ฟอร์ซ พลังที่ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับโลกใบนี้สิ่งมีชีวิตสามารถนำพลังนี้มาใช้ได้ และถูกเรียกว่าผู้ใช้พลัง ในอดีตเหล่าทวยเทพได้ใช้พลังนี้ในปกครองโลกพลังของพวกเขานั้นมหาศาลเสียจนเหนือกว่าที่สามารถจินตนาการออกเพียงแค่ความคิดของเหล่าทวยเทพชั่วพริบตาูเาหรือป่าก็หายไปจากแผนที่อย่างง่ายดาย
เทพได้ปกครองและดูแลเหล่ามนุษย์ให้ได้อยู่กันอย่างสงบสุขเรื่อยมาพวกเขาประทานภูมิความรู้ต่างๆ ให้มากมาย นั่นรวมไปถึงวิธีการใช้ฟอร์ซให้แก่มนุษย์ในยุคสมัยนั้นและสืบทอดเรื่อยมามนุษย์ได้บูชาเหล่าทวยเทพที่เป็ดั่งแทนแห่งแสง
ในขณะเดียวกันเผ่าปีศาจได้บูชามารซึ่งเป็ตัวแทนแห่งความมืดมนุษย์และปีศาจ เทพและมาร าเกิดขึ้นจากความแตกต่างกันสุดขั้วของทั้งสองและดำเนินต่อมาผ่านหลายยุคสมัย แม้เหล่าเทพและมารจะดับสูญไปจนหมดแล้วทว่าความขัดแย้งก็ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
............................
ชีวิตของเอริกนั้นน่าสงสารไม่รู้ว่าเพราะโชคชะตากลั่นแกล้งเขาหรืออย่างไรถึงได้ทำให้เขาเกิดมาในสภาพที่มีร่างกายอ่อนแอพร้อมกับน้องสาวฝาแฝดที่มีร่างกายอ่อนแอยิ่งกว่ามากนัก
เขาไม่เคยได้พบเจอผู้เป็พ่อมาก่อนในชีวิตความรักจากบิดาเช่นคนอื่นๆ คือสิ่งที่เขาไม่ได้รับมีเพียงแม่เท่านั้นที่เลี้ยงเขามาโดยลำพังั้แ่เด็ก
แต่โชคชะตาก็ยังพรากแม่ของเขาไปอีกด้วยอาการป่วยที่ไม่อาจรักษาได้ทั้งที่เวลานั้นเอริกมีอายุเพียงแค่8ขวบ สิ่งนั้นทำให้จิตใจของเขาแทบแตกสลายซ้ำร้ายเขายังต้องดูแลน้องสาวโดยลำพังมานับแต่นั้นเป็ต้นมา ไร้ซึ่งครอบครัวไร้ซึ่งญาติสนิทมิตรสหายใดๆ มีเพียงเขาและเอลลี่ผู้เป็น้องสาว
แม้จะมีคนมากมายที่หยิบยื่นไมตรีให้ทว่านั่นก็ยังไม่เพียงพอ เอริกแม้จะร่างกายอ่อนแอ ทว่ากลับอุตสาหะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา กล้ำกลืนฝืนทนขีดจำกัดทางร่างกายออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพและเป็ค่ายาให้น้องสาวที่กำลังล้มป่วย
อาการเอลลี่ทรุดหนักลงทุกวันทำได้เพียงให้ยาเพื่อประคองอาการให้รอดไปวันๆ เท่านั้นเอริกต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อนำเงินมาซื้อยาให้เธอ เพื่อให้เธอได้มีความสุขเขาซึ่งเป็พี่ชายสามารถทำได้ทุกอย่าง….
