ราตรีมืดมิดเมฆฝนบดบังมิอาจมองสิ่งใดได้ชัดเจน ยินเพียงเสียงอัสนีร่ำร้องแฝงแววรันทด อ้างว้างเปล่าเปลี่ยวดั่งจอกแหนไม่มีรากลอยตามลำธารใส
“ท่านกำลังจะฆ่าตนเอง” อินจื่อกล่าว าแบตกายเขามากถึงสิบแผล ริมฝีปากแตกมีโลหิตชุ่มโชก แต่กระนั้นก็ยังไม่ร้องเ็ปออกมาสักครั้งครา
“ข้าเป็นอกที่ผ่านทางมา ไม่มีผู้ใดรู้จักจอมยุทธ์นิรนาม ต่อให้พวกมันหาแทบตายก็ไม่พบแม้แต่เงาหากข้า้า ทว่าข้าก็อยากให้พวกมันหาเจอเช่นกัน จะได้มีข้ออ้างในการกระทำชั่วบ้าง” เสียงอันนุ่มนวลเรียบละไมแฝงความเ็าไว้
“แต่ไม่นึกเลยว่าสกุลจูเชว่จะตกต่ำลงถึงเพียงนี้หลังจากที่นางตาย วิชาวิหคเพลิงนิรันดิ์คงไม่มีผู้ใดสืบทอดได้อีกแล้วกระมัง น่าเสียดายยิ่ง”
“พิศดาร ครั้นาจบวิชาต้นฉบับหายไปก็เหลือเพียงเคล็ดวิชาอันพิศดารของท่านหญิงจูเชว่ผู้นั้น ซึ่งวิธีฝึกยากเย็นแสนเข็ญต้องรับประทานหัวใจวิหคะเพื่อเปิดทางลมปราณก่อน ในอดีตมีผู้อยากฝึกทว่าก็ตายหลังจากกินดื่มหัวใจเพลิง” อินจื่อกล่าว น้ำเสียงแฝงแววขมขื่นไว้ หากไม่ใช่ว่าสกุลจูเชว่ตกต่ำลง มีหรือทวีปปักษาสีเพลิงจะวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้ โจรชุมหมอเถื่อนมาก ชนชั้นสูงกดขี่ผู้คน
เมื่อเฟยหลางชักกระบี่ออกจากฝัก อินจื่อก็ถอยร่นออกห่างอย่างไม่สนอาการาเ็จึงได้ทรุดร่างอาเจียนเืบุรุษหนุ่มอาภรณ์หมึกไม่ได้หันมอง เขาสำรวจศาตราในมือ
“กระบี่ยาว 3 เซี๊ยะ ใบเรียวบางเบา ด้ามจับทำขึ้นอย่างประณีตโลหะสีเขียวดุจหยกบริสุทธ์ สัญลักษณ์นี้หงษ์ทะยานบิน กระบี่นี้เป็ของสตรีไม่ใช่หรือ”
“คนของสกุลข้า เดิมมีสตรีเป็ผู้นำมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ทว่ายามนี้ตกต่ำลงมา ไม่มีสตรีใดบรรลุเพลงกระบี่ประจำตระกูลได้อีกธรรมเนียมก็ถูกลืมเลือนไปเสียสิ้น”
เฟยหลางเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจทิ้งครานึง แล้วจึงเพ่งจิตพิจารณาหอสมบัติที่ได้มา ภายในมีเก้าชั้น ครั้นก้าวเข้าไปเพียงชั้นแรกก็มีตำราวรยุทธ์ขอบเขตรวมดาราอยู่มากมาย เมื่อไม่มีสิ่งใดน่าสนใจก็กรายเท้าขึ้นไปชั้นสองหอสมบัติมืดมิดดั่งทะเลลึกหากไม่ใช่ว่าเป็เ้าของก็มองไม่เห็น ยามถึงชั้นสองก็รู้สึกว่าบรรยากาศตึงเครียดขึ้นตามส่วน ร่างกายคล้ายจะหนักขึ้นเล็กน้อย
บนนี้กอปรด้วยตำราขั้นนักสู้ บัดนี้เฟยหลางแทบยืนไม่ไหวตื่นตระหนกระคนประหลาดใจ หากเป็เช่นนี้ก็ไล่ไปตามลำดับยุทธ์เลยงั้นหรือ เพื่อพิสูจน์เื่นั้นเขาจึงสืบเท้าขึ้นบนชั้นสามต่อ บัดนี้ร่างกายแทบก้าวขาไม่ออก แรงกดดันหนักอึ้งขึ้นมากเต็มส่วน
หอสมบัติชั้นหนังสือเรียงรายไม่ต่างจากหอตำรา จัดหมวดวิชาไว้ชัดเจน ในใจเฟยหลางก็ตระโกนออกมา เหมาะสมแล้ว!. ที่เป็อาวุธของจักรพรรดิา เชิดศีรษะมองวิชายุทธ์ วิชาศิลป์แล้วจึงสืบเท้าไปด้านหน้า หยิบออกมาเล่มหนึ่ง
กระบี่สะบั้นเมฆา เฉียบคมดุดันฝึกสำเร็จผ่าเมฆาพริ้ว!
