บทที่ 55 พื้นฐานความเป็นคน
ตอนแรกเล่อเวยรู้สึกดีใจขึ้นมา แต่หลังจากนั้นก็เริ่มจะเป็นกังวล “วิธีที่นายว่าคือการใช้นิ้วทองคำของนายหรือเปล่า”
เล่อตงพยักหน้า “แน่นอน”
“อือ ถึงฉันจะรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น แต่นายลองพูดมาก่อนก็ได้”
จริงๆ แล้วเล่อเวยไม่เห็นด้วยกับการใช้นิ้วทองคำของเล่อตงอย่างไม่ยั้งคิด ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพี่น้องสองคนก็ไม่เป็นไร เพราะพวกเธอสองคนรู้สถานการณ์ของกันและกันดี จึงระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดได้ แต่หากนำไปใช้กับคนอื่นแล้วถูกเปิดโปง เล่อตงอาจจะเป็นอันตราย!
เล่อตงดูให้แน่ใจว่าประตูปิดมิดชิด และพูดด้วยระดับเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคนว่า “ฉันเปลี่ยนนิสัยผู้ชายคนนั้นได้ ตราบใดที่เขากลายเป็นคนดีขึ้น ก็จะไม่มีปัญหา”
“...” เล่อเวยพูดไม่ออก “พูดจริงเหรอ”
“จริงอยู่แล้ว ไม่ยากด้วย” เล่อตงบอกอย่างสบายๆ “หรือมีอีกวิธีหนึ่ง คือทำให้เขาหายไปเลย ง่ายกว่าอีก”
“เล่อตง”
สีหน้าของเล่อเวยจริงจังขึ้น “ทำแบบนั้นไม่ได้ นายเข้าใจใช่ไหม เขาเป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ มีความคิด มีนิสัยเป็นของตัวเอง ถึงแม้ตอนนี้เขาจะ...เหมือนขยะสังคม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรา...นายจะทำอะไรกับเขาได้ตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงถึงความต้องการของเขา”
“แต่ด้วยวิธีนี้ ทุกคนจะมีความสุข พี่อวี๋จะได้สามีที่ดี เธอกับแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องของเขาอีก ผู้ชายคนนั้นก็จะได้ชีวิตใหม่ มันผิดตรงไหนล่ะ”
“นั่นมันคนละเรื่องกัน เหมือนกับ...” เล่อเวยพยายามคิดหาตัวอย่าง “เหมือนถ้ายายเฒ่าเล่อตาย ฉันคงรู้สึกโล่งใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าในคืนที่เกิดไฟไหม้คืนนั้น ฉันจะปล่อยให้แกโดนไฟคลอกตายต่อหน้าต่อตานี่! มันไม่เกี่ยวว่ายายเฒ่าจะทำอะไร แต่อยู่ที่ฉันจะทำหรือไม่ทำอะไรต่างหาก
“นายบอกว่าทุกคนจะมีความสุข แต่ถ้านายเปลี่ยนใครก็ได้อยู่เรื่อยๆ นายจะมีความสุขเหรอ เรื่องนี้ไม่ทำให้นายหนักใจหรือรู้สึกเป็นภาระบ้างเลยเหรอ ใช่ ตอนนี้ทุกคนอาจจะมีความสุข นายพอใจกับผลที่ได้รับ แล้วครั้งหน้านายก็จะทำเหมือนเดิมอีก แต่มันจะราบรื่นหรือเปล่า นายจะทำได้ทุกครั้งเหรอ แล้วนายจะเสียใจภายหลังไหมถ้าเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น จะคิดว่ารู้แบบนี้ไม่น่าทำเลยหรือเปล่า
“การบงการชีวิตคนอื่นแล้วเพลิดเพลินกับการครอบงำเขาเป็นหนทางที่ไม่มีวันหวนกลับ ถ้านายข้ามเส้นนั้นไปแล้ว นายจะหาทางกลับมาอีกไม่ได้ อย่าบอกนะว่าไม่ได้จริงจังขนาดนั้น ถ้านายเห็นฉันเป็นพี่สาว ก็ฟังคำของฉันเอาไว้ อย่าพยายามท้าทายธรรมชาติของมนุษย์ รวมทั้งตัวนายเองด้วย!”
ในชาติที่แล้วของเธอ เล่อเวยเคยเห็นเรื่องราวแบบนี้มามากมาย!
