เดิมทีนางก็ถือว่าเป็นคนหน้าตาสวยหมดจดแต่ว่าหลังจากที่เข้าไปในจวนสกุลอวิ๋นลุงอวิ๋นก็ปฏิบัติต่อนางราวกับเป็นลูกสาวคนหนึ่งมาโดยตลอด เรื่องอาหารการกินไม่เคยปฏิบัติต่อหน้าไม่ดีโดยเฉพาะหลังจากที่นางให้กำเนิดอันเกอเอ๋อร์แล้ว ของบำรุงร่างกายต่างๆไม่ว่าจะเป็นรังนกหรือเออเจียวก็ได้กินบ่อยมากราวกับกินข้าวอย่างไรอย่างนั้น
รูปร่างหน้าตาในวันนี้เปลี่ยนจากเมื่อก่อนไปมากใบหน้ารูปเมล็ดแตงโม [2] เกลี้ยงเกลาขึ้นไม่น้อยผิวพรรณขาวใสและนุ่มนวล มีร่องรอยความสุขจางๆ สามส่วนที่ระหว่างคิ้วและดวงตาเวลาที่นางยิ้มออกมาล้วนแต่ทำให้ผู้คนอยากเข้าใกล้นางจากก้นบึ้งของหัวใจและหากว่าหุบรอยยิ้มไปก็มีกลิ่นอายคล้ายคนชนชั้นสูงที่น่าเคารพนับถือ
ตอนนี้นางเปลี่ยนเสื้อคลุมที่ทำจากผ้าฝ้ายสีดอกบัวเป็นชุดกระโปรงสีงาช้าง ผมสีหมึกกลัดไว้ด้วยปิ่นปักผมทองที่ติ่งหูใส่ต่างหูทองรูปน้ำเต้า บนข้อมือใส่กำไลหยกที่ถูกทักทอเป็นเกลียว และนั่งอย่างนิ่งสงบบนเก้าอี้ไม้แบบโบราณไม่ต้องพูดถึงเหล่าชาวนาที่กำลังมาคำนับนางขนาดคนที่อยู่ด้วยกันจนสนิทสนมต่างก็มองอย่างตกตะลึงพวกเขายืนด้วยความเคารพอยู่ที่ด้านข้าง
อวิ๋นอิ่งมองไปรอบๆและพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ นายหญิงของตระกูลกงจื้อต้องมีท่าทีที่สง่างามเช่นนี้
แต่ติงเหว่ยที่เคยชินกับการทำตัวสบายๆกลับถลึงตาใส่นางไปหนึ่งทีอย่างไม่สบายใจเล็กน้อยแต่นางก็หยุดยิ้มเมื่อหันไปพูดกับพวกเขา
“ผู้ใหญ่บ้านหยวน ทุกคนมาครบแล้วใช่หรือไม่?”
“เรียนแม่นาง ในหมู่บ้านมีคนทั้งหมดสี่สิบแปดคน ทุกคนต่างก็มากันครบแล้ว”หยวนชิงเหอตอบกลับด้วยความเคารพ และรีบหันไปสั่งการทุกคนที่อยู่ด้านหลัง“ยังไม่รีบทำความเคารพนายหญิงอีกหรือ?”
