บทที่ 19 พี่สาวคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของฉัน
สวี่เจาตี้นั่งเงียบ ๆ รอให้เฉินเจี้ยนกั๋วเอ่ยปาก
เฉินเจี้ยนกั๋วก็ไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไรดี เขาขยุ้มผมของตัวเองอย่างหงุดหงิด
ความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะดีขึ้น จะกลับแย่ลงเพราะคำถามของเขาหรือเปล่า
"เอ่อ... ตอนประชุม ผู้บังคับการโจวชมคุณมา"
สิ่อจาวตี้รู้สึกสงสัยมาก
แน่ใจหรือว่านี่คือการชมตัวเอง ไม่ใช่การวิจารณ์?
พอพูดประโยคนี้ออกไป เฉินเจี้ยนกั๋วก็อยากตบหน้าตัวเองสักที
จริง ๆ แล้วเขาอยากถามเธอว่าไปทำอะไรมาถึงถูกเรียกไปห้องสอบสวน พร้อมกับเตือนเธอให้ระวังคำพูดในอนาคต แต่พอคำพูดมาถึงปาก ไม่รู้ทำไมถึงได้พูดออกมาแบบนี้
คาดว่าในใจลึก ๆ เขาก็กลัวที่จะทะเลาะกับเธอ เพื่อไม่ให้เป็เหมือนคู่สามีภรรยาเจียงต้าไห่ที่อยู่ชั้นล่าง ซึ่งวันรุ่งขึ้นกลายเป็เื่ขบขันให้คนอื่นหัวเราะเยาะ
ใน่ครึ่งปีที่ผ่านมา เขากลัวจริง ๆ
เวลาที่เธอด่าคน เธอไม่แยกแยะอะไรเลยจริง ๆ
ไม่บ่อยนักที่ทั้งสองคนจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขใน่ไม่กี่วันนี้ จึงต้องหวงแหนมันสักหน่อย
เฉินเจี้ยนกั๋วเห็นสีหน้าสงสัยของสวี่เจาตี้ จึงพูดต่อว่า "เขาบอกว่าการกระทำและกิริยาของคุณดูสง่างามมาก ไม่เหมือนกับที่คนอื่นพูดถึงคุณเลย"
หลังจากพูดประโยคนี้จบ เฉินเจี้ยนกั๋วก็ไม่พูดอะไรอีก
สวี่เจาตี้สงสัย "แค่นี้เองเหรอ?"
"ก็แค่นี้แหละ ในที่ประชุมยังพูดว่า อีกไม่กี่วันจะเชิญคนมาสอนภรรยาของทหาร ตอนนั้นถ้าข้อเท้าเธอหายดีแล้วก็อย่าลืมไปนะ"
"ฉันเข้าใจแล้ว"
"พักผ่อนแต่หัวค่ำเถอะ"
เฉินเจี้ยนกั๋วรู้สึกไม่มั่นใจ ในใจเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่
เขาแค่รู้สึกว่า บางทีการเปลี่ยนวิธีการสื่อสารอาจจะดีสำหรับพวกเขาทั้งสองคน
สวี่เจาตี้เข้าไปในห้อง เมื่อได้ยินเสียงทะเลาะของคู่สามีภรรยาชั้นล่างเงียบลง ไม่กี่นาทีต่อมาเธอก็หลับไป
หลี่เหว่ยและภรรยาของเขาหยางลี่ชิวก็อยู่ในตึกนี้เช่นกัน ทั้งสองนอนอยู่บนเตียง หลี่เหว่ยพูดว่า "ต่อไปนี้เธอห้ามไปนินทาภรรยาของผู้กองเฉิน ถ้าฉันได้ยินเธอนินทาคนอื่น เธอก็พาลูกกลับไปอยู่บ้านเกิดที่ชนบทซะ"
หยางลี่ชิวกลัวหลี่เหว่ยจริง ๆ ชีวิตที่บ้านเกิดในชนบทลำบากมาก เธอไม่อยากกลับไปเลย
ที่นี่ อย่างน้อยไม่ต้องตื่นแต่เช้ามืดทุกวันเพื่อไปทำงานในไร่นาหาคะแนนงาน บางครั้งยังได้กินอาหารดี ๆ และเนื้อสัตว์ด้วย
ถ้าอยู่ในชนบท ต้องกินมันเทศกับมันฝรั่งทุกวัน ใครจะทนไหว?
หยางหลี่ชิวเม้มปาก ขดตัวอยู่ในผ้าห่มแล้วพูดเบา ๆ ว่า "เข้าใจแล้ว"
คืนนี้สองสามีภรรยาเจียงต้าไห่ทะเลาะกันรุนแรงขนาดนั้น แน่นอนว่าต้องเป็เพราะเื่ที่เกิดขึ้นในตอนกลางวัน
หลี่เหว่ยพูดว่า "เธอรู้ไหมว่าใครเป็คนแจ้งเื่ภรรยาของผู้กองเฉิน?"