เพื่อนร่วมงานที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ต่างเกลียดเจ้านายที่ปฏิบัติกับพวกตำแหน่งล่างๆ ราวกับไม่ใช่มนุษย์ และสาบานว่าเมื่อพวกเขาเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคต สิ่งต่างๆ จะไม่เหมือนเดิม พวกเขาจะเป็นเจ้านายที่ดี
แต่เมื่อพวกเขากลายเป็นเจ้าของบริษัทและมีอำนาจในมือ ก็เสพติดความสุขที่ได้อยู่เหนือกว่าคนอื่น และปฏิบัติต่อพนักงานเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม!
เล่อเวยเข้าใจความยั่วยวนของอำนาจได้เป็นอย่างดี เธอเคยเผชิญกับมันมาก่อน แต่เธอไม่เคยปล่อยให้มันเข้ามาครอบงำตัวเอง
“จำไว้ คนอื่นก็คน นายก็คน นายไม่ใช่พระเจ้า ไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนสัตว์ที่ต่ำต้อยกว่า นี่คือพื้นฐานของความเป็นคน! ครั้งหน้าถ้าพี่อวี๋กับสามีทะเลาะกัน นายจะรีบไปช่วยพี่อวี๋สั่งสอนเขาก็ได้ แต่จะใช้นิ้วทองคำทำแบบนั้นไม่ได้!”
หลังจากเทศนาไปชุดใหญ่ เล่อเวยก็รู้สึกเกร็งเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้เธอใช้นิ้วทองคำของเล่อตงอยู่หลายครั้ง แต่มันเป็นเพียงแค่ความช่วยเหลือ หรืออุปกรณ์เสริมเท่านั้น แตกต่างจากเรื่องที่กำลังพูดกันอยู่อย่างสิ้นเชิง แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็จำเป็นจะต้องพูด ถึงแม้ว่าจะทำให้เล่อตง...หรือเฉินหย่งหมิงรู้สึกขุ่นเคืองใจก็ตาม
เล่อตงมองเธอด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเล่อเวยรู้สึกประหม่าและเกร็งไปทั้งตัว ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะออกมา “สมกับเป็นเธอจริงๆ”
ตอนแรกเล่อเวยไม่เข้าใจประโยคนั้นที่เขาพูด เขาอาจจะแค่ยอมรับในสิ่งที่เธอพูด หรือไม่เห็นด้วยกับมัน แต่ทำไมจู่ๆ เขาถึงพูดแบบนั้นออกมา
แต่พอเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของเล่อตงอีกครั้ง เธอก็เข้าใจในทันที
หมอนี่ กำลังทดสอบเธออยู่สินะ!
บทที่ 56 ความสามารถที่ไม่เคยรู้
เล่อเวยไม่ได้นึกโกรธเขา เพราะเธอก็เคยแอบทดสอบเล่อตงอยู่หลายครั้ง ถ้าเธอทำกับคนอื่นได้ เขาก็ทำกับเธอได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ
จะว่าไปแล้ว ก่อนหน้านี้นิ้วทองคำที่เล่อตงเคยให้เธอใช้ น่าอัศจรรย์มาก แต่โดยพื้นฐานแล้วมันไม่ได้แตกต่างจากไฟฉายหรือว่ากระบองไฟฟ้ามากนัก
เล่อเวยสงสัยมาตลอดว่านิ้วทองคำของเขามาจากไหน แต่จากการสังเกต หลายชิ้นให้ความรู้สึก ‘โบราณ’ มาก อย่างยันต์เรียกฟ้าร้องฟ้าผ่า หรือยาในขวดศิลาดล
นักข้ามมิติเวลาทั่วไปจะพกของแบบนี้กันหรือเปล่า หรือเล่อตงมีระบบของเขาเอง ในนิยายระบบที่เธอเคยอ่านมา เป็นไปได้ไหมที่จะแลกเปลี่ยนไอเท็มผ่านระบบได้
เธอก็ทำได้เพียงแค่คาดเดา แต่สิ่งหนึ่งที่รู้แน่ชัดคือ เล่อตงมีนิ้วทองคำที่อันตรายอยู่หลายอย่าง และอาจจะมีที่รุนแรงมากกว่านั้น หากเขาไม่มั่นใจในทัศนคติของเล่อเวย เล่อตงอาจจะไม่กล้ามอบมันให้กับเธอ!
