หลังจากที่หยางตงเทียนเริ่มดูดซับโอสถต่อไป เวลาภายในมิติก็ผ่านไปสามเดือนแล้ว ชายหนุ่มก็สามารถทะลวงระดับขึ้นสู่ระดับเซียนได้สำเร็จ!
ที่โลกภายนอกใจกลางป่าหมื่นอสูร บนท้องฟ้ามวลเมฆมากมายค่อยๆไหลเข้ามารวมกัน ปรากฏเป็กลุ่มก้อนสีดำทะมึน กินพื้นที่ไปหลายสิบลี้ ในนั้นมีประกายสายฟ้าสีทองเลื้อยขดพันกันไปมา
สัตว์อสูรมากมายต่างพากันวิ่งหนีตาย หาที่กำบังกันให้วุ่น! แม้แต่สัตว์อสูรระดับเซียนก็ยังตื่นขึ้นจากการบำเพ็ญเพียร และเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่เพียงไม่นานพวกมันก็เลิกสนใจและหลับตาลงบำเพ็ญเพียรต่อ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่สำหรับพวกมัน เพราะนี่คือทัณฑ์์ที่จะเกิดขึ้นตอนที่มนุษย์หรือสัตว์อสูรเลื่อนระดับขึ้นสู่ระดับเซียนหรือระดับเทพนั่นเอง
แม้ว่ากฎฟ้าดินในปัจจุบันจะไม่สมบูรณ์ ทำให้มนุษย์และสัตว์อสูรระดับเซียนมีไม่มากเหมือนในอดีต? แต่ถึงกระนั้นมันก็มีให้เห็นอยู่บ้าง พวกมันจึงไม่ได้ให้ความสนใจกลับเหตุการณ์เช่นนี้มากนัก มิสู้เอาเวลาไปบำเพ็ญเพียรต่อดีกว่า
ผ่านไปไม่นาน มวลเมฆบนท้องฟ้าก็ค่อยๆ มลายหายไป เพราะหยางตงเทียนนั้นทะลวงระดับขึ้นสู่ระดับเซียนในมิติเอกเทศน์ ซึ่งแยกตัวออกจากโลกแห่งความเป็จริง ทัณฑ์์จึงหาตำแหน่งของเขาไม่เจอ เมื่อเวลาผ่านไปมันจึงค่อยๆสลายหายไปเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่บริเวณใจกลางของป่าหมื่นอสูร ซึ่งป่าแห่งนี้นั้นมีอาณาเขตที่กว้างขวางเป็อย่างมาก มันมีอาณาเขตเกือบเท่าๆ สี่แคว้นรวมกันเสียอีก จึงทำให้ไม่มีมนุษย์คนใดทราบถึงการทะลวงระดับในครั้งนี้
ภายในเตาหลอมโอสถ หลังจากที่หยางตงเทียนทะลวงระดับขึ้นเป็เซียนได้แล้ว ชายหนุ่มก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาดูดซับโอสถที่เหลือต่อไป โอสถในเตานั้นลดลงเพียงเล็กน้อยเพียงเท่านั้น คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าที่เขาจะสามารถดูดซับมันได้ทั้งหมด
………………….......
ตัดภาพไปที่ลานกว้างแห่งหนึ่งภายในตระกูลหยาง ตอนนี้มีบุคคลที่แต่งกายด้วยชุดแตกต่างกันยืนเรียงรายประจัญหน้ากันอยู่คนละฝั่ง กลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดสีเขียวอ่อน
ส่วนอีกกลุ่มแต่งกายด้วยชุดสีแดง บนเอวของพวกเขามีป้ายหยกแผ่นหนึ่งห้อยอยู่ ผู้ที่ใส่ชุดสีเขียวอ่อนมีคำว่าอวิ๋นสลักอยู่บนแผ่นหยก ส่วนป่ายหยกที่ห้อยอยู่ที่เอวคนที่สวมชุดสีแดงสลักคำว่าเหยา
คนเหล่านี้คือคนของตระกูลอวิ๋นและตระกูลเหยา ทั้งสองเป็ขุมกำลังขั้นสอง ที่ผนึกกำลังกันทำลายตระกูลหยางของหยางตงเทียนนั้นเอง
ที่ด้านหน้าของแต่ละฝั่ง มีบุคคลที่ทรงอำนาจในขุมกำลังของพวกเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งละสามคน คนเหล่านี้คืออวิ๋นโม่ เซียนของตระกูลอวิ๋น
และเหยาเจิ้ง เซียนของตระกูลเหยา ส่วนอีกสองคนที่นั่งอยู่ด้านซ้ายและด้านขวาของพวกเขาคือระดับมหาจักรพรรดิของขุมกำลังพวกเขา ที่เหลือรอดจากการต่อสู้กับตระกูลหยาง
เดิมทีตระกูลของพวกเขามีระดับมหาจักรพรรดิอยู่ตระกูลละสี่คน แต่ตอนนี้กับตกตายไปตระกูลละสองคน แถมผู้ใต้บังคับบัญชาระดับต่ำกว่านั้นก็ตายไปมากกว่าเจ็ดส่วนของสมาชิกทั้งหมด!