กระบี่หวนวายุ ว่องไวคมกล้า ฝึกสำเร็จวาดกระบี่เร็วดั่งพายุ
หาอยู่นานก็ไม่เจออันไหนพอใจเหมาะสมผู้ที่มีพร์เช่นนั้นจะให้ฝึกเพลงกระบี่ดาษดื่นได้อย่างไร เวลาล่วงผ่านเนิ่นนานจึงได้คิดจะกลับออกไป ทว่ายามนั้นก็สะดุดตากระเคล็ดวิชากระบี่เล่มหนึ่ง ความยินดีก็แทรกซึมออกมาในดวงฤทัย เปิดประตูออกจากหอสมบัติ ก็พบว่าใกล้อรุณแล้ว แล้วจึงมอบวิชากระบี่นั้นให้อินจิ่อ แล้วจึงเหินร่างออกไปหาร้านอาหารเพื่อบรรเทาความหิว
“วิชาขั้นเหนือฟ้า!” ทว่ายังไม่กล่าวประโยคขอบคุณ บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็จากไปใกลสุดเสียแล้ว “ข้าจะไม่ลืมบุญคุณนี้” เสียงนั้นกลืนไปกับสายลม ขจายเข้าสู่โค้งขอบฟ้า
แสงอรุณรุ่งยามเช้ามาถึง ดอกบัวบานรับตะวัน สิ่งแรกที่เข้ามาในคลองจักษุของศิษย์นิกายวังวิหค์ คือร่างเปลือยเปล่าของจิวเมิ่ง ฟันหักไปหลายซี่รอบปากยังครามโคลนดิน แขนขาดไปข้าง และปราณยุทธ์ถูกทำลายถูกทิ้งไว้ในสวนสมุนไพร สมองหลงลืมไปเสียสิ้นกลายผู้สติไม่สมประกอบ วังยุทธ์แตกตื่นรับภารกิจหนีออกจากวังกันให้เร็วไม่มีใครอยากอยู่รับความพิโรธ
ฝ่ายสกุลจิววิ่งกันให้วุ่นวาย ทั่วเมืองเพลิงพฤกษาเป็ที่รู้ว่าไม่มีผู้ใดหาญกล้าถึงขนาดท้าทายสกุลใหญ่ ความสงสัยจึงตกอยู่กับบุรุษอาภรณ์ดำที่วังวิหค์ช่วยเหลือไว้ ทว่าหากันอยู่หลายชั่วยามก็ไม่อาจพบตัวได้ ไปถามกับประมุขวังก็ถูกบ่ายเบี่ยงไม่ยอมช่วยเหลือ ฝ่ายตระกูลใหญ่คับแค้นใจนักตั้งประกาศจับ วาดรูปจากคำให้การของผู้คนรางวัลนำจับพันผลึกปราณ เพียงว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วก็ยังไม่ได้ความอันใด
ทว่ายามวุ่นวาย บุรุษผู้ก่อเื่ใหญ่โตกลับนั่งรับประทานหมูหมักน้ำผึ้งอยู่ในร้านในนามบุรุษพเนจรหลางเฟย เป็ลูกจ้างใหม่วรยุทธ์ไม่อาจล่วงรู้ วันๆไม่ทำอันใดนอกจากหมักหมู แล้วกินนอน พอถูกทักท้วงก็หาข้ออ้างว่าฝึกยุทธ์ยามนิทราหากรบกวนก็จงรับผลที่ตามมา
ร้านซู่เหมยมีคนอยู่เพียงสาม หนึ่งคือเถ้าแก่เนี๊ยนามเหลียงซู่เหยา และลูกจ้างอีกสองผู้หนึ่งเป็สตรีนามเพ่ยเพ่ยเป็น้องสาวของอินจิ่นผู้นั้น
“ท่านยังไม่ไปอีกหรือ” สตรีในอาภรณ์เขียวอ่อน เรือนผมสีดำขลับเงางามสืบเท้าเข้ามาใกล้ แล้วกล่าว แววตาเปี่ยมความเคารพหากไม่ใช่เพราะเขาสองพี่น้องก็ไม่ได้ชีวิตที่ดีเช่นนี้ ในมือถือจานไก่ขอทานไว้ ในฤทัยก็นึกสงสัยไฉนเถ้าแก่เนี๊ยจึงได้ยอมให้บุรุษมีคดีไม่เอาการเอางานแบบเขา มาอยู่ในร้านด้วย ช่างเป็สตรีที่ความคิดล้ำลึกเกินหยั่งถึงเสียจริง