คนเดียวในโลกนี้ที่เล่อตงสามารถพึ่งพาได้ก็คือเล่อเวย!
พวกเธอสองพี่น้องต้องเปิดใจคุยกัน
เล่อเวยถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นว่าเล่อตงสามารถหยั่งเชิงเธอได้แบบนี้ แสดงว่าเขาเข้าใจสถานการณ์ได้ดีกว่าเธอเสียอีก!
เธอแกล้งทำเป็นโกรธ แล้วยื่นมือไปตบหัวเล่อตงเบาๆ “เด็กบ้านี่ ถ้าไม่ใช่เพราะโคมไฟตั้งโต๊ะ วันนี้ฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่!”
“พี่สาว ฉันผิดไปแล้ว” เล่อตงล้มลงบนเตียงก่อนจะถูกเล่อเวยจั๊กจี้ จนหัวเราะออกมาเสียงดัง “พอแล้วๆ รอบหน้าไม่กล้าทำแล้วจริงๆ ฮ่าๆ”
“เอ๊ะ อย่าบอกนะว่านายผอมลงแล้ว”
“ฉันเพิ่งออกกำลังกายมาสองวัน จะผอมเร็วขนาดนั้นได้ยังไง”
“กลัวอะไร ทำไมไม่ใช้นิ้วทองคำล่ะ”
“ก็อยากจะใช้อยู่หรอก แต่ตัวช่วยลดน้ำหนักมันมีผลข้างเคียง แล้วพุ่งเป้าไปที่ส่วนนั้นของผู้ชายโดยเฉพาะน่ะสิ!”
“...”
พี่น้องทะเลาะกันสักพัก เล่อตงก็ออกไปที่ลานบ้านเพื่อชกมวยต่อ เล่อเวยเลยนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอคิดว่าสามีของอวี๋ซู่หลันนั้นน่าสนใจพอสมควร ก่อนหน้านี้อวี๋ซู่หลันบอกเธอว่าเขาเป็นคนอารมณ์ร้อน ขอให้พวกเธออย่าส่งเสียงดังเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ตอนเที่ยงเขากลับไม่ว่าอะไรตอนที่เล่อตงทำเสียงดังหน้าบ้าน พอเล่อตงออกไป เขาถึงโวยวายขึ้นมา แต่เมื่อเล่อตงกลับมา เขาก็เงียบลงอีกครั้ง
คนขี้ขลาดที่ดีแต่รังแกคนอ่อนแอกว่าสินะ!
โชคไม่ดีเลย เล่อเวยแอบเยาะเย้ยในใจ เธอไม่ใช่คนอ่อนแอเสียด้วย!
หลังปรับอารมณ์ให้สงบ เล่อเวยก็เริ่มอ่านหนังสืออย่างจริงจังอีกครั้ง เธอวางแผนไว้ว่าจะอ่านตำราก่อน แล้วค่อยลองทำความเข้าใจจากหนังสือกวดวิชา สุดท้ายแล้วถึงลงมือทำแบบฝึกหัดเสริมทักษะ และจดข้อที่ไม่แน่ใจไว้ถามหลิ่วไถเฉิง โดยตั้งเป้าว่าจะเชี่ยวชาญในทุกประเด็นความรู้
วันนี้ยาเพิ่มพลังไม่ออกฤทธิ์ เธอเลยไม่แน่ใจว่าความจำของเธอดีขึ้นมากแค่ไหน จึงลองใช้หนังสือเรียนภาษาจีนเป็นตัวทดสอบ
เล่อเวยเจอข้อความที่ต้องท่องจำ จึงอ่านมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนสองครั้ง จากนั้นก็ปิดหนังสือ แล้วหยิบปากกาขึ้นมา เริ่มเขียนลงในสมุดอย่างเงียบๆ
เมื่อเธอเขียนเสร็จและตรวจดู เล่อเวยก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ตอนที่เขียน เธอรู้สึกว่าเธอเขียนได้อย่างราบรื่นราวกับว่าคำเหล่านั้นสลักไว้ในสมองของเธอมานานแล้ว เธอเพียงแค่คัดลอกมันออกมา เมื่อลองเปรียบเทียบดู ไม่ใช่เพียงแค่เนื้อหาแต่ข้อความเหล่านั้นก็ยังเหมือนกันทุกประการ แถมตัวอักษรยังค่อนข้างใกล้เคียงกับลักษณะตัวอักษรที่พิมพ์บนหนังสืออีกด้วย ซึ่งไม่ใช่ลายมือตามปกติของเล่อเวย!
