เสียงพูดคุยจอแจดังมาจากห้องโถงใหญ่ในจวนตระกูลซู หยางลี่เจินนั่งอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง ดวงตาของเธอสอดส่องไปทั่ว เธอเริ่มสังเกตว่าจวนนี้ไม่ได้เงียบสงบอย่างที่เห็นจากภายนอก ผู้คนมากมายเดินไปมา ทั้งบ่าวไพร่และสมาชิกในครอบครัวใหญ่ที่ดูเหมือนมีความสัมพันธ์ซับซ้อน
เธอััได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียด แม้แต่การพูดคุยระหว่างคนในจวนก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและไม่จริงใจ
“ทำไมคนในบ้านนี้ถึงดูระแวงกันขนาดนี้?” เธอคิดในใจ ขณะพยายามทำตัวให้กลมกลืน
ไม่นาน หญิงคนหนึ่งในชุดหรูหราก็เดินเข้ามาในห้องโถง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทุกคนในห้องต่างลุกขึ้นเพื่อทำความเคารพ หยางลี่เจินมองหญิงคนนั้นด้วยความสงสัย
“ใครกัน?” เธอพึมพำเบาๆ
บ่าวคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ เอ่ยเสียงแ่ขณะก้มหน้าหลบสายตา
“นั่นคือคุณหญิงใหญ่ เมียเอกของท่านเ้าบ้านเ้าค่ะ”
หยางลี่เจินพยักหน้าเบาๆ แต่ยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด จนกระทั่งเธอหันไปมองแม่ของซูเหมยหลินที่ยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของนางดูซีดเซียวและก้มหน้าต่ำ เธอสังเกตเห็นแววตาของแม่ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“แม่ของเหมยหลิน…” เธอคิดในใจ รู้สึกถึงความเ็ปที่อัดแน่นในอกเมื่อเห็นหญิงที่มีใบหน้าเหมือนแม่ของเธอในโลกเดิมต้องยืนเผชิญความอัปยศแบบนี้
หลังจากเหตุการณ์ในห้องโถง หยางลี่เจินถูกพาไปพักในเรือนเล็กที่ดูคับแคบ เธอเริ่มได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากบ่าวไพร่ที่อยู่ใกล้ๆ
“นางก็คงเหมือนแม่ของนางนั่นแหละ…”
“ใช่สิ เป็แค่ลูกอนุ จะมีสิทธิ์อะไรมาอยู่ในจวนนี้!”
“ข้าล่ะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณชายใหญ่ถึงยอมพานางกลับมา…”
คำพูดเ่าั้แทงลึกเข้ามาในใจของเธอ เธอเริ่มเข้าใจว่าแม่ของซูเหมยหลินไม่ได้เป็ที่เคารพในตระกูลนี้ แต่เป็เพียง “อนุ”ที่ไม่มีอำนาจอะไร
เธอพยายามเก็บความสงสัยไว้ในใจ จนกระทั่ง เธอเห็นแม่ของซูเหมยหลินนั่งเย็บเสื้อผ้าอยู่ในเรือนเล็กๆ ที่ดูเก่าคร่ำคร่า
เธอก้าวเข้าไปหาและนั่งลงข้างๆ หญิงที่เธอเรียกว่า “แม่” แม้ว่าเธอจะไม่ได้มีความทรงจำร่วมกัน แต่หัวใจของเธอกลับรู้สึกถึงความผูกพันอย่างประหลาด
“แม่…” เธอเรียกเสียงเบา
หญิงคนนั้นเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ แต่กลับยิ้มอ่อนโยนให้เธอ “มีอะไรหรือเหมยหลิน?”
หยางลี่เจินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมาอย่างลังเล “แม่… ตอนที่แม่อยู่ที่นี่… แม่ถูกคนรังแกหรือเปล่า?”
คำถามนั้นทำให้หญิงตรงหน้าชะงัก แววตาของนางเต็มไปด้วยความลังเล ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเบา “ลูกไม่ต้องกังวลเื่ของแม่หรอก… แม่อยู่ได้”
แต่คำตอบนั้นกลับทำให้หยางลี่เจินยิ่งสงสัย เธอเริ่มสังเกตเห็นร่องรอยฟกช้ำที่ซ่อนอยู่ตามข้อมือและลำคอของแม่ รอยที่ดูเหมือนเกิดจากการถูกทำร้าย
คืนนั้น ขณะที่เธอนอนอยู่ในเรือนเล็ก เสียงกระซิบจากบ่าวไพร่ที่อยู่ไม่ไกลทำให้เธอต้องลุกขึ้นมาฟัง
“คุณหญิงใหญ่นี่ร้ายจริงๆ… ไม่ว่าอนุคนไหนก็ต้องถูกกำจัดหมด”
“ใช่สิ ท่านอนุเฉียนนี่ถือว่ายังโชคดีที่รอดมาได้ แต่ข้าคิดว่าไม่นานนางก็คงไม่พ้นเงื้อมมือ”
“แล้วลูกสาวของนางกลับมาที่นี่… คิดหรือว่าจะอยู่รอดได้?”
