีก”
โจวซ่านซ่านได้ยินโจวเทารุ่ยแกล้งพูดแบบนั้นหัวเราะออกมาเธอกัดแอปเปิลคำหนึ่ง สีหน้าดูสบายใจขึ้นไม่น้อย
โจวหรูไห่เพิ่งถูพื้นเสร็จเขาเช็ดมือแล้วเดินมานั่งเก้าอี้ข้างๆ โจวซ่านซ่าน ก่อนจะถามอย่างใคร่ครวญ“ซ่านซ่าน รู้สึกดีขึ้นหรือยังลูก”
โจวซ่านซ่านเงียบไปพักหนึ่งวางแอปเปิลลง เงยหน้าขึ้นมองโจวหรูไห่ “พ่อคะ หนูขอโทษค่ะ หนูทำให้พ่อกับแม่กังวลหนู... หนูก็แค่... ก็แค่ฝันร้ายเท่านั้น”
เหยียนฮุ่ยถอนหายใจเธอจับมือโจวซ่านซ่านพูดอย่างเป็ห่วง “ลูกฝันว่าอะไรถึงทำให้ลูกร้องไห้ออกมาขนาดนั้นหรือถ้าไม่อย่างนั้น รอวันหยุดก่อนแล้วลูกกับแม่ไปไหว้พระที่วัดกันดีไหม”
โจวหรูไห่กำลังจะพูดว่านี่มันศตวรรษที่เท่าไรกันแล้วความเชื่ออะไรพวกนี้มันคร่ำครึ แต่คิดๆ ดูแล้วเห็นลูกสาวตัวเองมีท่าทางอ้างว้างไร้ทางช่วยแบบเมื่อสักครู่เขาก็เก็บคำพูดไปดีกว่า
ถ้าไหว้พระแล้วทำให้ลูกสาวของเขารู้สึกดีขึ้นทำไมเขาจะไม่ไหว้ล่ะ ก็แค่คุกเข่าแทบเท้าพระพุทธรูป เขาเต็มใจอยู่แล้ว!
“พ่อคะหนูคิดว่า หนูอยากพบเสิ่นจ้านตง”
โจวซ่านซ่านมองไปที่โจวหรูไห่และสุดท้ายก็พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ใช่แล้ว เธออยากพบเสิ่นจ้านตง เวลาย้อนกลับมาแล้วเธอจะไม่ยอมและจะไม่ปล่อยเขาไปอีกแล้ว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/47bf20e5d76e59aa0c6e1272c50d9d1a
[1] เื่ราวการเดินทางของพระภิกษุซึ่งเดินทางไปยังชมพูทวีป เพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกมายังแผ่นดินจีนระหว่างทางต้องพบกับอุปสรรคมากมายซึ่งล้วนแฝงไว้ซึ่งหลักธรรมทางพุทธศาสนา
[2]เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ตามความเชื่อของจีน