เมฆาเร่งรีบกลับมาที่บ้านไม้สองชั้นของครูชัยรัตน์ด้วยจิตใจที่ร้อนรุ่มทำไมล่ะ ? ทำไมกันนะ ? ก็เขาเคยเตือนทั้งครูชัยรัตน์และเมขลาเอาไว้แล้วนี่ว่า ห้ามออกจากวงล้อมของสายสิญจน์ ก็แล้วทำไมทั้งสองถึงไม่ปฏิบัติตามคำตักเตือนของเขากันล่ะนี่ ?เมื่อเมฆาและเจ้าพรายกลับมาถึงบ้านไม้แล้ว เขาก็พบว่า สายสิญจน์ที่ได้เอามาขึงไว้เพื่อทำพิธีนั้นยังอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้ถูกทำลายหรือหลุดขาดออกจากกันแต่อย่างใด"แปลกจริง...?" เมฆาเอ่ยขึ้นมาลอยๆหลังจากกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆห้องแล้ว"แปลกยังไงหรือนายท่าน ?" เจ้าพรายที่ลอยฟ่องอยู่ใกล้ๆเมฆาอดถามขึ้นมาไม่ได้เมฆาหันมามองหน้าเจ้าพรายพลางบุ้ยปากให้มองไปที่สายสิญจน์ "เอ็งดูสิเจ้าพราย นอกจากสายสิญจน์ของข้าจะยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เหมือนก่อนที่เราจะออกไปจากที่นี่แล้ว ซ้ำบริเวณโดยรอบของห้องนี่มันก็ไม่มีร่องรอยของความเสียหายอะไรเลยนะ เห็นไม๊ ?"เมื่อเจ้าพรายสังเกตุเห็นอย่างที่เมฆาบอกแล้ว ดวงตาโบ๋ๆของมันก็ยิ่งเบิกโพลงมากขึ้นกว่าเดิม"อา... จริงๆด้วยสินายท่าน ถ้าเป็นอย่างนี้ก็หมายความว่า...?""หมายความว่า..." เมฆารีบพูดขึ้นมาด้วยดวงตาเป็นประกาย "เจ้าสองคนนั่นน่าจะดินออกไปจากวงล้อมของสายสิญจน์นี่ด้วยความเต็มใจ โดยที่ไม่ได้เฉลียวใจอะไรบางอย่างน่ะสิ..." เจ้าพรายอ้าปากโบ๋ๆจนกว้าง "ไม่เฉลียวใจรึนายท่าน...? มันสองคนไม่เฉลียวใจเรื่องอะไรกันล่ะ ?"เมฆาหรี่ตาตี่ๆลงอย่างขบคิดก่อนจะอธิบายสิ่งที่ได้คาดการณ์ไว้"ข้าคิดว่า ต้องมีคนหรืออะไรมาทำให้มันสองคนไขว้เขวหรือไว้วางใจว่าการออกจากวงล้อมของสายสิญจน์นี้จะไม่เกิดอันตรายแก่พวกมัน และมันก็คงจะล่อลวงให้เจ้าสองคนนั่นติดตามมันไปอย่างเเน่นอน เพราะมันไม่มีเหตุผลอื่นที่จะทำให้พวกมันลุกออกไปง่ายๆอย่างนี้ ที่ว่าไม่เฉลียวใจก็เพราะแบบนี้ล่ะ""ใช่... ใช่แน่ๆนายท่าน !" เจ้าพรายอดจะตื่นเต้นไม่ได้ "ก็ไอ้สองคนนั่นมันออกจะขี้กลัวจนขี้แทบขึ้นสมองแล้ว มันคงไม่คิดจะฝ่าฝืนคำสั่งของนายท่านโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองแน่ๆ แต่ว่า... ใครกันล่ะ ที่จะทำให้พวกมันไว้วางใจจนเดินออกไปจากวงล้อมของสายสิญจน์อย่างง่ายๆ ถ้าไม่ใช่คนอย่างนายท่าน...?"เมฆาดีดนิ้วขึ้นมาดังเป๊าะ"ใช่แล้วจ้าพราย... คำพูดของเจ้า ทำให้ข้าคาดการณ์อะไรได้อย่างชัดเจนขึ้นมาทันที มันเป็นอย่างที่เจ้าว่านั่นล่ะ..."แต่เจ้าพรายกลับทำสีหน้างงงวย"ยังไงล่ะนายท่าน... ข้าไม่เข้าใจ ?"