ชายหนุ่มหญิงสาว คนแก่ และเด็กทุกคนหลังจากที่ได้ยินก็รีบกุลีกุจอคุกเข่าลงไปทันที จากนั้นตอบรับออกมาเสียงดังว่า“เหล่าบ่าวไพร่ขอคารวะแม่นาง”
ติงเหว่ยขยับตัวเล็กน้อยและยกมือขึ้นเบาๆ พร้อมพูดว่า “ชาวบ้านทั้งหลายยืนขึ้นเถอะ”
“ขอบคุณแม่นาง!” ทุกคนต่างก็ตอบอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ดึงกันลุกขึ้นมาพวกเขายืนมองไปที่ปลายเท้าของตนเองอย่างระมัดระวัง เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเนื่องจากเกรงว่าจะทำให้นายหญิงไม่พอใจและจะกลายเป็นไก่ตัวนั้นที่ถูกเชือดเพื่อให้ลิงกลัว
ติงเหว่ยกวาดตามองเสื้อผ้าเก่าๆขาดๆ ของชาวนาเหล่านี้ รวมถึงใบหน้าที่เหลืองคล้ำและเหี่ยวเฉาจากนั้นนางเอ่ยปากออกมาว่า“ทุกคนคงจะรู้แล้วว่าพวกเราสกุลอวิ๋นซื้อที่ดินแห่งนี้มาต่อไปทุกคนต่างก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เมื่อก่อนพวกเจ้าใช้ชีวิตกันเช่นไร ข้าก็ไม่อยากจะถามอะไรมากแต่นับจากนี้ไปตราบใดที่ทุกคนมีความซื่อสัตย์ ทำงานขยันขันแข็ง ข้ารับรองว่าจะได้กินอิ่มท้องและมีเสื้อผ้าอุ่นๆใส่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ใบหน้าของชาวนาส่วนใหญ่ก็มีรอยยิ้มออกมา แต่ต่อมาไม่รู้ว่าคิดถึงเรื่องอะไรจึงพากันรีบก้มหน้าลง
ติงเหว่ยเองก็ไม่อยากถามเซ้าซี้ไปอีกนางก็เลยหันไปทางหยวนชิงเหอ “หัวหน้าหยวน อีกเดี๋ยวเจ้าไปหาผู้ดูแลเฉิงมีงานบางอย่างให้ทำ เดี๋ยวเขาจะอธิบายกับเจ้าเอง”
หลังจากพูดจบนางก็ไม่รอให้หยวนชิงเหอตอบและพูดต่อว่า “ข้าได้ส่งคนไปซื้อหมูตัวอ้วนๆ มา วันนี้มันจะถูกฆ่าและแต่ละครัวเรือนจะได้คนละสองจินไม่ว่าคนแก่หรือเด็กก็จะได้รับแป้งข้าวโพดคนละสองจินด้วย ทุกคนจะได้กินอาหารดีๆกันสักหน่อย ต่อไปหากว่าตั้งใจทำงาน สกุลอวิ๋นจะไม่ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อพวกเจ้าอย่างแน่นอน”
“จริงหรือ?”
เมื่อได้ยินว่าจะมีเนื้อกินพวกผู้ใหญ่ยังไม่เท่าไร แต่พวกเด็กดีใจจนกระโดดโลดเต้นไปมาดวงตาของทุกคนเปล่งประกายราวกับโคมไฟดวงน้อยๆ ไม่มีผิดไม่ว่าแม่ของพวกเขาจะยืดแขนออกมาอย่างไรก็ไม่สามารถหยุดให้พวกเขากระโดดได้
ติงเหว่ยยิ้มออกมาเล็กน้อยนางยังไม่ได้พูดอะไรเสี่ยวฝูจื่อกับบ่าวอีกคนก็ตะโกนเข้ามาจากด้านนอกประตู “พ่อข้าซื้อหมูกลับมาแล้ว รีบมาช่วยข้าเอาเข้าไปข้างในเรือนเร็วเข้า”
ลุงหลี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็กวาดตามองเหล่าชาวนา แล้วก็ตะโกนตอบว่า “เจ้าเด็กดื้อ จะตะโกนทำไมกัน?เอาหมูไปมัดไว้ที่ต้นไม้ก่อนอีกเดี๋ยวค่อยฆ่ามันระวังจะทำให้นายหญิงตกใจเอาได้”
พ่อลูกสองคนนี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเหล่าชาวนาที่ได้ฟังก็ชะเง้อคอมองจนกระทั่งพวกเขาเห็นหมูตัวอ้วนสีดำก็แสดงท่าทีดีใจออกมาทันที