หยางลี่เจินขบฟันแน่น เธอไม่คิดว่าความสัมพันธ์ในตระกูลซูจะเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและการกดขี่ถึงเพียงนี้
ในมุมหนึ่งของจวน เหวินเจาเหยียนนั่งฟังรายงานจากลูกน้องที่คอยสังเกตพฤติกรรมของหยางลี่เจิน
“นางดูแปลกไปจริงๆ ขอรับ นายท่าน นางดูเหมือนไม่รู้เื่อะไรเลยเกี่ยวกับครอบครัวของตัวเอง”
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเย็น “นางอาจลืมทุกอย่างจริง… หรืออาจแกล้งทำเพื่อลบล้างสิ่งที่นางก่อไว้”
ลูกน้องยังคงรายงานต่อ “นางดูสนใจแม่ของตัวเองมากขอรับ ข้าสังเกตเห็นว่านางน้ำตาไหลทุกครั้งที่มองอนุเฉียน… ข้าไม่แน่ใจว่าทำไมนางถึงดูอ่อนไหวเช่นนั้น”
เหวินเจาเหยียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้า “น้ำตาของนาง… ข้าไม่เคยเชื่อมัน”เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“ข้าจะดูต่อไป… ว่านางจะเล่นละครไปได้อีกนานแค่ไหน”
“เธอควรทำอย่างไร เมื่อความจริงอันเ็ปของครอบครัวที่เธอไม่ได้เป็ส่วนหนึ่ง กำลังกลายเป็ภาระที่เธอไม่อาจหลีกเลี่ยง?”
เสียงเครื่องสายดังแว่วไปทั่วจวนตระกูลซู บรรยากาศที่เคยอึมครึมกลับคึกคักขึ้นในทันทีเมื่อมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของ เหวินเจาเหยียน และ ซูเหมยหลิน ลูกสาวผู้เคยถูกลืมเลือนของบ้านนี้
หยางลี่เจินเดินเคียงข้างเหวินเจาเหยียนเข้าไปในห้องโถงใหญ่ สายตาของผู้คนในงานเลี้ยงต่างจับจ้องมายังพวกเขา แต่บรรยากาศนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความยินดี หากแต่แฝงไปด้วยความดูถูกและการจับผิด
“ดูสิ ใครกลับมา…” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ดังพอให้หยางลี่เจินได้ยิน “ซูเหมยหลิน ลูกสาวของอนุเฉียน
ผู้ต่ำต้อย…”
หยางลี่เจินขบฟันแน่น รู้สึกถึงความเ็าที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เธอไม่ใช่ซูเหมยหลิน แต่ต้องมารับฟังคำพูดดูถูกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเอง
ภายในงานเลี้ยง
ผู้คนมากมายในชุดหรูหราเดินไปมาพร้อมถือจอกสุรา บทสนทนาที่ดังขึ้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและการกระแนะกระแหน
“ข้าล่ะไม่เข้าใจว่าท่านเหวินเจาเหยียนพานางกลับมาทำไม”
“ใช่สิ ลูกสาวของอนุแบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร นางไม่ได้คู่ควรกับตระกูลเหวินเลยสักนิด”
หยางลี่เจินพยายามทำใจไม่สนใจคำพูดเ่าั้ แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งเ็ป เธอรู้สึกเหมือนถูกมองว่าไร้ค่า ทั้งที่เธอไม่แม้แต่จะรู้จักคนเหล่านี้
เหวินเจาเหยียนที่ยืนอยู่ข้างเธอกลับไม่พูดอะไร ดวงตาที่ถูกปิดด้วยผ้าสีดำยังคงนิ่งเฉย เขาปล่อยให้เสียงกระซิบเ่าั้ดังไปโดยไม่แสดงความสนใจ
“เ้ากลัวหรือ?” เขาถามเบาๆ ขณะที่เดินเคียงข้างเธอ
น้ำเสียงของเขาเ็าแต่กลับฟังดูเหมือนกำลังท้าทาย
หยางลี่เจินสูดลมหายใจลึก “ฉันไม่ได้กลัว…”
“ดี” เขาตอบสั้นๆ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก “เพราะคืนนี้ยังอีกยาวไกล”
ขณะที่พวกเขานั่งลงที่โต๊ะจัดเลี้ยง หญิงสาวในชุดหรูหราคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ใบหน้าของหญิงคนนั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
“อาเหมยหลิน…” หญิงคนนั้นเอ่ยเสียงสูง “ข้าคิดว่าเ้าคงไม่กล้ากลับมาที่นี่เสียอีก หลังจากที่เคยทำให้ตระกูลต้องอับอาย”
หยางลี่เจินขมวดคิ้ว เธอไม่รู้ว่าซูเหมยหลินเคยทำอะไรไว้ในอดีต แต่คำพูดนั้นเหมือนเป็การกดให้เธอต่ำลงต่อหน้าทุกคน