“เหลียงซู่เหยาฉลาดหลักแหลม ทำอาหารไม่ซ้ำหน้า มีพร์ในการเรียน วรยุทธ์”เขากล่าวพลางขยับตระเกียบคีบเนื้อไก่ชุ่มฉ่ำเข้าปาก
“แล้วข้าเล่า” เพ่ยเพ่ยกล่าวถาม นางก็ฝึกวิชาที่เขามอบให้เช่นกัน คนผู้นี้ให้ได้ไม่เกี่ยงหากตัดสินแล้วว่าผู้นั้นคู่ควร
“ดี อย่างน้อยก็ดีกว่าพี่ชายเ้า ข้าก็ไม่รู้ว่าเหตุใดคนโง่เช่นเขาถึงได้ภวังค์า”พูดแล้วก็ถอนหายใจ ไม่ใช่ว่าไม่จากไป ทว่าไปไม่ได้ อินจื่อคนนั้นไม่สามารถบรรลุวิชาที่ให้ไปได้เสียที ครั้นอ่านฝึกมาหนึ่งสัปดาห์ก็ไม่เป็ผล ทุบตีก็แล้วสอนก็แล้วอนาจใจนัก
บัดนี้ผ่านไปอีกครึ่งเดือน กำลังภายในเฟยหลางขยับมาที่รวมดาราขั้นปลายแล้ว เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นพร้อมเสียงร่ำร้องดีใจอยู่เนืองเนือง
“บรรลุขั้นแรกแล้ว ข้าทำสำเร็จแล้ว”
เหลียงซู่เหยาที่ทำอาหารอยู่ก็ผุดรอยยิ้มจางๆ ไล่ลูกค้าทิ้งไม่ได้สนใจว่าทานหมดหรือไม่ “เช่นนี้ต้องฉลองแล้ว” ครั้นปรายตามองบุรุษผู้นิยมอาภรณ์ดำก็เห็นเขาส่ายศีรษะ
“จะไปแล้วเช่นนั้นหรือ“
“เป็เช่นนั้น” กล่าวจบก็หมุนกายแล้วเหินร่างจากไป ทิ้งไว้เพียงความอาดูรที่มิอาจละวางของคนสามคน
อินจื่อผู้มองโลกในแง่ดีก็หาได้ทดท้อไม่” อีกไม่นานก็ได้เจอกันอีก ไยต้องเสียใจเล่า ฝึกให้ดีในฐานะตระกูลดาวจรัส เพื่อที่จะได้คู่ควรในการช่วยเหลือเขา
“ดาวจรัส สมัญญานี้มอบให้แก่สกุลแม่ทัพอินสือลวี้ที่หาญกล้าในามารฟ้า ไม่นึกเลยจะเป็ตระกูลพวกเ้าจริงๆ”เหลียงซู่เหยากล่าว แววตาแฝงความชื่นชม ทว่าก็เวทนายิ่งที่พวกเขาตกต่ำลงได้ถึงขนาดนี้ ถัดมาแหงนหน้ามองดาวเดือน แล้วปรายตามองไปยังทิศทางที่บุรุษผู้มีแผ่นหลังกว้างใหญ่ หาญกล้าผู้นั้นจากไป
“ในสายตาพวกเ้าเขาเป็บุรุษที่มีแผ่นหลังกว้างเสียจริง ศีรษะค้ำฟ้าเท้าเหยียบดิน”
เฟยหลางครั้นเดินทางออกมาได้สามวันก็เหนื่อยล้ายิ่ง ป่าอสูรกว้างใหญ่กว่าที่คิด จะไปเมืองท่าเพลิงมรกตก็ไม่รู้เส้นทาง หลงลือว่าต้องซื้อเข็มทิศไปเสียสนิท ยามนี้หลงทางมาสองชั่วยามแล้ว วนเวียนไม่ไปที่ใหม่เสียที
เสบียงกรังที่พกมาก็หมดลงแล้ว เงินก็ไม่มีติดตัวจึงได้คิดจะหาเงิน ทว่าค่ายกลก็บรรลุสูงไป หากเขียนลงในคัมภีร์ขายมีหวังทวีปนี้แตกตื่นวุ่นวาย หากผู้ใช้ในทางไม่ดีก็จะเกิดปัญหาค่ายกลส่วนใหญ่เอาไว้รบราฆ่าฟันสังหารหมู่
ขบคิดไม่แตกอยู่ชั่วยามก็ตัดสินใจที่จะปรุงยาขึ้นมาขายเพราะอย่างไรเสียตนเองก็เคยศึกษาหกศิลป์ทั้งหมด แม้จะคุณภาพด้อยไปบ้างแต่ก็คงได้เงินมากพอประทังชีวิต ไม่ใช่ว่าแขนเสื้อมีแต่ลม เดินกินไม่จ่ายเงินชักดาบเป็ว่าเล่นคิดแล้วละอายนักกลัวบิดาและคนอื่นลงจาก์มารุมทึ้ง