เมฆาหันควับมาจ้องหน้าเจ้าพราย แล้วใช้หัวแม่มือชี้กลับที่หน้าตัวเองทันที"มันสองคนในเวลานี้ จะไว้ใจก็แต่ข้าเท่านั้น และมันก็จะเชื่อฟังทุกอย่างที่ข้าบอกหรือเตือนเพราะชีวิตของพวกมันต่างแขวนอยู่บนเส้นด้าย ดังนั้นคนที่ทำให้พวกมันไว้วางใจจนทำให้ตัดสินใจเดินออกไปจากวงล้อมของสายสิญจน์และยินยอมติดตามไปแต่โดยดีก็ต้องเป็น'ข้า'นี่ล่ะเจ้าพราย !""อะ... อะไรกันว๊ะ ?! เอ๊ย... อะไรกันครับนายท่าน ?!" เจ้าพรายอุทานออกมาอย่างตะลึง "นี่หมายความว่า ยังจะมีนายท่านอีกคนยังงั้นรึครับ แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะนี่ ?!"เมฆายิ้มออกมาอย่างแค่นๆ"เจ้าพราย เอ็งรู้ไม๊ว่าเจ้าปิศาจร้ายนั่นมันฉลาดกว่าที่ข้าคาดไว้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันคงจะปลอมตัวเป็นข้าแน่ๆ และคงได้พูดล่อลวงให้เจ้าสองคนนั่นเดินออกจากวงสายสิญจน์ได้อย่างง่ายดาย แต่ที่ข้านึกไม่ถึงก็คือ การที่ข้าประมาททิ้งสมุดวาดเขียนไว้ในพานหน้าวงสายสิญจน์นี่โดยไม่คิดว่าจะมีปิศาจตนใดกล้ามาแตะพานอาคมอันร้อนแรงราวกับไฟนรกสำหรับพวกปิศาจ มันก็ดันเป็นการโชว์ความโง่เขลาของตัวข้าเองไปเสียนี่ เพราะแค่มันหลอกให้เจ้าสองคนนั่นหยิบออกไปให้มันและเดินติดตามมันไป มันก็ง่ายดายสำหรับมันยิ่งกว่าปอกกล้วยซะอีก"เจ้าพรายฟังเมฆาพูดถึงตรงนี้ก็แทบปากค้างทีเดียว และสายตาโบ๋ๆของมันตอนนี้ก็หันไปมองที่พานอาคมทันที และก็เป็นอย่างที่เมฆาบอก เพราะสมุดวาดเขียนอาถรรพ์ที่ก่อนหน้านี้ได้ถูกวางไว้ในพานหน้าวงสายสิญจน์ บัดนี้มันก็ได้หายสาปสูญไปจากพานเรียบร้อยแล้ว !"นาย...ท่าน !" เจ้าพรายหันกลับไปมองหน้าเมฆาทันที "อย่างงี้ก็หมายความว่า...?" "ไม่ต้องสงสัย เมื่อสมุดวาดเขียนอยู่ในมือของไอ้ปิศาจร้ายแบบนี้แล้ว เจ้าสองคนนั่นก็คงจะรักษาชีวิตของตนเองกันได้ยากแล้วคราวนี้..." เมฆาตอบเจ้าพรายด้วยใบหน้าเคร่งขรึมและใช่แล้ว ขณะนี้ครูชัยรัตน์กับเมขลาก็ได้เผชิญกับมฤตยูร้ายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า และมันก็คือปิศาจร้ายที่ได้เปิดเผยตัวตนของมันต่อหน้าคนทั้งสองอย่างชัดเจน หลังจากที่มันได้จำแลงร่างปลอมเป็นเมฆาและได้ล่อลวงคนทั้งสองให้เดินตามมายังสถานที่แห่งหนึ่งแล้ว...ที่สำคัญ บัดนี้สมุดวาดเขียนสั่งตายก็ได้มาอยู่ในมือของมันเรียบร้อยแล้วอย่างที่เมฆาคาดไว้...!แต่สิ่งที่ทำให้ครูชัยรัตน์กับเมขลายิ่งตกตะลึงจนขวัญกระเจิงกว่าเดิมกลับเป็นเรื่องที่ว่า 'ใบหน้าของเจ้าปืศาจร้ายที่อยู่เบื้องหน้านี้กลับเป็นใบหน้าที่คล้ายคลึงกับคนที่ทั้งสองรู้จักเป็นอย่างดี...?!'
(โปรดติดตามในบทต่อไปเร็วๆนี้นะครับ)