มันจึงทำให้พวกเขาไม่สบอารมณ์เป็อย่างมาก พวกเขาส่งสายตาอาฆาตไปยังศพของสมาชิกตระกูลหยาง ที่นอนกองกันอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาสองตระกูล
"เหอะ! สมกับเป็ตระกูลหยางที่คงอยู่มานานกว่าหมื่นปีเสียจริง! หากยายเฒ่าหยางซูหนี่ไม่สิ้นอายุไขตายไปเสียก่อน เกรงว่าคงเป็พวกเราสองตระกูลที่ต้องถูกทำลายล้าง! นี่ขนาดไม่มีระดับเซียน! ยังสามารถสู้กับพวกเราสองตระกูล จนพวกเราทั้งสองตระกูลเสียกำลังคนไปมากกว่าเจ็ดในสิบส่วนได้!"เหยาเจิ้งกล่าวออกมาด้วยความโกรธแค้น และคับข้องใจ!
"เหอะ! เหยาเจิ้ง อำนาจของตระกูลหยางนั้นไม่ได้ด้อยกว่าขุมอำนาจขั้นหนึ่งแม้แต่น้อย! แม้แต่ขุมกำลังขั้นหนึ่งบางแห่ง ตอนที่ยายเฒ่าหยางซูหนี่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็ยังไม่กล้าที่จะมีเื่กลับตระกูลหยาง! การที่พวกเขาจะแข็งแกร่งขนาดนี้ก็ไม่ใช่เื่แปลก!"
"ยายเฒ่าหยางซูหนี่เป็ถึงเซียนขั้นหก! หากนางไม่สิ้นอายุไขตกตายไป ผู้ใดเล่าจะกล้าล่วงเกินตระกูลหยาง หากว่าตระกูลหยางมีเซียนถือกำเนิดขึ้นมาอีกคน"
"พวกเขาคงสามารถเลื่อนระดับขุมกำลังได้แล้ว แต่ช่างหน้าเสียดาย หลายพันปีผ่านไป ตระกูลหยางก็ยังไม่มีเซียนปรากฏขึ้นมาอีก เฮ้อ~ ช่างหน้าเสียดายยย...."
อวิ๋นโม่กล่าวแซะเหยาเจิ้ง แม้ว่าทั้งสองตระกูลจะร่วมมือกันทำลายตระกูลหยาง แต่ก็ทำไปเพื่อผลประโยชน์เพียงเท่านั้น ไม่ได้เป็พันธมิตรกันอย่างแท้จริง! แต่เขาก็ยังอดเสียดายแทนตระกูลหยางไม่ได้….