ครั้งนี้ไม่ต้องรอให้หยวนชิงเหอนำอีกต่อไปผู้อาวุโสคนหนึ่งที่มีอายุมากที่สุดก็ก้าวออกมาคำนับและเอ่ยขอบคุณ“ขอบคุณความมีน้ำใจของแม่นาง”
“ท่านลุงเกรงใจเกินไปแล้ว ต่อไปวันดีๆ แบบนี้ยังมีอยู่อีกมากมาย”
ติงเหว่ยยิ้มแล้วพยักหน้าเล็กน้อยจากนั้นนางก็ลุกขึ้นและกลับไปที่เรือนหลังปล่อยให้เหล่าชาวนารวมตัวกันเป็นวงกลมอยู่ที่ใต้ต้นหลิว หยวนชิงเหอเองก็ดีใจมาก เขาหัวเราะเยาะเย้ยและด่าว่าไม่กี่คำก็ไปหาเฉิงต้าโหยวทันที
……
เฉิงต้าโหยวกำลังพาคนไปเดินดูที่เชิงเขาตงซานเขาไม่เพียงแต่ใช้เท้าวัดขนาดและความยาวเท่านั้นแต่ยังวางแผนด้วยว่าเล้าหมูและเล้าไก่ที่นายหญิงสั่งให้สร้างควรจะทำใหญ่ขนาดไหนดีเมื่อเห็นว่าหยวนชิงเหอเดินเข้ามา ก็รีบไปจับตัวเอาไว้และกำชับเขาอย่างละเอียดอยู่ครู่ใหญ่
ไม่ต้องบอกว่าภายในหมู่บ้านวันนี้คึกคักขนาดไหนเนื่องจากการฆ่าหมูแค่พูดว่าพอติงเหว่ยกลับห้องก็เปลี่ยนชุดเสื้อคลุมตัวใหญ่ของนางออกและถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ทำให้เฉิงเหนียงจื่อถึงกับหัวเราะออกมา
อวิ๋นอิ่งก็บ่นออกมาอย่างหาได้ยากว่า“แม่นางช่างแปลกจริงๆ ทำไมถึงไม่ชอบแต่งตัวและสวมเครื่องประดับดีๆ กันล่ะในอนาคตหากท่านเข้าไปในเมืองหลวง…”
ติงเหว่ยเมื่อได้ยินนางพูดคลุมเครือก็เลยถามออกไปว่า“เข้าเมืองหลวงแล้วทำไมหรือ หรือว่าคนในเมืองหลวงทุกคนต่างก็ใส่ผ้าไหมอย่างนั้นหรือ?”
อวิ๋นอิ่งกลับยิ้มออกมาโดยไม่พูดอะไรติงเหว่ยก็เลยถลึงตาอย่างตำหนิใส่นางไปหนึ่งทีแต่ก็ไม่ได้ยึดติดและซักไซ้เรื่องนี้อีกต่อไป นางพูดออกมาว่า“อีกเดี๋ยวส่งคนไปบอกลุงหลี่ให้เหลือหมูสามชั้นเอาไว้สักเส้นเพื่อเอามาทำหมูสามชั้นน้ำแดง แล้วเดี๋ยวตอนกลางวันอวิ๋นอิ่งค่อยเอาไปส่งในเมืองสักรอบ”
อวิ๋นอิ่งตะลึงไปชั่วครู่หนึ่งและนางก็ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างหาได้ยากออกมา ทำให้ใบหน้าของติงเหว่ยกลายเป็นสีแดงก่ำ และนางก็พูดอย่างพยายามปกปิดความจริงแต่กลับยิ่งทำให้เห็นความจริงอย่างชัดเจนว่า“วันก่อนข้ารับปากเสี่ยวจิ่วเอาไว้ แล้วก็จะส่งไปให้ลุงอวิ๋นสักหน่อยด้วย”
แต่น่าเสียดายที่ทั้งอวิ๋นอิ่งและเฉิงเหนียงจื่อต่างก็ไม่มีใครเชื่อทำเอาติงเหว่ยหน้าแดงขึ้นไปอีกด้วยความโมโห นางก็เลยตัดสินใจพูดออกมาว่า “ก็ได้ข้าจะทำกับข้าวเพิ่มสักสองอย่าง แล้วก็แบ่งให้นายน้อยด้วยหนึ่งชุด”
หลังจากพูดจบนางก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่เดินโซเซไปมาอยู่บนเตียงเตาจากนั้นก็หันหลังเดินออกไป
ปล่อยให้อวิ๋นอิ่งและเฉิงเหนียงจื่อพากันหัวเราะไม่หยุดแต่ก็เกรงว่านายหญิงจะโกรธขึ้นมาจริงๆ จึงรีบๆ ลูบใบหน้าไปมา แล้วก็วิ่งตามออกไป