“ไปลงเหมืองคราวนี้นานรึเปล่า?”เอลลี่กล่าวถามเอริกที่กำลังจะออกไปจากบ้าน
“ก็น่าจะหลายวันอยู่แหละเพราะเหมือนที่ข้าต้องไปมันอยู่ห่างจากนี่ไปไกลเลยแค่เดินทางก็หมดไปครึ่งค่อนวันแล้ว แต่เงินที่ได้เองก็ไม่น้อยเหมือนกันหลังจากเสร็จงานนี้เราคงมีกินมีใช้ไปหลายอาทิตย์เลยล่ะ”เอริกตอบด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของเขา ทว่านั่นเป็แค่รอยยิ้มเสแสร้งต่างหาก
งานที่เอริกทำหาได้เป็งานในเหมืองแต่เป็นักล่าต่างหาก
ต่อสู้กับสัตว์อสูรล่าสมบัติ คุ้มกันภัย นั่นคืองานของนักล่าเป็งานที่สุดแสนจะอันตรายที่ไม่เหมาะกับคนร่างกายอ่อนแออย่างเอริกเลยทว่าค่าตอบแทนนั้นสูงลิ่วขึ้นอยู่กับความอันตรายของภารกิจที่ได้รับมานับว่าเหมาะสมมากกับคนร้อนเงินอย่างเอริก
เอริกจำเป็ต้องโกหกเอลลี่ไปเช่นนั้นเนื่องจากนักล่าเป็งานที่อันตรายอย่างมากหากบอกความจริงออกไปเอลลี่จะต้องขัดขวางเขาสุดชีวิตแน่
ส่วนสาเหตุที่ต้องโกหกว่าทำงานเหมืองนั้นเพราะงานเหมืองมีโอกาสได้รับาเ็ขณะทำงานหากวันใดที่เอริกาเ็มาจากงานนักล่าเขาสามารถโกหกเอลลี่ได้ว่าาเ็มาจากเหมือง
อย่างไรก็ตามตอนแรกที่บอกว่าทำงานเหมือน เอลลี่ก็ไม่วายคัดค้านเอริกอยู่ดีเธอนั้นคิดว่าคนร่างกายอ่อนแออย่างเอริกไม่สมควรทำงานเหมือนซึ่งเป็งานที่ต้องใช้แรงมากแต่ท้ายที่สุดเอริกก็เกลี้ยกล่อมเธอได้สำเร็จ
สำหรับคนร่างกายอ่อนแอที่แม้แต่จะยกดาบยังลำบากแบบเขามันไม่เหมาะกันเลยกับงานที่อันตรายอย่างนักล่า ที่ต้องสู้กับสัตว์ร้ายไปยังสถานที่อันตรายที่คนทั่วไปไม่กล้า บางครั้งก็ต้องพบเจอกับสัตว์อสูรซึ่งพวกมันสามารถสังหารมนุษย์ได้อย่างไม่ยากเย็น
ที่เอริกกล้าทำไม่ใช่เพราะเขาไม่กลัวตายแต่เขานั้นไม่มีทางเลือก ส่วนลึกๆ แล้วเขากลัวอยู่ไม่น้อยเช่นกันทว่าสิ่งที่เขากลัวนั้นไม่ใช่ความตาย เพราะหากไม่มีเขาเอลลี่ก็จะอยู่ไม่ได้นั่นต่างหากที่เขากลัว
“ยอดไปเลย!แบบนี้แสดงว่าเ้าก็คงได้พักผ่อนแล้วสินะ หากมีเงินมากๆ แล้วเวลาพักของเ้าคงนานขึ้นตามไปด้วย”
เอลลี่ว่าเป็ประกายเมื่อรู้ว่าเอริกกำลังได้เงินก้อนโตหากเป็เช่นนั้นก็จะมีเงินใช่จ่ายอยู่่หนึ่งโดยไม่ต้องออกไปทำงานหนักเช่นนี้ทุกวัน
ทว่าเอริกกลับส่ายหน้าตอบ
“ไม่ได้หรอกเ้าก็รู้นี่ว่าอาการป่วยของเ้าหนักขึ้นทุกวันอีกไม่นานยาที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็คงจะไม่พอสำหรับบรรเทาความเจ็บของเ้าแล้วและคงต้องใช้ยาที่แพงกว่านี้แทน จะให้ข้าพักงอมืองอเท้าอยู่ไม่ได้หรอก”
เอลลี่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำสีหน้าเศร้าสร้อยเธอเ็ปมากกว่าดีใจที่เห็นพี่ชายฝาแฝดอย่างเอริกทำเพื่อเธอถึงขนาดนี้ในขณะที่เธอเอาแต่นอนอยู่บนเตียงอย่างสบายแต่เอริกกลับต้องออกไปทำงานหนักเพื่อหาเงินมาซื้อยาให้เธอให้เธอนั่นจึงทำให้เอลลี่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนภาระของเอริกไม่มีผิด
“แต่ข้าก็อยากให้เ้าได้พักบ้างนี่นา…ถ้าข้าไม่ป่วยแบบนี้ก็คงดีจะได้ออกไปช่วยเ้าทำงานหาเงิน แล้วไม่ต้องมาเป็ภาระให้กับเ้าเช่นนี้”
ในทุกๆ วันเอลลี่เห็นเอริกออกจากบ้านไปทำงาน เป็อย่างนี้มาั้แ่ทั้งคู่ยังเล็กๆยิ่ง่นี้เธออาการทรุดลงหนักขึ้นกว่าเดิมมาก เอริกก็ต้องทำงานหนักขึ้นไปด้วยบางครั้งเอริกไม่กลับบ้านหลายวันเพราะงานที่ทำเขามักกลับมาด้วยเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อน ทว่าเขากลับไม่เคยปริปากบานแม้แต่นิดเดียว
จนถึงบางครั้งเธอคิดว่าหากตัวเองตายไปก็คงดีหากไม่มีเธอแล้วเอริกคงจะสามารถให้ชีวิตตามที่ตัวเองปรารถนาได้โดยต้องมีเธอมาเป็ภาระ
