นานาเซียน

    EP41 ท่านเซียนหมูย่าง


    ....สายลมยามเช้าในหมู่บ้านมนุษย์พัดเอื่อย เสียงเด็กๆ วิ่งไล่ตะโกนกันไปมาอย่างร่าเริง
    เด็กชายหานเหวินในวัยหกขวบ กำลังวิ่งไล่ผีเสื้อสีฟ้าอย่างเพลิดเพลิน
    เท้าเล็กๆ เหยียบย่ำไปบนทางดิน มุ่งตรงเข้าสู่แนวป่าลึกโดยไม่รู้ตัว

    “ฮะฮะ…จับได้แล้ว!” เด็กชายหัวเราะคิก แต่ผีเสื้อก็ลอยหนีไปอีก
    ไม่ทันรู้เลยว่าดวงตาของเขากำลังถูกเฝ้ามองอยู่จากที่ไกล

    ใต้ร่มเงาไม้สูงใหญ่ ความเงียบสงัดค่อยๆ กลืนกินเสียงหัวเราะของเด็ก
    หานเหวินหยุดก้าว หันซ้ายขวาด้วยความงงงัน
    บรรยากาศรอบตัวกลับชวนให้ขนลุกอย่างประหลาด

    หานเหวินก้าวเท้าเล็กๆ เข้าไปในป่าที่เงียบงัน ใบไม้สูงใหญ่บดบังแสงแดดจนรอบตัวมืดครึ้ม
    เขาหันซ้ายหันขวา ใจเต้นแรง เหมือนโลกทั้งโลกเหลือเพียงเสียงหายใจของตัวเอง
    “อือ…ทางกลับบ้านอยู่ไหนนะ” เขาพึมพำเบาๆ น้ำเสียงสั่นๆ
    ความตื่นเต้นตอนแรกที่ไล่ตามผีเสื้อค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความกลัวในใจเด็กน้อย
    ดวงตากลมโตเริ่มเอ่อด้วยน้ำตา แต่ก็ยังดื้อรั้นพยายามเดินต่อไป แม้จะอยากตะโกนเรียกแม่ก็ตาม


    ทันใดนั้น เสียงหอบหายใจหนักๆ ดังขึ้นจากพงหญ้าด้านหน้า

    กิ่งไม้แหวกออก เผยให้เห็นเงาร่างมหึมา
    หมูป่าขนหยาบ ดวงตาแดงก่ำ และเขี้ยวคมยาวกำลังจ้องเขม็งมา

    “อะ…อาาา!” เด็กชายร้องลั่น ถอยหลังสะดุดล้มลงกับพื้นดิน
    หัวเข่าเล็กๆ ถลอก เลือดไหลซึมออกมา เขานั่งกอดเข่า ตัวสั่นด้วยความกลัว

    หมูป่าแสยะฟันคำราม ลมหายใจร้อนๆ พุ่งออกมาพร้อมกลิ่นคาวคละคลุ้ง
    มันง้างกีบ ก้มหัวต่ำ เตรียมพุ่งเข้าชนเป้าหมายที่อ่อนแอ

    ในเสี้ยววินาทีนั้น หานเหวินหลับตาปี๋ ร้องไห้ออกมา
    “ฮือออ…ช่วยด้วย…!”


    ท้องฟ้าที่มืดครึ้มกลับสว่างวาบขึ้นราวกับมีแสงจันทร์กลางวัน
    สายลมแรงพัดหมุน เงาขาวพร่างพรายราวหิมะกำลังลอยลงมาอย่างสง่างาม

    ผมสีดำยาวสลวย ปลายผมบางเส้นมีสีแดงงดงามราวกับมรกตแดง 

    อวี้เฟิง ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีขาว สายตาคมเย็นสงบ แต่แฝงด้วยความเด็ดขาด
    เขาก้าวย่างกลางอากาศลงมาเบื้องหน้าหานเหวิน ราวกับเซียนจากสวรรค์