คงไม่ต้องพูดว่าหมูกับแพะที่สดใหม่ในที่ดินของสกุลอวิ๋นถูกฆ่าอย่างไรและโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มากมายเป็นเช่นไร พูดถึงแค่ว่าในเมืองเฉียนโจวเมื่อก่อนยังมีคนไปๆมาๆแต่ตอนนี้ผ่านไปกว่าครึ่งวันแล้วกลับยังเงียบสงัดราวกับเป็นเมืองร้างอย่างไรอย่างนั้นร้านค้าทุกร้านต่างก็ปิดกิจการทั้งหมดและประชาชนทั่วไปก็ยิ่งพากันหลบอยู่ในบ้านโดยไม่ก้าวออกมาแม้เพียงครึ่งก้าว
อันที่จริงแล้วเหล่าพ่อค้าได้ส่งข่าวถึงกันไปตั้งนานแล้วว่าเมืองจูโจวที่ห่างจากเมืองเฉียนโจวไปสองร้อยลี้กำลังรวบรวมทหารและม้าจำนวนมากทางราชสำนักต้องการจะปราบการก่อกบฏของท่านแม่ทัพใหญ่จึงกำลังจะยกทัพเข้ามาโจมตี
ถึงแม้ทุกคนต่างก็ไม่อยากเห็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่แต่ก็มีความเชื่อมั่นในสกุลกงจื้อที่ปกป้องซีเฮ่ามาหลายชั่วอายุคนแต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งความตื่นตระหนกได้ จึงทำได้เพียงแอบอยู่ในบ้านถึงพอจะฝืนให้รู้สึกสบายใจได้บ้าง
ภายในศาลาที่ว่าการมีทหารจำนวนนับไม่ถ้วนที่คอยคุ้มครองผู้ดูแลติงขุยในมือของพวกเขาถือหอกยาวคมกริบคอยเฝ้าไว้ทั้งสี่จุดบรรยากาศแห่งการฆ่าฟันทำให้นกไม่กล้าแม้แต่จะบินผ่านหน้าประตูไป
ในห้องโถงใหญ่ภายในศาลาที่ว่าการกงจื้อหมิงที่อยู่ในชุดคลุมสีน้ำหมึกกำลังหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางทหารกับเหล่าแม่ทัพบางทีอาจเป็นเพราะเมื่อวานเขานอนน้อยไปสักหน่อย แม้ว่าดวงตาของเขาจะยังคงสดใสแต่หางตาของเขากลับมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าจางๆอยู่สามส่วน ลุงอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านนอกก็ปวดใจจนยกเท้าขึ้นและขมวดคิ้วขึ้นไม่หยุดเขาลำบากใจอย่างมากว่าจะทำอย่างไรถึงจะเกลี้ยกล่อมให้นายน้อยพักผ่อนสักพักอย่างไรก็ตามในความจริงแล้วทุกวันนี้เขาก็ยังต้องกินยาสมุนไพรอยู่และพิษในร่างกายของเขาก็ยังไม่ได้ถูกกำจัดออกไปจนหมดสิ้น
บางทีสวรรค์อาจซาบซึ้งใจในความซื่อสัตย์ของเขาก็เลยส่งผู้ช่วยมาอย่างรวดเร็วอวิ๋นอิ่งเดินถือกล่องข้าวใบใหญ่ตามหลังหลินอีเข้ามากล่องข้าวใบนั้นส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมา ทำให้ลุงอวิ๋นดีใจจนแทบจะกระโดด
“ฮ่าฮ่าฮ่า อิ่งเอ๋อร์ เจ้าช่างมาได้ทันเวลาจริงๆ เลย”
อวิ๋นอิ่งรีบคำนับผู้อาวุโสอย่างรวดเร็วใบหน้าของนางก็เผยรอยยิ้มออกมาแล้วตอบว่า “ท่านพ่อบุญธรรมแม่นางติงให้ข้ามาส่งของกินให้นายน้อยและแม่นางติงก็ยังตั้งใจทำอวี๋เซียงตั้นเกิงให้ท่านโดยเฉพาะอีกด้วยขอให้ท่านอย่าได้ทำงานจนเหนื่อยเกินไป และหากมีเวลาว่างก็กลับไปพักในจวนสักสองสามวัน”
“ตกลง ตกลง” ลุงอวิ๋นได้ฟังก็รู้สึกอบอุ่นใจเป็นอย่างมากเขาดีใจและตอบออกมาว่า “อีกไม่กี่วันข้าก็จะกลับไปแล้วไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นแค่หลายวันมานี้ไม่เห็นอันเกอเอ๋อร์ในใจก็คิดถึงเขาเป็นอย่างมาก!”