“ภาระอะไรกันอย่าโทษตัวเองอย่างนั้นสิ ข้าเคยบอกซะที่ไหนว่าเ้าเป็ภาระของข้าหากข้าไม่ได้พูดก็อย่าคิดเองเออเองแบบนี้อีกเข้าใจไหม”เอริกกล่าวแล้วนำมือวางบนหัวของเอลลี่ พร้อมทั้งลูบอย่างนุ่มนวล
สำหรับเอริกแล้วเอลลี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าทั้งคู่คือครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของกันและกันจะหาใครมาทดแทนไม่ได้อีกแล้ว ขอแค่เอลลี่ได้ยิ้มออกไม่ว่าอะไรเอริกก็พร้อมจะทำให้เธอได้ทั้งนั้นเพื่อเอลลี่แล้วเขายอมให้ได้กระทั่งชีวิตของเขาเอง
เอลลี่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เธอสงสารเอริกจับใจที่ต้องมาลำบากเพื่อเธอเช่นนี้
“เ้าทำเพื่อข้าขนาดนี้บางทีข้าก็น้อยใจตัวเองเหมือนกันนะที่ไม่อาจทำอะไรให้เ้าได้เลย”
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นแหละขอเพียงแค่เ้ามีความสุขและได้ยิ้มออกมา แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับข้าฉะนั้นไม่ต้องมาคิดมากหรอก” เอริกยิ้มโดยไม่เสแสร้งแม้แต่น้อย
“เ้าก็พูดแบบนี้ตลอดไม่เบื่อบ้างหรือไงเฮ้อ….ไม่อยากป่วยเลยเหอะอย่างน้อยก็อยากออกไปวิ่งเล่นข้างนอกเหมือนกับคนอื่นเขาบ้างจัง หากข้าหายเมื่อไหร่จะเดินตีลังกากลับหัวรอบเมืองเลยคอยดู!”
เอริกได้แต่หัวเราะให้กับคำพูดของเอลลี่เธอมันเฝ้าฝันถึงวันที่หายป่วยเสมอ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าอาการป่วยที่เธอกำลังประสบอยู่นี้จะไม่มีทางหายไปชั่วชีวิตทั้งยังทวีความรุนแรงขึ้นไปตลอดทุกครั้งที่กำเริบ
เอลลี่รู้เื่นี้ดีแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงใฝ่ฝันและกล่าวถึงที่ที่ตนอยากทำหลังจากหายป่วยออกมาให้เอริกฟังอยู่ตลอดทั้งชีวิตของเธอเปรียบดั่งตะเกียงที่ตั้งอยู่กลางพายุซึ่งใกล้ดับลงทุกทีสิ่งที่เธออยากทำจะไม่มีวันเป็จริงไปชั่วชีวิต
เป็ชีวิตที่น่าสงสารเสียยิ่งกระไร….
“จะเพ้อเกินไปแล้วเ้าน่ะกลับนอนลงไปซะเดี๋ยวก็กำเริบขึ้นอีกหรอก” กล่าวเสร็จเอริกก็หันหลังเปิดประตูบ้านออกเตรียมเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน!”เอลลี่กล่าวขัดเอริกขึ้น
“อะไรอีกล่ะ?”
เอลลี่เผยรอยยิ้มอันงดงามเป็รอยยิ้มที่ไม่ว่าชายใดเห็นเป็ต้องหลงเสน่ห์ในความน่ารักของเธอเป็แน่เดิมที่เอลลี่ก็เป็สาวน้อยน่ารักอยู่แล้วแม้จะป่วยจนทรุดโทรมไปบ้างแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความน่ารักของเธอลดน้อยลงไปเลย
รอยยิ้มของเอลลี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเอริกเขาทำได้ทุกอย่างเพื่อให้เธอได้ยิน ทุกครั้งที่เอริกออกไปทำภารกิจที่อันตรายเขาพึงระลึกเสมอว่าต้องมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเองแต่เพื่อน้องสาวฝาแฝดของเขาเพราะเอริกคือครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวสำหรับเอลลี่ หากเขาไม่อยู่ขึ้นมาเอลลี่ก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว
นั่นคือสิ่งที่เอริกกลัวมากที่สุด
“ไปดีมาดีนะ…เ้าไม่อยู่หลายวันข้าคงเหงาแย่เลย”
เอริกยิ้มตอบ “อดทนหน่อยนะข้าไม่ได้ไปนานมากหรอก อีกไม่กี่วันก็กลับมาแล้วล่ะ…ขอตัวก่อนนะ”
จากนั้นเอริกก็เดินออกจากบ้านไปเขาเ็ปทุกครั้งที่ต้องปล่อยเอลลี่ให้เหงาเช่นนี้หากเลิกได้เขาก็จะไม่ทำแบบนี้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตามเอริกหาได้มีทางเลือกอื่นนอกจากทำเช่นนี้เขาแหงนมองฟ้าสลัดอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนในใจออกไปเพื่อพร้อมที่จะทำภารกิจ
เขาไม่อาจรู้ได้ว่าคราวนี้จะได้กลับมาหาเอลลี่หรือเปล่า บางนี้นี่อาจเป็การพบกันครั้งสุดท้ายก็ได้