"ไม่ใช่ฉัน เป็ฝีมือของเฝิงซิ่วเจวียน
ตอนเช้าพวกผู้หญิงกลุ่มนี้ยืนอยู่ใต้อาคารจับกลุ่มนินทาสวี่เจาตี้ สวี่เจาตี้เลยเทน้ำล้างเท้าลงมาจาก้า เฝิงซิ่วเจวียนทนไม่ไหว ถึงได้ไปฟ้องท่านผู้นำ
ฉันไม่ได้โกหก มีพี่สะใภ้หลายคนเห็นกับตา"
หลี่เหว่ยฟังแล้วขมวดคิ้ว ในบ้านพักทหารนี้ สิ่งที่ทุกคนเกลียดที่สุดก็คือคนประเภทนี้นี่แหละ
เธอสามารถฟ้องคนอื่นได้ ก็สามารถฟ้องอีกคนได้เช่นกัน ยังไงก็ควรอยู่ให้ห่าง ๆ จะดีกว่า
ลี่เหว่ยพูดว่า "หัวหน้าเฉินปฏิบัติกับผมดีมาก คุณควรให้ความเคารพพี่สะใภ้มากขึ้นในอนาคต รีบไปนอนเถอะ"
หยางลี่ชิวไม่พอใจ ทั้งที่มาจากชนบทเหมือนกัน ทำไมยัยอ้วนนั่นถึงได้มีฐานะสูงกว่าเธอ?
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้สามีของเธอมีตำแหน่งต่ำกว่าคนอื่นล่ะ?
คืนนั้น คนที่เข้าร่วมประชุมกลับบ้านแล้วต่างก็พูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวของตน ผลลัพธ์ชัดเจน วันรุ่งขึ้นทั้งวัน ไม่มีใครอยู่ที่ชั้นล่างของอาคารในบ้านพัก ดูเงียบสงบไปมาก
สวี่เจาตี้พักอยู่ที่บ้านห้าหกวัน ข้อเท้าหายบวมสนิท และไม่ค่อยเจ็บแล้ว
ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ต้องขอบคุณเฉินเจี้ยนกั๋วที่คอยประคบเท้าให้เธอตรงเวลาทุกวัน เธอถึงได้หายเร็วขนาดนี้
ผักป่าที่ขุดกลับมาครั้งก่อนหมดไปแล้ว ไข่ของไก่ฟ้าส่วนใหญ่ก็เข้าปากเธอไปหมด เฉินเจี้ยนกั๋วไม่ยอมกินเลย
จากการอยู่ด้วยกันใน่ไม่กี่วันนี้ สวี่เาตี้รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้จริง ๆ แล้วก็ดีมาก นิสัยดีและอดทน ที่สำคัญกว่านั้นคือรับผิดชอบต่อครอบครัวมาก
ยุคนี้ ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะเป็พวกชายเป็ใหญ่ ผู้ชายแบบเฉินเจี้ยนกั๋วที่กลับจากทำงานแล้วยังพับแขนเสื้อลงครัวได้ คงจะหาได้ยากมาก
สวี่เจาตี้เห็นว่าอากาศข้างนอกดี อยากไปเก็บผักป่าในกลับมา เพื่อประทังความหิวในตอนเย็น
เมื่อเทียบกับการกินแป้งข้าวโพดทั้งวัน เธอกลับอยากกินผักป่ามากกว่า
ตั๋วอาหารในมือเธอประหยัดได้ก็ประหยัดไว้ อย่างไรเสียตอนนี้ก็อยู่ใน่ลดน้ำหนัก กินน้อยลงหน่อยก็ไม่เป็ไร ผักป่าก็ดีต่อสุขภาพและยังเปลี่ยนรสชาติได้อีกด้วย
เธอเพิ่งลงมาจากชั้นบน ก็เห็นเจียงหว่านที่ถือถุงใหญ่น้อยกลับมาจากในเมือง
ทุกครั้งที่เห็นเจียงหว่าน เธอมักสวมชุดกระโปรงลายดอกที่สวยงามเสมอ
เธอสวมกระโปรงลายตารางสีขาวเขียวยาวเลยเข่า สวมรองเท้าหนังสีขาว ผมสีดำยาวถึงไหล่ ส่วนบนผูกโบว์ด้วยริบบิ้นสีขาว ดูสวยงามมาก เห็นได้ชัดว่าเป็คนละโลกกับบรรดาสตรีในบ้านพักแห่งนี้
เมื่อเห็นสวี่เจาตี้ เจียงหว่านยิ้มหวานและเดินเข้าไปหา
"พี่สาวสบายดีขึ้นหรือยังคะ?"