สองพ่อลูกคุยกันไม่กี่ประโยคลุงอวิ๋นที่เห็นช่องว่างตอนที่ทุกคนคุยกันเขาก็รีบกระแอมออกมาสองทีและตะโกนรายงานนายน้อยด้วยเสียงอันดังว่า “นายน้อย มีของส่งมาจากจวน!”
“เอ๋?” กงจื้อหมิงที่ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาทันทีความดีใจในแววตาของเขาแม้แต่แม่ทัพที่โง่เขลาที่สุดก็ยังดูออกได้อย่างชัดเจนดังนั้นทุกคนจึงอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าใครเป็นคนส่งของมา ถึงขั้นทำให้นายท่านที่เย็นชามาโดยตลอดกลับมีท่าทีเช่นนี้
ลุงอวิ๋นพาอวิ๋นอิ่งเดินเข้ามาอย่างมีความสุขเมื่อเดินไปถึงหน้าโต๊ะหนังสือเขาก็ใช้มือจัดเก็บจดหมายและหนังสือราชการเหล่านั้นพร้อมพูดด้วยรอยยิ้มว่า“นายน้อย ต่อให้ยุ่งสักแค่ไหนขาดเพียงครึ่งชั่วยามนี้ไปก็ไม่เป็นไรหรอกเมื่อเช้าท่านยังไม่ได้กินอะไรเลย ประกอบกับที่แม่นางติงส่งของกินมาพอดีท่านถือโอกาสกินตอนที่ยังร้อนอยู่สักหน่อยเถอะ?”
กงจื้อหมิงรู้สึกขบขันจดหมายและหนังสือราชการก็ถูกเก็บไปหมดแล้ว ต่อให้เขาอยากจะทำต่อก็ทำไม่ได้อีกอย่างพอดมกลิ่นหอมๆ ที่ลอยออกมาจากกล่องข้าว ท้องและลำไส้ของเขาจู่ๆก็รู้สึกถึงความว่างเปล่าเป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงตอบว่า “ตกลงกินข้าวก็แล้วกัน”
ลุงอวิ๋นดีใจจนยิ้มออกมา“แม่นางติงยังทำอวี๋เซียงตั้นเกิงมาให้บ่าวด้วยชามหนึ่งบ่าวขอเห็นแก่กินสักครั้งหนึ่งจะไม่แบ่งให้นายน้อยกิน”
หลังจากพูดจบเขาก็เปิดกล่องข้าวและหยิบกับข้าวในส่วนของเขาออกมาทีละจานๆ
กล่องข้าวใบนี้ถึงแม้จะไม่เพียงพอต่อท้องใหญ่ๆของเขา แต่ก็ใส่ของได้ไม่น้อย ชั้นแรกเต็มไปด้วยหมูสามชั้นน้ำแดงชิ้นเนื้อขนาดใหญ่เท่าตราประทับถูกตุ๋นจนเป็นสีน้ำตาลแดง ทั้งเหนียวนุ่มและมันลื่นกลิ่นหอมโชยออกมาจนทำให้น้ำลายสอ
ชั้นที่สองก็มีกับข้าวที่ทำจากเนื้อสองอย่างจานหนึ่งเป็นหมูสามชั้นกลับกระทะ อีกจานหนึ่งเป็นหมูผัดกับผักกาดขาวชั้นที่สามเป็นอาหารมังสวิรัติ มียำเห็ดหูหนูกับมันฝรั่งเส้นผัดมีทั้งสีแดงกับสีเขียวจับคู่เข้าด้วยกัน ทำให้เป็นสีแดงๆ เขียวๆ ดูแล้วน่ากินเป็นอย่างมาก
ชั้นที่สี่มีหม้อดินวางอยู่สองใบใบหนึ่งใส่ข้าวจนเต็ม อีกใบหนึ่งใส่น้ำแกงกระดูกหมูหม้อดินสามารถเก็บความร้อนได้ดีเป็นพิเศษ อวิ๋นอิ่งเองก็มาอย่างเร่งรีบทำให้ตอนนี้ที่ยกน้ำแกงกระดูกหมูออกมานั้นยังมีไอร้อนขึ้นมาจางๆ
กงจื้อหมิงมองแล้วก็รู้สึกอยากอาหารขึ้นมาในทันทีเขารับผ้าเปียกที่ลุงอวิ๋นส่งให้เช็ดมือ ในขณะที่เขากำลังจะกินอย่างเอร็ดอร่อยนั้นจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคำรามดังขึ้นมาในห้องโถง
เหล่าแม่ทัพเมื่อเห็นว่าผู้บังคับบัญชาของเขามองมาด้วยความสงสัยพวกเขาทั้งหมดก็หัวเราะออกมาและปิดที่ท้องของพวกเขาจากนั้นอวี้ฉือหุ่ยก็เป็นคนแรกที่พูดขึ้นมาอย่างไร้ยางอาย
“ท่านแม่ทัพ พวกข้าน้อยก็ไม่ได้กินข้าวมาครึ่งวันแล้วตอนนี้ได้กลิ่นหอมก็เลยหิวเป็นอย่างมากเมื่อวานหลังจากที่ข้ากลับมาก็คุยกับเหล่าพี่น้องว่าอาหารในจวนท่านแม่ทัพอร่อยมากแต่พวกเขาก็ไม่เชื่อ!”เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ยกเท้าก้าวเข้ามาจ้องหมูสามชั้นน้ำแดงในถ้วยใบใหญ่แล้วก็กลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ๆ จากนั้นตะโกนออกมาว่า “ท่านแม่ทัพมิสู้ให้พวกเขาชิมกันคนละคำ ข้าจะได้ไม่ต้องพูดให้เปลืองน้ำลายอีก!”