หลังจากลังเลอยู่ชั่วอึดใจ เธอก็หยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้งและเริ่มเขียนข้อความที่เคยได้ยินเมื่อชาติก่อน ซึ่งเธอเคยใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง
คมดาบมาจากการลับคม ดอกเหมยส่งกลิ่นหอมหลังผ่านความหนาวเย็น[1]
สิ่งที่ปรากฏบนกระดาษคือลายมือที่ติดตัวเธอมาสองชั่วชีวิต
เล่อเวยหยุดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ท่องจำข้อความในหนังสืออย่างเงียบๆ อีกครั้ง โดยเลือกมาหนึ่งย่อหน้าจากบทความ ไม่นานนัก ภาพของบทความนั้นก็ปรากฏขึ้นในสมอง เธอทำการย่อข้อความนั้นด้วยตัวเอง และเขียนใหม่อีกครั้งอย่างเงียบๆ
คราวนี้ตัวอักษรเป็นลายมือของเธอเช่นกัน!
ดูเหมือนความสามารถในการจดจำที่เพิ่มขึ้นมา ไม่ได้เพิ่มเพียงแค่หน่วยความจำเท่านั้น!
อีกอย่าง ถ้าเธอถอดความจากตัวอักษรได้ แล้วเธอสามารถวาดภาพจากสิ่งที่เห็นได้หรือเปล่านะ
เล่อเวยนึกภาพใบหน้าของหญิงชราที่ขายไข่ต้มใบชาในตลาดเช้าวันนี้ แล้วลองวาดภาพใบหน้าที่เป็นมิตรนั้นลงบนกระดาษ
“เอ่อ...”
จะว่าเหมือนก็เหมือน จะว่าไม่ก็ไม่แฮะ
เป็นเพราะทักษะการวาดภาพของเธอไม่ดีพอ หรือความทรงจำเกี่ยวกับหญิงชรามีน้อยเกินไปกันนะ
แล้วถ้าเธอลองวาดภาพใบหน้าที่เธอจดจำได้ขึ้นใจล่ะ
ถึงแม้เธอจะอยู่ในห้องเพียงคนเดียว แต่เล่อเวยก็ยังกระแอมออกมาด้วยความเขินอาย ผิวแก้มร้อนขึ้นมานิดหน่อย เธอหยิบปากกาขึ้นมาแล้วค่อยๆ วาดภาพใบหน้าที่ปรากฏขึ้นในใจ
เมื่อเธอวางปากกา และมองดูภาพเหมือนที่เสร็จสมบูรณ์ เล่อเวยก็ถึงกับพูดไม่ออก
ไม่เกี่ยวกับทักษะการวาดภาพของเธอ ภาพเหมือนบนกระดาษแผ่นนั้นดูราวกับมีชีวิต และดูเหมือนกับภาพถ่ายทุกประการ อย่างน้อยๆ ตำรวจก็คงไม่มีปัญหาในการจับกุมคนร้ายจากภาพนี้
ไม่สิ ทำไมเธอถึงคิดว่าตำรวจจะมาจับเขากันล่ะ!
“โอ้โห วาดสวยจัง” เล่อตงกลับเข้ามาในห้องเมื่อไรไม่รู้ เขายืนข้างเธอแล้วมองภาพในมือของเล่อเวย “นี่ เธอชอบหลิ่วไถเฉิงเหรอเนี่ย”
[1] คมดาบมาจากการลับคม ดอกเหมยส่งกลิ่นหอมหลังผ่านความหนาวเย็น คือสุภาษิตจีนที่มีความหมายลึกซึ้ง สื่อว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เป็นผลมาจากความอุตสาหะและความอดทนต่อความยากลำบาก ดาบจะคมได้ ต้องผ่านการลับและขัดเงาอย่างต่อเนื่อง ดอกเหมยจะปล่อยกลิ่นหอมที่สุดหลังผ่านพ้นฤดูหนาวอันโหดร้าย ถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณค่าของความยืดหยุ่นและความอุตสาหะ