    เขายกมือขึ้นเบาๆ พลังปราณอัดแน่นพลันระเบิดออกมาเป็นลำแสงสีเงิน
    เสียง “ฟี่ย์!” แผดก้องดุจสายฟ้าเปล่งประกาย

    หมูป่าถูกพลังโจมตีเข้าเต็มๆ ร่างมันชะงักกลางอากาศ
    ในเสี้ยววินาที ขนหยาบเริ่มลุกไหม้ เปลวไฟลุกพรึ่บตามเส้นเลือด
    มันร้องกรีดเสียงสุดท้าย ก่อนร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้น

    หมูป่าดุร้ายสิ้นใจในพริบตา
    ควันขาวลอยกรุ่น กลิ่นเนื้อไหม้โชยออกมาอย่างชัดเจน

    ไม่ใช่กลิ่นคาว… แต่กลับเป็น กลิ่นหมูย่างหอมฉุย
    อบอวลไปทั่วทั้งป่า จนเด็กน้อยหานเหวินเงยหน้าขึ้นสูดจมูกฟุดฟิด

    “หืม…หอมจัง…” เด็กชายพูดพลางกลืนน้ำลาย ทั้งที่ยังน้ำตาคลอ

    อวี้เฟิงกวาดตามองซากหมูป่า กลิ่นหอมยังลอยกระจายไปไกล
    เขาถอนหายใจเบาๆ พลางเอ่ยพึมพำแทบไม่ได้ยิน
    “บังเอิญ…เผลอแรงไปหน่อย”  (เพราะห่วงมากไปแหละนะ)


    สายตาเขาหันกลับไปยังเด็กน้อยที่ยังสะดุ้งตัวสั่น
    ความอ่อนโยนผสานเข้ากับรอยยิ้มบางเบา

    "ท่านปู่เซียนชุดขาว"


    "โอ้ย!"

    อวี้เฟิงมะเหงกหัวเด็กน้อยไปหนึ่งที

    "ปากเสีย ข้ายังหนุ่มหล่อขนาดนี้ เรียกท่านเซียนก็พอโว้ย!"


    ควันหอมจากซากหมูป่าที่ไหม้สุกใหม่ๆ ลอยมาเตะจมูกเด็กน้อยจมน้ำลายไหล

    อวี้เฟิงมองหน้าหานเหวินแล้วถอนหายใจ "เจ้าอยากกินใช่ไหม มาๆข้าหั่นหมูย่างให้กิน"


    อวี้เฟิงหั่นหมูป่าที่ไหม้สุกเป็นชิ้นพอดีคำ กลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่ว
    “เอ้า…เด็กน้อย กินช้าเดี๋ยวหมูจะหนีไปเข้าปากข้าเอานะ!” เขาพูดพร้อมทำหน้าบูดบึ้งเจ้าเล่ห์
    หานเหวินหัวเราะอายๆ มองชิ้นหมูในมือ
    “นี่…ข้าต้องกินหมดไหมครับ?”
    อวี้เฟิงยักไหล่ “กินไม่หมด ข้าจะเรียกอสูรหมูผีมาคอยแกล้ง เจ้าเคี้ยวอะไรก็จะมีเสียง ‘อู้วว’ ทุกคำ!”
    เขาหั่นหมูใหญ่ขึ้นอีกนิด “หรือไม่ก็เอาไปย่างเองแล้วให้ข้าเป็นกรรมการ…ข้าเก่งเรื่องชิมนะ อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
    เด็กชายหัวเราะจนเกือบสำลัก
    “อร่อยมากครับ!” เขาเอ่ยพลางเคี้ยวเสียงดัง
    อวี้เฟิงทำหน้าเจ้าเล่ห์ “ระวังนะ…กินหมดแล้วข้าจะให้เจ้าแข่งวิ่งกับหมู…แพ้ก็ต้องล้างจานเอง!”
    เด็กชายหัวเราะหนักขึ้น แต่อวี้เฟิงก็ยกมือทำท่ากำลังสอนต่อ “หืม…หรืออยากให้ข้าทำหมูบิน? ข้าเคยทำหมูบินแล้วนะ ไม่เชื่อก็ลองดูสิ!”