หลังจากสิ้นเสียงของเขากลับทำให้ทุกคนโกรธขึ้นมาแม่ทัพอีกคนที่มีรูปร่างพอๆ กับเขาก็ลุกขึ้นมาประท้วงว่า “เจ้าหนวดเฟิ้มเจ้าอยากกินเนื้อตุ๋นก็พูดออกมาตรงๆ อย่ามาลากเหล่าพี่น้องเข้าไปเกี่ยวด้วย!ทำราวกับว่าพวกเราไม่เคยกินเนื้อสัตว์อย่างนั้นแหละ!”
“นั่นสิ” รองแม่ทัพตัวอ้วนเตี้ยที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยปากออกมา จากนั้นเขาหันไปทางกงจื้อหมิงยิ้มคิกคักและพูดพึมพำว่า“เจ้าไม่ได้ยินหรอกหรือว่าของกินเหล่านี้เขาทำมาให้ท่านแม่ทัพกินโดยเฉพาะ? พวกเราได้ดมกลิ่นหอมก็ถือว่าไม่เลวแล้ว!”
กงจื้อหมิงได้ฟังก็คิ้วกระตุกไม่หยุดในใจของเขารู้สึกเขินอายอยู่สามส่วนและตลกขบขันอีกเจ็ดส่วน
สกุลกงจื้อหลายชั่วอายุคนได้ควบคุมอำนาจทางการทหารของซีเฮ่ากว่าครึ่งหนังสือและกลยุทธ์ทางการทหารก็มีมากกว่าครึ่งห้องตั้งแต่เด็กประโยคแรกที่เขาเรียนก็คือในฐานะแม่ทัพต้องกังวลไว้ก่อนแล้วค่อยกินทีหลัง[3]
-----------------------------------------
[1] มีหมาป่ามากแต่มีเนื้อน้อย 狼多肉少หมายถึงเป็นคำอุปมาของการมีทรัพย์สมบัติน้อยแต่มีผู้แย่งชิงอยู่มาก(อุปทานมากกว่าอุปสงค์)
[2] ใบหน้ารูปเมล็ดแตงโม 瓜子脸หมายถึงเป็นอีกหนึ่งทรงหน้าในอุดมคติของสาวจีนและเปรียบเหมือนสัญลักษณ์ความงามแบบดั้งเดิมของจีน ด้วยใบหน้าที่เล็กเรียวคางเชิดแหลมเล็กน้อย โหนกแก้มโค้งมน ใบหน้าเป็นทรงวงรีและอวบอิ่มเหมือนไข่หรือเมล็ดแตงโม
[3]กังวลไว้ก่อนแล้วค่อยกินทีหลัง 先兵而忧,后兵而食หมายถึงเมื่อเผชิญกับความท้าทายหรือความยากลำบากใดๆ เราควรเตรียมการและวางแผนอย่างเต็มที่และพิจารณาสถานการณ์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการจะประสบความสำเร็จ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นบุคคล องค์กร หรือประเทศ จำเป็นต้องคิดให้ลึกซึ้งและวางแผนอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการใดๆเพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวเนื่องจากขาดการเตรียมตัว