"ดีขึ้นแล้ว"
เจียงหว่านเห็นสวี่เจาตี้ถือตะกร้า จึงถามว่า "พี่สาวจะไปในเมืองเหรอคะ? วันนี้รถที่ไปในเมืองเพิ่งกลับมา ต้องรออีกสามวันนะคะ"
"ฉันไม่ไปในเมือง ฉันจะไปขุดผักป่าบนเนินเขาฝั่งตรงข้าม"
เจียงหว่านรู้สึกสงสาร รู้ว่าแผลบนแขนของสวี่เจาตี้ยังไม่ได้ตัดไหม เธอรีบวางถุงผ้าในมือลงข้างเท้า ยื่นมือรับตะกร้าจากมือของสวี่เจาตี้ ยัดถุงผ้าสองใบเข้าไปในตะกร้า แล้วจูงสวี่เ้าตี้เข้าไปในอาคาร
"พี่สาว อย่าไปขุดผักป่าเลย เช้านี้ฉันไปในเมืองซื้อนมผงให้คุณสองกระป๋อง และขนมหน้าแตก*[1]อีกสองสามชิ้น
นอกจากนี้ฉันยังซื้อน้ำตาลทรายแดงสองจินและแม่ไก่หนึ่งตัวมาให้คุณ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็ของบำรุงร่างกายให้คุณ
แม่ของฉันบอกทางโทรศัพท์ว่าให้ฉันขอบคุณพี่สาวให้ดี เพราะพี่สาวคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของฉัน"
สวี่เจาตี้มองดูเจียงหว่านที่จับมือของเธอไว้ รู้สึกอบอุ่นในใจ
ชาติที่แล้วเธอก็มีน้องสาวแบบนี้เหมือนกัน เป็ลูกของแม่เลี้ยง ดูภายนอกเหมือนสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีพิษภัย แต่ความจริงแล้วซ่อนมีดเอาไว้ข้างใน แทงเธอครั้งแล้วครั้งเล่า
สวี่เจาตี้ถูกลากมาถึงหน้าประตูบ้านของตัวเอง เจียงหว่านยิ้มพลางพูดว่า "พี่สาวเปิดประตูเร็วเข้า ฉันจะช่วยพี่ขนของพวกนี้เข้าไปข้างใน"
สวี่เจาตี้เพิ่งจะรู้สึกตัว
"เสี่ยวหว่าน เธอฟังฉันนะ ของพวกนี้เธอเอากลับไปเถอะ วันนั้นเธอก็ใมาแล้ว เธอเอากลับไปบำรุงร่างกายดีๆ เถอะ"
สวี่เจาตี้ยืนนิ่งไม่ขยับ เจียงหว่านก้มตัวลงล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋าของสวี่เจาตี้ แล้วไขประตูเอง
ไม่รู้ทำไม เมื่อสวี่เจาตี้มองหน้าเธอ กลับไม่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย
ประตูเปิดออก เจียงหว่านเดินเข้าไปอย่างคุ้นเคยพร้อมถือของในมือ
นี่เป็ครั้งแรกที่เธอมาบ้านของสวี่เจาตี้ เครื่องเรือนมีไม่มาก สะอาดเรียบร้อย และกว้างขวาง
เจียงหว่านวางถุงผ้าสองใบลงบนพื้น แล้วหยิบขนมหน้าแตกออกมาจากถุงสองสามห่อ นมผงสองกระป๋อง และน้ำตาลทรายแดงห่อด้วยกระดาษน้ำมันอีกหนึ่งห่อ
อีกถุงหนึ่งน่าจะบรรจุแม่ไก่อยู่ข้างใน เมื่อเธอหิ้วมันเดินไปที่ระเบียง ยังได้ยินเสียงร้องกุ๊ก ๆ ดังออกมาจากในถุง
"พี่สาว ฉันทำอาหารไม่เป็ ไม่งั้นฉันคงจะลงมือฆ่าไก่ตัวนี้เดี๋ยวนี้ แล้วต้มซุปให้พี่ดื่ม"
เมื่อเจียงหว่านเข้าบ้านมา สวี่เจาตี้ก็ได้รินน้ำให้เจียงวานแก้วหนึ่งแล้ว
เจียงหว่านรับมาแล้วก้มหน้าดื่มทันที สวี่เจาตี้ยังไม่ทันได้เตือนว่าร้อน เจียงหว่านก็ร้องออกมาว่า "ร้อน ๆ ๆ..."
สวี่เจาตี้มองดูด้วยความเป็ห่วงแต่ก็อดขำไม่ได้
เธอคงเป็เ้าหญิงน้อยที่เติบโตมาในอุ้งมือของพ่อแม่ ไร้กังวล ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ราวของโลก บริสุทธิ์และมีแต่ความดีงาม
อย่างไม่มีเหตุผล ในใจเธอก็รู้สึกอิจฉาเด็กสาวคนนี้เหลือเกิน
[1] ขนมหน้าแตก (桃酥) หรือ คุกกี้จีน เป็ขนมท้องถิ่นของมณฑลเจียงซี โดยมีมาั้แ่สมัยราชวงศ์ิ