    .....หานเหวินกินหมูย่างจนหมดชิ้นสุดท้าย ร่างเล็กๆ เริ่มยืดยาวด้วยความอิ่ม

    ตาปรือๆ น้ำตาเล็กๆ หยดบนแก้มเพราะความอ่อนล้า
    อวี้เฟิงยิ้มมุมปาก ทำหน้ากวนๆ “อืม…ตอนนี้เจ้าก็เหมือนหมูป่าอ้วนๆ เลยนะ ข้าต้องพาเจ้ามานอนพักแล้ว”
    เขาโอบเด็กน้อยเข้ากอดอย่างเบามือ แล้ววางหานเหวินลงบนอกของตน
    “นี่…นี่ไม่ใช่เตียงนะ!” เด็กชายหายใจหอบน้อยๆ
    “ช่างเถอะ ข้าเป็นเตียงได้ทุกเวลา เดี๋ยวข้าก็เล่านิทานกล่อมให้เจ้าหลับไปเอง” อวี้เฟิงยิ้มเจ้าเล่ห์
    เขาเริ่มเล่านิทานด้วยเสียงทุ้มๆ กวนๆ “กาลครั้งหนึ่ง มีหมูตัวหนึ่งอยากบิน…แต่บินไม่ได้เพราะใส่รองเท้าบู๊ตสองข้างใหญ่เกินไป…”
    หานเหวินหัวเราะคิกคัก น้ำตาเล็กๆ ยังคงไหล แต่ร่างก็เริ่มเอนลง
    “แล้วหมูตัวนั้น…ก็โดนหมูผีล้อจนหัวเราะทั้งคืน แต่สุดท้ายก็หลับฝันถึงหมูย่าง” อวี้เฟิงต่อเสียงกวน
    เด็กชายค่อยๆ หลับตา มือที่ลูบศรีษะ หน้าตักที่อบอุ่น และเสียงนิทานแปลกๆ ที่ฟังแล้วทั้งขำและอบอุ่น ในที่สุดเด็กชายหานเหวินก็หลับสนิท
    อวี้เฟิงมองใบหน้าที่เงียบสงบของเด็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม....


    ....ยามเย็น พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน เด็กน้อยหานเหวินค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น พบว่าตัวอยู่บนพื้นหญ้านุ่มหน้าบ้านของตัวเอง

    แสงแดดยามเเย็นสาดเข้าตาเบาๆ เสียงนกร้องกลับรังและคนในหมู่บ้านเริ่มกลับบ้านจากการทำไร่นา
    เด็กชายหันซ้ายหันขวา มองไปรอบตัวอย่างงุนงง
    ตรงหน้ามือเล็กๆ ของเขามีกระบี่ไม้ไผ่ของเล่นขนาดพอดีมือ พร้อม กระดาษข้อความสั้นๆ วางอยู่

    เขาเอื้อมมือหยิบขึ้นมาอ่านอย่างตั้งใจ
    บนกระดาษเขียนด้วยลายมือเรียบง่ายแต่ชัดเจนว่า


    "ปู่ของเจ้าให้ไว้ใช้ป้องกันตัว"


    เด็กน้อยหานเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย ตาค่อยๆ เป็นประกายสงสัย
    “ปู่…ตรงไหน ท่านเป็นพี่ชายข้าก็พอแล้ว” เด็กชายพึมพำเบาๆ

    "ข้าลืมถามชื่อท่าน งั้นชื่อ....ท่านเซียนหมูบ่างก็แล้วกันนะ" เด็กน้อยหัวเราะคิกคัก

    เขามองกระบี่ไม้ไผ่ในมือด้วยความสนใจ เขาลองแกว่งเบาๆ เสียงฟืดฟาดของไม้ดังกังวานเล็กน้อย
    รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าเล็กๆ ของเขา รู้สึกเหมือนได้ของวิเศษ แล้วก็วิ่งกลับเข้าบ้านไปอย่างมีความสุข....