“เ้ากลับมาในฐานะภรรยาของท่านเหวิน…” หญิงคนนั้นพูดต่อ น้ำเสียงเต็มไปด้วยการถากถาง “ข้าไม่รู้เลยว่าท่านเหวินจะชอบสิ่งที่ต่ำต้อยเช่นนี้”
หยางลี่เจินกำมือแน่น ความโกรธเริ่มก่อตัวในใจ แต่เธอเลือกที่จะไม่พูดอะไร เธอไม่อยากสร้างปัญหาในสถานการณ์ที่เธอไม่เข้าใจ
เหวินเจาเหยียนที่นั่งนิ่งมาตลอดเริ่มขยับตัว น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบเมื่อเอ่ยขึ้น “ข้าคิดว่าคำพูดเช่นนั้นไม่เหมาะสมกับงานเลี้ยง”
ทุกคนในห้องเงียบลงทันที สายตาหันไปจับจ้องที่เขา หญิงสาวที่พูดจาดูถูกหยางลี่เจินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบถอยหลังไป
“หากใครคิดจะทำให้ข้าเสียเวลา…” เหวินเจาเหยียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อย่าหวังว่าข้าจะไว้หน้า”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในงานเลี้ยงตึงเครียดขึ้นทันที
ทุกคนต่างหลบสายตาและพยายามทำตัวไม่ให้เด่น
หลังงานเลี้ยง
เมื่อเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ หยางลี่เจินรู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก เธอหันไปมองเหวินเจาเหยียนที่เดินนำหน้าเขา ดวงตาของเขายังคงถูกปิดด้วยผ้าสีดำ แต่เธอรู้สึกเหมือนเขามองเห็นทุกสิ่ง
“ทำไมคุณถึงช่วยฉัน?” เธอถามเบาๆ
เขาหยุดเดินครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ข้าไม่ได้ช่วยเ้า… ข้าแค่ไม่อยากให้งานเลี้ยงของข้าถูกทำลายด้วยคำพูดไร้ค่า”
คำตอบนั้นเหมือนเป็น้ำเย็นที่ดับความหวังในใจของเธอ แต่เธอก็ไม่ได้แปลกใจนัก เขาไม่เคยเห็นเธอเป็อะไรมากกว่าเครื่องมือ
“อย่าคิดว่าข้าทำเพื่อเ้า ซูเหมยหลิน” เขาพูดต่อ น้ำเสียงเย็นเยียบ
“เพราะข้าจะจับตาดูเ้า จนกว่าเ้าจะเปิดเผยทุกสิ่งที่เ้าซ่อนอยู่”
หยางลี่เจินยืนมองเขาที่เดินจากไป หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความเ็ปและความสับสน
“ในโลกที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและการดูถูก เธอจะยืนหยัดเพื่อพิสูจน์ตัวเองได้อย่างไร เมื่อแม้แต่คนที่ช่วยเธอก็ยังไม่เชื่อใจ?”
วันต่อมา
เสียงตลาดคึกคักในยามเช้าเต็มไปด้วยเสียงพ่อค้าแม่ค้าเรียกแขกและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นไปมา หยางลี่เจินเดิน
ไปตามตรอกเล็กๆ ด้วยความตื่นเต้น สายตาของเธอกวาดมองไปทั่ว ตลาดโบราณที่เต็มไปด้วยสีสันและผู้คนดูมีชีวิตชีวาอย่างไม่น่าเชื่อ
“นี่มันเหมือนในซีรีส์ไม่มีผิด” เธอพึมพำกับตัวเองขณะเดินผ่านร้านขายผ้าไหมที่มีลวดลายงดงาม ร้านขายเครื่องประดับเงินระยิบระยับ และแผงขายขนมหวานที่ส่งกลิ่นหอมอบอวล
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันจะได้มาอยู่ในที่แบบนี้จริงๆ” เธอยิ้มเล็กๆ ความตื่นตาตื่นใจทำให้เธอลืมเื่หนักใจทั้งหมดไปชั่วขณะ
หยางลี่เจินไม่ได้สังเกตเลยว่ามีชายสองสามคนที่แต่งตัวธรรมดาแต่เดินตามเธออย่างเงียบๆ คนเ่าั้คือคนของ
เหวินเจาเหยียนที่ถูกส่งมาคอยจับตาดูเธอ
ในตลาด
ขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับการดูของในตลาด จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินตรงมาหาเธอ เขาแต่งตัวเรียบง่าย แต่ใบหน้าของเขามีร่องรอยความหล่อเหลาแบบเรียบๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเธอ
“เหมยหลิน?” เขาเรียกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความใ
หยางลี่เจินหันไปตามเสียง ดวงตาของเธอจ้องมองชายคนตรงหน้าอย่างงุนงง
“เอ่อ… ค่ะ?” เธอตอบอย่างลังเล
ชายคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล “เ้าสบายดีหรือเปล่า? พวกเขารังแกเ้าไหม?”