"หึ!"เหยาเจิ้งพ้นลมออกมาทางจมูกอย่างไม่สบอารมณ์
ไม่นานคนกลุ่มหนึ่ง ที่พวกเขาส่งออกไปตามล่ารุ่นเยาว์ของตระกูลหยางที่หลบหนีออกไปก็กลับมาถึง
"เหยาเสิ่นเป็เช่นไรบ้าง!?"เหยาเจิ้นกล่าวถามคนในตระกูลของตนที่ส่งออกไปไล่ล่าคนของตระกูลหยาง
"คารวะท่านบรรพบุรุษ! ข้าพบรุ่นเยาว์ของตระกูลหยางสิบสองคนขอรับ แต่เมื่อพวกข้าไปพบพวกเขาในแต่ละจุด ก็พบว่าพวกเขาได้ตกตายไปหมดแล้ว ทั่วทั้งร่างกายมีแต่รอยาแเหมือนโดนฟันด้วยของมีคมขอรับ"
เหยาเสิ้นนำมือมาประสานกันแล้วโค้งกายคารวะเหยาเจิ้ง แล้วกล่าวรายงาน พร้อมกับสะบัดมือออกไป นำร่างไร้ิญญาเ่าั้ออกมาจากแหวนมิติ
"และเ้าหล่ะอวิ๋นเซียง!?"อวิ๋นโม่กล่าวถามคนของตนที่ส่งออกไปเช่นกัน
"ข้าเองก็เช่นกันขอรับท่านบรรพบุรุษ"อวิ๋นเซียงค้อมกายคารวะและกล่าวตอบ พร้อมกับนำศพออกมาจากแหวนมิติ
"ร่างเหล่านี้ล้วนเป็ยี่สิบรุ่นเยาว์ของตระกูลหยางไม่ผิดแน่! แต่รอยแผลเหล่านี้?"หนึ่งในมหาจักรพรรดิของตระกูลเหยากล่าวขึ้นมา พร้อมกับแสดงสีหน้างุนงง
"แผลเหล่านี้คงจะเกิดจากค่ายกลห้วงมิติพังทลายลง ไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะตกตาย"เหยาเจิ้งกล่าวขึ้นมาด้วยแววตาเรียบเฉย
"เช่นนั้นคนของตระกูลหยางก็ตกตายหมดแล้ว ทรัพยากรของตระกูลหยาง พวกเราสองตระกูลจะแบ่งกันคนละครึ่ง! ตามที่ตกลงกันไว้ อาณาเขตที่ตระกูลหยางเคยปกครองก็เช่นเดียวกัน!"อวิ๋นโม่กล่าวขึ้นมา
"ได้!"เหยาเจิ้งกล่าวตอบ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มแบ่งทรัพยากรกัน
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นพวกเขาก็ขึ้นเรือเหาะแล้วจากไป แม้ว่าศึกครั้งนี้พวกเขาจะเป็ฝ่ายได้รับชัยชนะกลับมา แต่ก็สูญเสียไปมากมายเช่นกัน! ถึงจะได้รับทรัพยากรกลับมามากมาย แต่ก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะสามารถพื้นคืนความแข็งแกร่งกลับมาได้ดังเดิม
แม้ว่าการทำาจะเกิดการสูญเสียมากมาย แต่มันก็คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ได้กลับคืนมา ซึ่งมันจะทำให้ขุมกำลังของพวกเขาแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ภายในอาณาเขตตระกูลหยาง ตอนนี้มีไฟลุกไหม้ไปทั่วบริเวณ เวลาผ่านไปนับสิบวันกว่าเปลวเพลิงเ่าั้จะค่อยๆมอดดับลง ตระกูลที่เคยรุ่งเรืองมานานนับหมื่นปี กลับหลงเหลือไว้เพียงแค่เศษซากของเถ้าถ่านเพียงเท่านั้น....
……………….
เวลาภายในมิติเอกเทศค่อยๆล่วงเลยผ่านไปอย่างช้าๆ จากวันเป็เดือน จากเดือนเป็ปี จวบจนครบสามปีแล้ว หยางตงเทียนก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาจากการบ่มเพาะ ตอนนี้รอบๆร่างกายของชายหนุ่มแผ่กลิ่นอายหน้าเกรงขามของเซียนขั้นเก้าออกมา จนอากาศโดยรอบสั่นะเืเบาๆ
"นี้หรือความแข็งแกร่งของเซียนขั้นเก้า!? กลิ่นอายนี้แข็งแกร่งกว่าของท่านบรรพบุรุษที่เป็เซียนขั้นหกไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า!"
"เฮ้อ~ หากว่าแข็งแกร่ง ก็จะมีแต่คนเคารพยำเกรง แต่หากปราศจากความแข็งแกร่งแล้วนั้น แม้แต่ตระกูลที่เคยเป็ที่เคารพยำเกรงของผู้คน ก็ต้องล่มสลายลง ถูกลบหายออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์...."
หยางตงเทียนกล่าวขึ้นมาเบาๆจากนั้นก็เก็บกลิ่นอายของตนเองกลับเข้าไป แล้วะโออกมาจากเตาหลอมโอสถ.....