“พวกเขา?” หยางลี่เจินถามอย่างไม่เข้าใจ
“คุณหมายถึงใคร?”
ชายหนุ่มหยุดชะงัก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความงุนงง “เ้าจำข้าไม่ได้จริงๆ เหรอ? ข้าคือหลี่เหวิน… คนที่เ้าเคยหนีไปด้วย”
คำพูดนั้นทำให้หยางลี่เจินนิ่งงัน เธอพยายามประมวลสิ่งที่เขาพูด แต่สมองของเธอกลับว่างเปล่า
“ฉัน… หนีไปกับคุณ?” เธอทวนคำอย่างไม่มั่นใจ
“ใช่!” หลี่เหวินพูดอย่างเร่งร้อน “เ้าลืมแล้วหรือ ตอนนั้นพวกเราวางแผนหนีออกจากตระกูล เ้าไม่อยากแต่งงานกับ
เหวินเจาเหยียน… แต่พวกเขาจับเ้าได้และบังคับให้เ้าแต่งงาน
ข้าพยายามช่วยเ้า แต่ก็ไม่สำเร็จ…”
คำพูดของหลี่เหวินเหมือนน้ำที่สาดเข้ามาในหัวใจของ
หยางลี่เจิน เธอไม่ได้เป็คนหนีไป ไม่ได้รู้จักชายคนนี้ แต่ในสายตาของเขาเต็มไปด้วยความรักและความเ็ปที่ยากจะปฏิเสธ
“เ้าสบายดีไหม?” เขาถามอีกครั้ง “พวกเขาทำร้ายเ้าหรือเปล่า? ข้ารู้ว่าท่านเหวิน… เขาไม่ใช่คนที่เ้ารัก”
หยางลี่เจินมองเขาด้วยความสับสน เธอไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร เธอไม่ใช่ซูเหมยหลิน เธอไม่เคยรักหรือหนีไปกับชายคนนี้ แต่การตอบปฏิเสธดูเหมือนจะทำร้ายเขาอย่างรุนแรง
“ข้าสบายดี…” เธอตอบเบาๆ
หลี่เหวินยิ้มเล็กๆ ดวงตาของเขายังเต็มไปด้วยความกังวล
“ถ้าเ้าไม่ไหว… ข้ายังพร้อมช่วยเ้าเสมอ เหมยหลิน”
คนของเหวินเจาเหยียนที่ติดตามหยางลี่เจินอยู่ในเงามืดมองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น พวกเขารีบกลับไปรายงานเ้านายทันที
เมื่อได้รับรายงานจากลูกน้อง เหวินเจาเหยียนนั่งเงียบไป
ครู่หนึ่ง ดวงตาที่ถูกปิดบังด้วยผ้าสีดำทำให้ไม่อาจเห็นความคิดที่ซ่อนอยู่ในใจของเขา
“นางยังติดต่อกับชายคนนั้น…” เขาพูดเบาๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ข้าคิดอยู่แล้วว่านางจะต้องกลับไปหาสิ่งที่เคยหนีไป”
ลูกน้องก้มหน้าลงด้วยความเกรงกลัว “นายท่าน ท่านจะให้พวกเรา…”
“จับตาดูนางไว้” เขาตัดบทเสียงเรียบ “ข้าอยากรู้ว่านางจะทำอะไรต่อไป”
เมื่อกลับถึงจวน หยางลี่เจินรู้สึกเหมือนมีเมฆดำปกคลุมอยู่ในใจ คำพูดของหลี่เหวินยังคงดังก้องในหัวของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่รู้จักเขา แต่ความเ็ปในดวงตาของเขาทำให้เธอรู้สึกผิด
“ซูเหมยหลิน… เ้าคือใครกันแน่?” เธอถามตัวเองเบาๆ
เธอรู้ดีว่าความลับในอดีตของซูเหมยหลินกำลังค่อยๆ เปิดเผยออกมา และทุกย่างก้าวของเธอกำลังถูกจับตามอง
“เมื่ออดีตของร่างที่เธอเริ่มไล่ล่าเธออย่างไม่หยุดยั้ง เธอจะหลีกหนีจากชะตากรรมนี้ได้อย่างไร?”